[TVXQ Fiction] Oops!! I Did It Again!
posted on 01 May 2009 20:22 by kimyoonbe in ShortFiction
re-post TVXQ fanfiction [ShortFic]
Title :: Oops!! I Did It Again!
Author :: KimYoonBe[KYB]
Category :: Comedy
Pairing :: YooChun/JunSu [Main] , YunHo/JaeJoong [Little]
...ผมเป็นคนขี้เหงามากคนหนึ่งล่ะ...
...รักสนุกนั่นก็ด้วย...
...ผมพยายามตามหาความรักแบบที่เป็น ‘รัก’ จริงๆ...
...แต่เราจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่านั่นคือ ‘รัก’ แบบที่ผมต้องการ...
...ผมไม่ผิดสักหน่อยที่จะหาความหมายของมันในแบบของผม...
.
.
.
“นี่มันอะไรกันครับจุนซู!” หน้าตาคนพูดดูไม่ได้เลยจริงๆ ไอ้ท่าทางเงอะๆ งะๆ บ่งบอกว่าจับต้นชนปลายไม่ถูกกับสิ่งที่เห็นนี่ช่างน่าขำชะมัด แต่เอาเหอะ จะมายิ้มระรื่นในขณะที่คนตรงข้ามมีสีหน้าจะตายอยู่รอมร่อก็ไม่ใช่เรื่องล่ะนะ
“ขอโทษนะซองบอม แต่ว่าเรา เลิกกันเถอะ” ผมตีสีหน้าแบบรู้สึกผิดสุดๆ พยายามใช้น้ำเสียงที่คิดว่านุ่มนวลต่อคนฟัง เฮ้ๆ อย่าคิดว่าผมเป็นคนแหลหรืออะไรจำพวกนั้นนะ แม้ว่าผมกำลังเดินควงอยู่กับแฟนใหม่ แต่ผมก็รู้สึกผิดจริงๆ ที่บังเอิญเดินมาเจอแฟนเก่าเมื่อสองวินาทีก่อนผมบอกเลิก...ผมรู้สึกผิดจริงๆ นะ
“ไปกันเถอะจุนซู หนังจะเข้าแล้วนะ” เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มลึกที่ยืนโอบเอวผมอยู่นี่คือแฟนใหม่ผมเอง เราเจอกันเมื่อวานตอนที่ผมไปยืนหน้าเอ๋ออยู่หน้าโรงเรียนของแจจุงเพื่อนซี้เพื่อรอไปเที่ยวด้วยกัน แล้วลางๆ ว่าผมถูกรุมจากบรรดาหนุ่มๆ เรียกว่ารุมตอมจนผมจะจมกำแพงรวมเป็นสสารเดียวกันกับก้อนอิฐแดงๆ ของโรงเรียนเลยก็ว่าได้ และตอนนั้นเอง อันชิลฮยอน รุ่นพี่ที่จบไปแล้วของแจจุงก็โผล่เข้ามา แบบว่า สงสัยจะเคยมีอำนาจในโรงเรียนล่ะมั้ง เพราะแค่พี่เค้าพูดคำเดียว กลุ่มก้อนก็แตกวงกลายๆ ว่ามดแตกรังเวลาคนเอาไม้ไปแหย่นั่นแหละ
“ผมกับจุนซูขอตัวก่อนนะครับ” พี่ชิลฮยอนที่เพิ่งได้เป็นแฟนใหม่เมื่อวานเย็นของผมก็บอกลาแฟนเก่าผมด้วยคำสุภาพก่อนจะพากันจูงมือเดินเข้าโซนโรงหนัง ทิ้งไว้แต่ร่างเบื้องหลังที่ยืนค้างเป็นหินไปแล้ว
...เฮ้อ~ ขอโทษจริงๆ นะซองบอม สำหรับนายสองอาทิตย์ก็ถือว่านานแล้วนะ...
ย่างเท้าเข้าโรงหนังก็ปะทะเข้ากับความเย็นฉ่ำของแอร์คอนดิชั่นจนสะท้านกายนิดๆ รู้แล้วว่าเปิดใหม่ ไม่ต้องโชว์พาวด์เร่งความเย็นขนาดนี้ก็ได้ครับท่าน คงเพราะตัวสั่นมากไปร่างสูงข้างกายถึงได้โอบไหล่แน่นขึ้น...อื้อ อุ่นขึ้นเยอะครับ
อืม...ใครบอกว่าหนังโจรสลัดนี่สนุกจนแทบกระพริบตาไม่ได้กันนะ? อ้อ! จำได้และ แจจุงเล่าให้ฟังนี่เอง เห็นวันก่อนไปดูกับยุนโฮสุดที่รักแล้วเอามาเล่าใหญ่ว่าสนุกงั้นงี้ แต่พูดก็พูดเถอะ หนังมันเริ่มตอนไหน เปิดฉากบู๊กันเมื่อไหร่ ผมไม่รู้สักนิด ออเรนดอล บลูมพระเอกสุดหล่อยังเรียกสายตาผมให้หันไปมองยังไม่ได้เลย เอาง่ายๆ เปลี่ยนจากดูหนังมานั่งนับรอบที่ผมดีพคิสกับพี่ชิลฮยอนคงง่ายกว่ามั้ง
ผ่านไปเกือบสามชั่วโมงพวกเราก็ออกมานั่งยิ้มจ้องหน้ากันในร้านอาหารสไตล์อิตตาเลี่ยน แต่ผมว่าคู่ผมคงเลี่ยนกว่าชื่อร้านแน่นอน ผมเท้าคางลงกับโต๊ะไม่สนใจอาหารหน้าตาประหลาดที่วางอยู่ตรงหน้า จะสนเส้นสีเหลืองๆ อาบซอสสีน้ำตาลดำๆ ทำไมในเมื่อมีของที่น่าดูกว่าอยู่ตรงหน้าแบบนี้
ดวงตาเรียวคม สันจมูกโด่ง ริมฝีปากมีเสน่ห์ ผิวขาวๆ ดูก็รู้ว่าเป็นลูกคุณหนูบ้านรวย องค์ประกอบภายนอกนี่แหละที่ตรงใจผมนัก แต่ที่ทำให้ถูกใจสุดๆ ก็ตรงที่พี่ชิลฮยอนดูเป็นผู้ใหญ่นี่แหละ! ผมไม่ค้านหรอกนะว่าเลือกคบคนที่หน้าตา อย่างซองบอมก็ถือว่าหล่อเลยล่ะ แต่ก็นะ เด็กไฮสคูลยังไงนิสัยก็ดูเด็กอยู่ดี ต้องอย่างพี่ชิลฮยอนนี่สิตรงสเปคสุดๆ!
“จ้องพี่มากระวังถูกพี่กินแทนอาหารเย็นนะครับจุนซู” ยิ้มซะหล่อเห็นฟันขาวแบบนี้ยอมให้กินจนหมดตัวเลยครับ โอ๊ะ! อย่าตกใจครับ ผมแค่คิดเล่นๆ ถึงผมจะเปลี่ยนแฟนเหมือนเปลี่ยนถุงเท้าแต่ผมก็รู้จักความพอดีนะเออ~
“แหะๆ พี่ชิลฮยอนต่างหากที่จ้องจนผมทำอะไรไม่ถูก” ผมนี่น่ารักจริงๆ ทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมดเลยแฮะ นั่งยกผ้าเช็ดปากขึ้นมาปิดหน้ายังได้รอยยิ้มเอ็นดูจากคนหล่อเลย ฮาๆ ใครเดินผ่านมาคงได้เห็นเด็กผู้ชายตัวกลมๆ กำลังม้วนต้วนไซ้หน้ากับผ้าเช็ดปากอย่างน่าหมั่นไส้แน่นอน แต่ขอโทษ ในสายตาพี่ชิลฮยอนผมคงดูน่ารักน่าฟัดไม่น้อย
เวลาทุ่มครึ่งรถสปอร์ตสีดำก็จอดเทียบประตูบ้านหลังน้อยของผมในหมู่บ้านเล็กๆ แถบชานเมือง พี่ชิลฮยอนแจกคิสทิ้งท้ายที่ล่อไปเกือบห้านาทีก่อนที่ผมจะไหลตัวออกจากรถมายืนโบกมือลาบ๊ายบายส่งแฟนสุดหล่อขับเคลื่อนรถคันงามที่ชีวิตผมคงซื้อได้แค่ฝากระโปรงสีดำมันเงานั่นจนรถเลี้ยวตรงสุดซอย
“จะยืนยิ้มอีกนานไหมเซีย ฉันจะล็อคบ้านแล้วนะ” แหม คนมันกำลังอิ่มสุขยืนยิ้มส่งแฟนผิดตรงไหนกัน! ฮึ่ย! หมดมู้ดเลยดูดิ๊! ผมหันหลังกลับแบบหมุนตัวด้วยปลายเท้าข้างเดียวแล้วตั้งหลักเท้าเอวจ้องหน้าคนที่ยืนเกาะรั้วประตูบ้านอย่างขัดใจ
“ให้มันน้อยๆ หน่อยไอ้ชอน! ได้ข่าวว่านั่นบ้านฉัน!” ใช่ดิ นั่นบ้านผม แล้วไอ้เจ๋อนี่มายืนทำหน้าแป๊ะยิ้มในรั้วบ้านผมได้ยังไงกัน บ้านมันอยู่ทางซ้ายตะหากเล่า! อ้อ ลืมบอกไป คนที่ผมคุยอยู่ด้วยนี่คือเพื่อนร่วมชะตาชีวิตที่อาศัยอยู่ข้างบ้านผม ไม่ว่าผมจะทำอะไรยังไงก็ไม่เคยสลัด ปาร์คยูชอน คนนี้ ออกไปจากวงโคจรการดำเนินชีวิตของผมได้เลยสักครั้ง อยู่โรงเรียนเดียวกันตั้งแต่เนิร์สเซอร์รี่ยันมัธยมปลาย หน้าไก่ๆ แบบนี้ก็เห็นทุกวันเนื่องด้วยตอนเช้ายูชอนจะทำตัวเป็นปรสิตประเภทพึ่งพาอาศัยชาวบ้านด้วยการนั่งจิกข้าวบ้านผมเพราะพ่อแม่ของยูชอนอยู่ต่างประเทศ ด้วยความรักลูกอยากให้กินข้าวฝีมือเพื่อนรักซึ่งคือแม่ผมเองจึงได้ตกลงให้ยูชอนมานั่งกินข้าวที่บ้านผมทุกเช้าแบบนี้ เฮ้อ~ บ้านก็รวยจนเงาบ้านหมอนี่ทับบ้านผมซะมิดยังจะมาตัดรอนค่าอาหารบ้านผมอีก
“พ่อแม่นายไม่อยู่” คนตัวสูงกว่าผมตอบเรื่อยๆ ในขณะที่ผมกำลังต่อสู้กับบานประตูรั้วที่มันเลื่อนไม่ออกสักที แม่ง! สนิมกินจนฝืดมาเป็นเดือนป๊ายังไม่เปลี่ยนอีกวุ้ย!!
“แล้วไง? ป๊าม๊าบอกแล้วเมื่อเช้า แล้วนายเกี่ยวไรด้วย...เว้ย! ช่วยหน่อยเซ้!!!” เออ ให้มันได้งี้สิ ต้องให้ตะโกนอยู่เรื่อยเลย! ผมรีบดันร่างกลมๆ เล็กๆ ของตัวเองเข้าบ้านทันทีที่ยูชอนดึงรั้วออกให้ แรงไม่เยอะมั่งให้รู้ไป ชิ!!!
“แล้วพ่อแม่นายบอกหรือเปล่าว่าฉันต้องนอนบ้านนายระหว่างที่ท่านสองคนไม่อยู่”
เหอะๆ ผมหูฝาดแน่นอน นี่มันก็ดึกแล้วด้วย สงสัยผมคงจะง่วงเกินไปถึงได้ยินสิ่งชั่วร้ายออกมาจากปากหมอนี่ ผมเดินตรงเข้าบ้านทันที กำลังจะปิดประตูก็โดนคนตัวสูงแทรกกายเข้ามาก่อน
“คิดจะปล่อยให้ฉันนอนตากลมข้างนอกหรือไงกัน” ไม่คิดอ่ะ แต่จะทำจริงๆ ถ้านายไม่แทรกตัวเข้าบ้านฉันทันอะนะ
“อีกแล้ว! ป๊าม๊าแบบนี้ทุกที!!” ผมบ่นเซ็งๆ ถอดรองเท้าเตะโครมเข้าตู้อย่างสวยงามแล้วลากแตะขนนุ่มฟูฟ่องเดินเข้าไปในตัวบ้านอย่างเบื่อหน่าย เมื่อไหร่ก็ตามที่ป๊ากับม๊ามีประชุมต่างจังหวัดพร้อมกันเป็นต้องเอาไอ้หน้าไก่นี่มาอยู่เป็นเพื่อนผมทุกที แล้วมันก็ทำให้ความเป็นส่วนตัวของผมพังยับเยินทุกครั้ง!
“เมื่อกี๊แฟนใหม่นายเหรอเซีย?” ผมกระดกนมหมดแก้วแล้วหันไปมองคนถามที่ยืนกอดอกพิงประตูห้องครัว เอ๊ะ? บ้านผมเตี้ยไปหรือไอ้ชอนสูงไปหว่า หัวมันถึงได้ห่างกับเพดานประตูแค่นั้น ชิ นับวันไอ้หมอนี่ก็ยิ่งสูง ทั้งที่ตอนเด็กๆ เตี้ยกว่าผมอีก!
“ใคร? พี่ชิลฮยอนอ่ะเหรอ อืม ใช่ แฟนใหม่”
“แล้วซองบอมเด็กห้อง C ล่ะ?”
“เลิกแล้ว”
“เมื่อไหร่?”
“เมื่อตอนบ่าย”
“แล้วแฟนใหม่นายเป็นใคร”
“เด็กมหาลัยโซล”
“คบกันไปถึงขั้นไหนแล้ว”
“จะให้ถ่ายคลิปเก็บมาให้ดูเลยมั้ยล่ะ! ไม่รู้สักเรื่องจะตายไหม!!” เอ้อ! ผมน่าจะพูดคำนี้ตั้งนานแล้ว นั่งตอบคำถามอยู่ได้นานสองนาน ผมล้างแก้วแบบขอไปทีเสร็จก็เดินออกจากห้องครัวกะจะไปนอนกลิ้งบนเตียงนุ่มๆ ก็นะ วันนี้คุณแฟนสุดหล่อพาร่อนทั้งวันเหนื่อยและเมื่อยจะตายอยู่แล้วยังจะมานั่งคุยอะไรกับไอ้เหมือนจะหล่อนี่ให้เสียเวลาการพักผ่อนอีกล่ะ!
สามสิบนาทีในการอาบน้ำแต่งตัวผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น ผมแวะยืนเท้าเอวแยกเขี้ยวใส่บานประตูห้องนอนที่ใช้รับแขกซึ่งตอนนี้ยูชอนใช้เป็นห้องนอนของตัวเอง แลบลิ้นปลิ้นตาจนพอใจก็หันหลังเปิดประตูห้องตัวเองที่อยู่ตรงข้ามห้องนั้นอย่างสบายใจ โยนผ้าเช็ดผมห้อยกับราวข้างประตูได้อย่างสวยงามก็กระโดดพุ่งตัวลงสู่ที่นอนอุ่นนุ่มได้พอดีเป๊ะๆ กดคะแนนให้ผมสัก 9.5 นะครับกรรมการ
กำลังเคลิ้มๆ ได้ที่เสียงที่ผมเกลียดและกลัวมากที่สุดก็พาเอาผมกลิ้งจากที่นอนนุ่มลงไปนอนแปะบนพื้นห้อง
เปรี้ยง! ------------
ได้ข่าวว่าหมดหน้าฝนแล้ว เอ๊ะ?! หรือจริงๆ แล้วยังไม่หมด? เอาเถอะช่างมัน ภูมิศาสตร์ก็ตกตลอดอย่ามาถามผมเลยครับ สรุปง่ายๆ ตอนนี้ซึนามิคงถล่มกรุงโซลเข้าให้แล้ว ฝนเม็ดเป้งกระทบบานกระจกหน้าต่างห้องผมจนสั่นกราวๆ น่ากลัวว่ามันจะแตกในอีกสิบนาที เวอร์ไปครับ ผมลุกขึ้นยืนคว้าหมอนฉุดผ้าห่มลากมันทั้งหมดไปที่หน้าประตูห้อง เหลียวหลังกลับไปมองความมืดมิดที่มีแสงสว่างวาบจากความพิโรธของคนบนฟ้าเกิดศิลปะนามธรรมอย่างลงตัวของเงาเตียงเงาตู้ที่ประสานกันแล้วได้ตัวประหลาดพี่บึ้มหนึ่งตน เห็นแล้วชวนเสียวสันหลังวูบวาบยังไงชอบกล
ปังๆๆๆๆ!!!!!!!!!!
ผมเคาะรัวลงไปบนบานประตูลืมตัวนึกว่าเล่นตีกลอง ไม่นานนักไอ้เด็กข้างบ้านที่มาอาศัยบ้านผมก็เปิดประตูออกมา
“ถอยๆๆๆ หลบๆ” ผมยัดเยียดร่างเล็กๆ ของตัวเองและสมบัติล้ำค่าที่หยิบติดมือมาสองชิ้นอันได้แก่หมอนเน่าๆ กับผ้าห่มย้วยๆ ลายโลมาโต้คลื่นที่ผมใช้มาตั้งกะสามขวบผ่านช่องบานประตูและร่างสูงที่ยืนขวางได้สำเร็จอย่างรวดเร็ว จัดการไถพื้นที่บนเตียงริมกำแพงให้ว่างเตียนแล้ววางสมบัติผมลงแทนที่ก่อนจะสอดตัวเข้าไปนอนคดได้พอดีตัวสุดๆ พอเงยหน้าขึ้นก็ยังเห็นไอ้ชอนยืนค้างอยู่ที่หน้าประตู รู้สึกว่ามันเพิ่งจะสร่างนอนเมื่อกี๊อะนะ
“จะยืนอีกนานไหม ปิดประตูสักทีฉันจะนอนแล้ว!”
ต้องให้สั่งถึงจะเข้าใจทุกทีสิน่า! ยูชอนปิดประตูตามคำสั่งผมแล้วเดินมานั่งลงบนเตียง จากความสว่างที่มีน้อยนิด ลางๆ ว่าผมเห็นหน้าไก่ๆ กระตุกยิ้มขำๆ ชิส์! คงขำที่ผมกลัวเสียงฟ้าร้องล่ะสิ ก็แน่ละที่ยูชอนจะรู้ ก็ตั้งแต่เด็กฝนตกทีไรถ้ายูชอนมานอนด้วยที่บ้านผมก็เข้ามานอนคดด้วยแบบนี้ทุกที ผมแยกเขี้ยวใส่ในความมืดแล้วพลิกตัวหันเข้ากำแพง รู้สึกถึงเตียงที่ยวบลงที่ด้านหลังบ่งบอกว่าคนตัวสูงนอนลงแล้ว กำลังจะปิดตาหลับอีกรอบ ก็พลันรู้สึกถึงร่างเบื้องหลังที่เคลื่อนกายเข้ามาใกล้ตามมาด้วยความอบอุ่นจากวงแขนที่โอบลงมาที่ตัว
“ไม่ต้องกลัวนะเซีย ฉันจะนอนกอดนายเอง” เสียงทุ้มนุ่มชวนอบอุ่นที่ไม่มีใครเหมือนกระซิบแผ่วอยู่หลังหัว เสียงแบบนี้เป็นยานอนหลับให้ผมดีนักแล
ผมนอนนิ่งไม่กระดุกกระดิกสักมิลเดียว อดยิ้มกับตัวเองในความมืดไม่ได้ จะโกรธก็ใช่ที ออกจะชอบด้วยซ้ำ ยูชอนไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ ตอนเด็กผมงอแงร้องไห้ไม่ยอมนอนเพราะกลัวเสียงฟ้าร้อง แล้วยูชอนก็จะนอนกอดผมแล้วพูดประโยคนี้ให้ผมสงบและหลับเป็นตายในอ้อมกอดหมอนี่ทุกที เอาฟระ ยอมเป็นเด็กอีกสักวันจะเป็นไรไป อากาศออกจะหนาวนอนแบบนี้ก็อุ่นดีนี่นา~
แสงแดดแยงตาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นได้แค่สี่สิบองศาตามมุมหลังคาบ้านผม ขยุกขยิกตัวเล็กน้อยเพราะรู้สึกเมื่อยตามร่างกายแปลกๆ ยกมือขยี้ตาสองสามทีก็เห็นภาพห้องสีขาวปรากฏแก่สายตา
“ตื่นได้สักที นายหนักขึ้นเยอะนะเซีย” หนักเหนิกอะไรฟระ! ผมเงยหน้าขึ้นก็เห็นหน้ายูชอนอยู่ห่างแค่คืบ โว๊ะ! แล้วไหงผมถึงได้นอนกอดยูชอนล่ะนี่! อ๊ะ ไม่ใช่สิ นอนทับไปครึ่งตัวเลยมากกว่าจะเรียกว่ากอดนะ ฮะๆ ผมหัวเราะแห้งๆ เด้งตัวลุกขึ้นนั่ง คว้าหมอนกับผ้าห่มของตัวเองได้ก็ลุกพรวดพุ่งตัวออกจากห้องนั้นทันที
ผมกลับมานั่งจับจังหวะหัวใจบนเตียงตัวเองอย่างตื่นเต้น ตึกๆ ได้ยินไหมครับ มันเต้นเร็วยิ่งกว่าจังหวะร็อคซะอีก บ้าแล้ว! ผมจะใจเต้นกับยูชอนที่นอนกอดกันมาไม่รู้กี่ครั้งได้ไงกัน แต่เอ... ถ้าให้คิดอีกแง่ครั้งล่าสุดที่ถูกยูชอนนอนกอดมันเมื่อตอนป.6 นี่หว่า
“เพ้อเจ้อแล้วคิมจุนซู!” บอกตัวเองหนักแน่นแล้วคว้าเสื้อผ้าตรงเข้าห้องน้ำ ใช้ความเย็นจากน้ำดับอารมณ์ที่ตีกันยุ่งซะดีกว่า
+++++++++++++++++++++++++
วันที่แสนสุขกายสบายใจมีแต่คนไปนั่งเล่นเดินเล่นรับอากาศเย็นฉ่ำของวันอาทิตย์ แล้วทำไมผมต้องมั่งทำตัวลับๆ ล่อๆ หลังต้นไม้ในสวนหน้าห้างสรรพสินค้าแบบนี้ด้วยเนี่ย!!!
“แจจุง! ที่นายไปลากฉันออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อจะให้มานั่งงี้เนี่ยนะ!!” ผมหันไปจ้องหน้าเพื่อนคนสวยที่คบกันมาตั้งแต่ประถม เมื่อเช้าหลังจากที่เข้าไปสงบสติอารมณ์ในห้องน้ำนานเป็นชั่วโมงเพื่อนร่างบางคนนี้ก็โผล่มาที่บ้านพร้อมแฟนหล่อๆ ของมัน แล้วก็ฉุดกระชากลากถูผมออกมานั่งหน้าแดงตากแดดเป็นกล้วยปิ้งอยู่ตรงนี้...เพื่ออะไรครับเพื่อน!!!
“เอาน่า เดี๋ยวนายก็เห็น” เสียงหวานตอบทั้งที่ยังจ้องไปยังประตูทางเข้าห้างอย่างใจจดใจจ่อ
ไม่เกินอึดใจสิ่งที่แจจุงเฝ้ารอคอยก็ทำให้ผมตกตะลึงได้สองนาทีเต็ม ร่างสูงสุดหล่อที่เมื่อหวานดีพคีสกับผมไปไม่รู้กี่รอบกำลังเดินอ้อล้อต่อกระซิกกับหนุ่มหน้าหวานตัวเล็กที่ควงแคนคนตัวสูงซะแนบแน่น
ไอ้ท่าทางเนียมอายแต่แอบแรงด้วยการยืดตัวหอมแก้มคนตัวสูงนั่นมันรู้สึกขัดๆ ยังไงอยู่ เหมือนเห็นตัวเองแปลกๆ แฮะ เหอะ! ไม่เหมือนสักหน่อย ถ้าเด็กนั่นทำผมว่ามันดูออกดัดจริตไปนิด แต่ถ้าผมทำมันน่ารักกว่านั้นเยอะครับ เพราะงั้นไม่เหมือนกัน ฟันธง!
“จุนซู! เป็นอะไรรึเปล่า!!!” เสียงแจจุงดังแว่วๆ อยู่ข้างหู สงสัยผมคงจะทำตาโตอ้าปากค้างนานไปหน่อยล่ะมั้ง แน่ล่ะ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ผมโดนแฟนหักหลังแบบนี้ ปกติผมต้องเป็นคนหลอกคนอื่นเซะ! เอ้ย ไม่ใช่ๆ ถึงผมจะเปลี่ยนแฟนบ่อยแต่ก็ไม่เคยมีซ้ำซ้อนสองคนนะ! กรณีซองบอมไม่นับ เพราะมันดันไปต่างจังหวัดผมเลยโทรไปบอกเลิกไม่ได้เลยซ้อนกันไปวันนึง แต่เรื่องนั้นช่างเถอะ ตอนนี้ผมกำลังโกรธจนตัวสั่นเป็นจ้าเข้าแล้ว!
“เห็นมั้ยล่ะ ฉันเตือนนายแล้วว่าพี่เค้าเป็นคนเจ้าชู้นายก็ไม่เชื่อ” แจจุงนั่งลงบนม้านั่งโดยดึงผมให้ลุกจากหลังพุ่มไม้มานั่งข้างๆ ด้วยกัน ส่วนยุนโฮก็ลุกไปกดน้ำกระป๋องอีกฝั่งของสวนสาธารณะ ผมหันใบหน้าที่มีน้ำตาไหลพรากๆ ไปหาเพื่อน ไม่ได้ร้องเพราะโดนหลอกหรืออะไรหรอกนะ แต่ร้องเพราะเสียดายคนหล่อๆ รวยๆ อย่างพี่ชิลฮยอนต่างหาก ฮือ~ จะหาแบบนี้ได้อีกไหมเนี่ย หล่อรวยแบบนี้~
ผมนั่งร้องไห้เบะปากเป็นเด็กงี่เง่าอยู่ในสวนเป็นชั่วโมง แจจุงก็นั่งปลอบผมจนผมหมดแรงหมดน้ำข้าวต้มที่จะร้องต่อยุนโฮก็ขับรถมาส่งผมที่บ้าน
“อย่าคิดมากนะจุนซู คนอย่างนายหาใหม่ได้อยู่แล้ว” แจจุงตะโกนบอกในโซนที่นั่งข้างคนขับตอนที่ผมกำลังเดินคอตกเข้าบ้าน ผมยกมือลาหงอยๆ ไปให้เพื่อนจนรถหายลับสายตาไป
เสียงหึ่งๆ ของแมลงในสวนข้างบ้านยามบ่ายกวนประสาทผมอย่างที่สุด นั่งแช่ในห้องรับแขกเงียบๆ แบบนี้ทำเอาผมหงุดหงิดยิ่งกว่าเมื่อกี๊หลายเท่า เวลาคนอกหักนี่เค้าทำยังไงกันนะ ขอโทษทีที่ถาม เผอิญว่าผมไม่เคยถูกใครบอกเลิกอ่ะนะ อ๊ะ!! จริงสิ!~ พี่ชิลฮยอนยังไม่ได้บอกเลิกผมนี่หว่า เพราะงั้นผมยังคงรักษาตำแหน่งคนน่ารักเลือกได้อ่ะสิ โหะๆ
“เฮ้อ~” เบื่อเซ็ง สภาพผมตอนนี้ห่างใกล้จากความน่ารักไปหลายซอยบ้าน ผมนอนหงายก่ายขาไปวางบนพนักพิงโซฟาสองแขนก็ห้อยร่องแร่งไม่เป็นทิศ ถอนหายใจเข้าออกเป็นคนแก่อ้วนลงพุงอยู่นานจนนึกอะไรขึ้นมาได้
“ยูชอน~~~” ห้องครัวก็ไม่มี ห้องนอนก็ไม่เห็น หรือยูชอนกลับไปคฤหาสน์บ้านมันแล้วหว่า? คิดได้แบบนั้นผมก็ยิ้มกว้างทันที เวลารู้สึกแย่ๆ ต้องหาเรื่องสนุกๆ ทำไม่ใช่หรือไง?
ผมผิดเองครับ คิมจุนซูผิดเองที่หวังจะมาพึ่งของเล่นชาวบ้านเค้า ลืมไปชาติเศษว่าบ้านยูชอนมันโคตรกว้าง ไม่ได้เข้ามาก็ตั้งหลายปีแล้วด้วย แม้บ้านก็ดันต้องไปทำความสะอาดคฤหาสน์ปีกซ้ายเลยปล่อยให้ผมเดินเคว้งคว้างอยู่ตรงทางเดินมืดๆ แคบๆ คนเดียวซะงั้น
พูดกันตามความจริงแบบไม่เเบ่งเศษสวนให้เลอะเทอะ ยูชอนก็ถือว่าเป็นผู้ชายในอุดมคติของหลายๆ คน นับแค่สาวๆ ในโรงเรียนผมก็ได้ที่กรี๊ดกร๊าดหมอนี่ซะเหลือเกิน บ้านรวยยอมรับ เรียนเก่งเรื่องจริง กีฬาก็เคยถูกทาบทามให้เป็นนักกีฬาเยาวชน แต่ยูชอนปฏิเสธง่ายๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่อยากเรียนไกลจะเข้าโรงเรียนรัฐใกล้บ้านซึ่งก็คือโรงเรียนเดียวกับผม รูปร่างหน้าตาเหรอ อืม ว่าไงดี ถามใครเค้าก็บอกหล่อ แต่ผมกลับมองยูชอนหน้าเหมือนไก่ซะนี่ สงสัยคงเพราะผมเห็นยูชอนมาตั้งแต่เด็กละมั้งถึงได้ไม่รู้สึกพิศวาสสักเท่าไร เคยได้ยินสาวๆ บอกว่าเสน่ห์ของยูชอนอยู่ที่ความเงียบขรึมแบบผู้ใหญ่ที่ชวนให้หลงใหลนี่แหละจุดเด่น ผมพยายามนอนมอง นั่งมอง ตะแคงมอง ยูชอนก็ไม่เห็นจะขรึมซะหน่อย ปากก็ออกจะร้าย พูดประชดผมเก่งนัก ฮึ่ย! อย่างยูชอนไม่ใช่สเป็คผมสักนิด!
ผมเดินเลยออกมาที่สวนกว้างด้านหลังเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่อากาศเย็นๆ ของบ่ายแก่ๆ ก็ช่วยทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเยอะ เกือบจะลืมไปแล้วว่ามาที่นี่ทำไม มานึกได้ก็ตอนเห็นใครบางคนนั่งแกว่งชิงช้าอยู่กับสาวน้อยน่ารักที่เรียนห้องเดียวกันอยู่ตรงริมสระน้ำนั่นแหละที่ทำเอาผมหยุดเดินชะงักทันที
หนอย~ ที่หายไปนี่มัวแต่นั่งจีบสาวอยู่นี่เอง! ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกแปลกๆ ที่เห็นยูชอนยิ้มระรื่นแบบนั้นกับแทยอน รู้สึกอยากเดินเข้าไปจับแยกสองคนนั้นให้ออกห่างชะมัด! อ๊า~ นี่ผมคงจะรู้สึกอารมณ์เสียที่ตัวเองเพิ่งโดนแฟนหลอกแล้วยังมาเห็นคู่รักอินเลิฟกันต่อหน้าใช่ไหมเนี่ย!!~ แน่ล่ะ ผมไม่ได้รู้สึกหวงยูชอนแต่อิจฉาต่างหาก...ใช่ไหม?
แย่สุดๆ! เห็นแบบนี้แล้วรู้สึกแย่กว่าตอนเห็นพี่ชิลฮยอนนอกใจซะอีก ยูชอนที่ไม่เคยมีแฟนสักคนตั้งแต่รู้จักกันมาเด็กๆ คนที่สนิทที่สุดของยูชอนก็คือผม แล้วไหงพอมีแฟนขึ้นมาไม่ยอมบอกผมสักคำ! แบบนี้มันน่าเสียความรู้สึกไหมล่ะ!! ว๊าค!! โมโหเว้ยยยย กลับบ้านๆๆๆๆๆ
+++++++++++++++++++++++++
“เป็นอะไรรึเปล่าครับจุนซู” เป็นคนโง่ที่ยอมให้พี่หลอกอีกสักวันไงครับ ผมเงยหน้ายิ้มหวานไปให้คนถามพลางส่ายหน้าไปมา วันจันทร์ตอนเย็นพี่ชิลฮยอนก็มารับที่หน้าประตูโรงเรียนโดยใช้รถคู่ใจที่ใครเห็นเป็นต้องเข่าอ่อนมาจอดเสยหน้าประตูโรงเรียนอย่างเท่เช่นเคย แล้วผมซึ่งกำลังทำตัวงอนไม่เข้าท่าไม่พูดไม่จากับยูชอนตั้งแต่เมื่อวานเห็นแบบนั้นก็เดินลิ่วขึ้นรถพี่ชิลฮยอนมาซะเลย
“พี่จะพาผมไปไหนครับเนี่ย” วิวที่ปัดผ่านกระจกรถทำเอาผมใจเสียนิดๆ ก็ไม่เคยมาแถวนี้นี่นา หลังจากไปนั่งซัดไอศครีมที่ผมอยากกินมานานเสร็จแล้วพี่ชิลฮยอนก็บอกมีที่ที่อยากพาผมไปดู ซึ่งนี่ก็ดึกแล้วด้วย โอย ล่อแหลมๆ น่าหวาดเสียวจะโดนจับไปขายชายแดนไหมเนี่ย~
คนหน้าตาหล่อทุกวินาทีหันมายิ้มให้ผม ผมก็ยิ้มตอบสิครับ ทำตัวน่ารักเข้าไว้เผื่อพี่เค้าใจดียอมเปลี่ยนใจไม่พาไปขายออกนอกประเทศ นั่งกุมมือบิดไปมาลุ้นระทึกว่าจุดหมายจะอยู่ที่ไหนได้ไม่นานเครื่องยนต์รถก็ดับลง ผมมองออกไปที่กระจกหน้ารถก็เห็นตึกโคตรสูง จำได้ตอนเรียนว่านี่คือตึกที่ให้คนขึ้นไปส่องกล้องดูวิวตอนกลางคืนของกรุงโซล แต่เอ๊ะ ค่าเข้าต่อคนนี่แพงสุดทรีนเลยนี่นา อ่อ ลืมไป พี่ชิลฮยอนรวยเวอร์ๆ เรื่องแค่นี่เด็กๆ ฮาๆ
แฟนหลอกๆ ของผมนี่สปอร์ตสุดๆ ไปเลย คบผมเล่นๆ ยังลงทุนขนาดนี้ จะยอมถูกหลอกไปเรื่อยๆ ดีไหมเนี่ย ผมใจเต้นตึกตักเป็นเด็กๆ อยู่ในลิฟท์ ตื่นเต้นอะไม่เคยขึ้นเลยเนื่องด้วยทุนไม่มี เพราะงั้นพอได้ออกไปยืนบนยอดของตึกที่เป็นครอบกระจกใสผมถึงได้ออกอาการเป็นเด็กๆ ได้ของเล่นใหม่แบบนี้ไง
“ว้าว~~ พี่ชิลฮยอนดูสิฮะ สวยสุดๆ ไปเลย” ผมชี้ไม้ชี้มือไปข้างหน้า ตาก็ยังส่องกล้องมองวิวเมืองในความมืดที่มีแสงสีต่างๆ ประดับประดาสวยซ๊า~
“ชอบไหมจุนซู” พี่ชิลฮยอนเดินมาใกล้แล้วยิ้มถามตอนที่ผมเงยหน้าขึ้นมองพี่เค้า
“ชอบสิฮะ ว่าแต่ ทำไมพี่ถึงพาผมมาที่นี่ล่ะ??” คนตัวสูงยิ้มแล้วจูงมือผมไปนั่งที่โต๊ะดินเนอร์ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง เอ่อ...นั่นสิ ก็ว่าทำไมไม่เห็นใครมาสักคนนอกจากพวกเรา นี่พี่ชิลฮยอนคงจองยอดตึกสูงเสียดฟ้าคืนนี้สินะ โว้ว จะรวยไปไหนครับพี่
เมื่อนั่งกันคนละฝั่งโต๊ะมีแสงเทียนส่องหน้าคนหล่อรวยเพียบพร้อมก็พูดขึ้น
“วันนี้วันเกิดพี่ พี่อยากฉลองกับจุนซูแค่สองคน” โอ้วววว อย่างงี้นี่เอง ถ้าเป็นวันก่อน ผมคงดีใจสุดๆ ไปเลย แต่ไม่ใช่หลังจากที่ผมรู้แล้วว่าถูกหลอก ผมยิ้มหวานอย่างมีมารยาทไปให้คนตรงข้าม
“พี่เกิดวันที่ 4 ก็ไม่บอก ผมจะได้หาซื้อของขวัญมาให้พี่”
“พี่ไม่อยากได้อะไรจากจุนซูหรอก แค่ได้นั่งฉลองกับจุนซูแบบนี้พี่ก็ดีใจจะแย่แล้ว” แหมพี่ครับ พูดซะผมรู้สึกภูมิใจจนตัวจะลอยแล้วเนี่ย ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าพี่มีคนอื่นสงสัยผมคงยอมตกลงปลงใจยอมเป็นแฟนพี่จนตายเลย
เรานั่งทานข้าวใต้แสงเทียนกันสุดแสนจะโรแมนติคก็ถึงตอนที่พนักงานยกเค้กมาวาง ผมที่พอเดาได้อยู่แล้วถึงได้กินแบบไม่เต็มพิกัดเพื่อเก็บไว้รอเค้กของโรงแรมห้าดาวก้อนนี้ไง อืม...มันตงิดๆ ตั้งแต่เห็นวันที่ที่แปะอยู่บนเค้กตั้งแต่เมื่อกี๊แล้วนะ รู้สึกเหมือนลืมอะไรไปเลยแฮะ ยังคิดไม่ออกเสียงคนหล่อก็ดังขัดความคิดผมขึ้น
“จุนซู พี่รักจุนซูจริงๆ นะ”
“ครับ ผมก็รักพี่ครับ” มาแล้วครับ บทพูดหวานเลี่ยนแบบนี้มักจะมาตอนเวลาแบบนี้เสมอ เรื่องบอกรักใครๆ ก็พูดได้ทั้งนั้นแหละ เชื่อได้รึเปล่าอีกเรื่องนึง
“พี่พูดจริงๆ นะจุนซู พี่รักจุนซูแบบที่ไม่คิดจะรักแบบเล่นๆ...พี่รู้ว่ามันคงเร็วไปสักหน่อย แต่ว่า ถ้าพี่จะขอเราหมั้น...”
“ห๊า! อะไรนะครับ พี่อย่ามาล้อเล่นแบบนี้นะ!!” ผมรีบลุกขึ้นจากโต๊ะทันที แล้วเดินตรงไปที่ลิฟต์ ถ้าจะล้อเล่นกันล่ะก็นี่ก็มากเกินไปแล้ว เรื่องอะไรที่ผมจะยอมโง่ให้พี่หลอกถึงขนาดนั้นกันเล่า!!!
“เดี๋ยวก่อนสิจุนซู!!” ผมถูกรวบตัวจากด้านหลัง เสียงพี่ชิลฮยอนกระซิบแผ่วอยู่ข้างๆ หู “เร็วไปใช่ไหม? ไม่เป็นไร พี่จะรอจนกว่าจุนซูจะพร้อมก็ได้ เพียงแต่พี่เคยเสียคนที่รักไปเพราะมัวแต่เล่นแง่ แล้วตอนนี้พี่ก็ไม่อยากเสียจุนซูไปเพราะเหตุผลงี่เง่าแบบนั้นอีก” คนพูดกระชับกอดแน่นขึ้นอีกจนผมรู้สึกอึดอัดขึ้นมานิดๆ
“ผมว่าพี่ปล่อยก่อนเถอะครับ แบบนี้ผมหายใจไม่ออก” พอหลุดจากการกอดรัดผมก็หันหน้าไปมองคนร่างสูงอย่างใช้ความคิด ตกลงว่าพี่ชิลฮยอนชอบผมจริงๆ หรือแค่เล่นๆ กันแน่? แล้วเด็กคนนั้นเมื่อวานไม่มีความหมายเลยหรือไง หรือพี่ทำแบบนี้กับทุกคนกันแน่? ผมพยายามคิดกลับไปกลับมาแต่ก็คิดไม่ออกสักที
“ยังไม่ต้องคิดตอนนี้ก็ได้จุนซู พี่พาไปส่งที่บ้านนะ” แล้วเราก็กลับเข้าไปอยู่ในรถในห้านาทีต่อมา ผมเงียบ พี่เค้าก็เงียบ เงียบกันไปได้ยินแต่เสียงแอร์ในรถจนไปถึงบ้านผม
“แล้วพรุ่งนี้ พี่ไปรับที่โรงเรียนนะ” พี่ชิลฮยอนเปิดกระจกมาตะโกนบอก ผมพยักหน้ายืนส่งจนพี่เค้าขับไปไกล แล้วเพิ่งนึกได้ กะว่าจะบอกเลิกแล้วไหงกลายเป็นแบบนี้ฟระ!!! วันนี้ผมดูเลอะๆ เลือนๆ ยังไงชอบกล บอกตามตรงตั้งแต่ออกจากโรงเรียนแทบไม่ได้สนใจที่พี่ชิลฮยอนพูดหรือพาเที่ยวเลยสักนิดจนไปถึงตึกชมวิวนั่นแหละถึงได้พอมีสติ ที่เป็นแบบนั้นเพราะอะไรน่ะเหรอ? ก็เพราะยังโกรธเรื่องยูชอนไม่หายน่ะสิ!!!
เอ๋??? ยูชอน? วันที่ 4 ?? วันเกิด??!!!!
“อ๊ะ!! วันนี้วันเกิดยูชอน!!” ผมทุบกำปั้นลงบนมือเต็มแรงแล้วหันกลับไปมองบ้านที่ปิดไฟสนิท ป๊าม๊ายังไม่กลับเพราะงั้นยูชอนก็ยังอยู่ในบ้านผม แล้วไหงปิดไฟมืดขนาดนี้ฟระ ผมเดินตรงไปกระชากรั้วบ้านเต็มแรง กะว่าฝืดขนาดนี้ต้องออกแรงแบบนี้ แต่คาดเดาผิดไปหลายสูตรแรงดัน เพราะแค่ตัวผมโถมไปด้านข้างประตูก็ขยับหวือชนิดที่ว่าถูกหล่อลื่นด้วยน้ำมันเต็มพิกัดพาเอาร่างผมเซแถ่ดๆ ติดไปกับประตูรั้วอย่างน่าอนาจ...ใครเปลี่ยนล้อเลื่อนฟระไม่บอก!
คิดได้อย่างเดียวคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณชายยูชอนที่คงไปจ้างช่างมาเปลี่ยนให้ตอนผมไม่อยู่แน่นอน
บ้านเงียบเชียบ มืดสนิท ผมปิดประตูบ้านแล้วเปิดไฟไล่ไปตามทางเดินก่อนจะเลี้ยวเข้าห้องครัว อย่างที่คิดแหละครับ คนตัวสูงนอนก้มหน้าลงกับท่อนแขน บนโต๊ะก็มีเค้กผลไม้ที่ยังไม่ได้ตัดหรือแม้แต่ปักเทียนสักเล่ม
ผมเดินไปนั่งตรงข้ามกับยูชอน เอื้อมมือไปเกี่ยวเส้นผมหนาของคนที่นอนหลับเบาๆ เห็นแบบนี้แล้วนึกไปถึงเมื่อก่อน ตอนเด็กๆ พอวันเกิดทีไรพ่อแม่ของยูชอนก็ไม่อยู่ฉลองทุกที แล้วเราก็จะมานั่งร้องเพลงกินเค้กด้วยกันสองคนทุกปี ปีที่แล้วพวกแจจุงกับยุนโฮก็มาฉลองด้วย อ๊ะ นี่สองคนนั้นก็คงมาแล้วกลับไปแล้วสินะ ผมเดาจากแก้วน้ำที่ว่างระเกะระกะบนโต๊ะกับจานอาการที่ยังทานกันไม่หมด แต่ดูรวมๆ แล้วก็คงทานเลี้ยงกันไปแล้ว แล้วทำไมถึงไม่ตัดเค้กล่ะ??
“มือนายสกปรกหรือเปล่าเซีย ฉันเพิ่งสระผมเองนะ” เจ้าของเส้นผมที่นิ้วเล็กๆ ของผมม้วนเล่นอยู่เอ่ยขึ้นแบบไม่ให้ตั้งตัว
“นิ้วฉันสะอาดกว่าหัวนายอีก!” ชักมือกลับอย่างรวดเร็ว รู้สึกหน้าตัวเองร้อนๆ ไงก็ไม่รู้ “ละ...แล้วนี่ทำไมมานอนตรงนี้ ง่วงก็ไปนอนในห้องสิ”
“นอนไม่หลับหรอก นายยังไม่กลับจะให้ฉันหลับได้ไง” อ่าว นี่แสดงว่าไม่ได้หลับแต่แรกงั้นสิ! อ๊าคคค ก็รู้หมดเลยน่ะสิว่าฉันทำอะไรกะหัวนายเมื่อกี๊~~~
“กลับดึกจังนะ ทานข้าวมาหรือยัง?” ทานแล้วแต่ไม่อยากบอกแบบนี้แฮะ
“นิดหน่อย” ผมตอบแบบยักไหล่นิดๆ
“งั้นรอแป็ปนะ ฉันอุ่นน้ำแกงให้” ยูชอนเดินไปเปิดเตาแก๊ส ส่วนผมก็นั่งเตะขาไปมารออยู่ที่โต๊ะ บรรยากาศเก่าๆ แบบนี้ผมละคิดถึงชะมัด
“แล้วนี่หายงอนฉันแล้วเหรอไง?” ผมสะดุ้งเล็กน้อยหันไปมองคนตัวสูงที่ยืนอยู่ตรงหัวโต๊ะ โหย ผมลืมไปเลยว่ากำลังเล่นบทพ่อแง่แม่งอนปัญญาอ่อนกับยูชอนอยู่
“อะไร? ใครงอนนาย บ้าป่าว” เอิ๊ก หน้าด้านไหมล่ะผม แต่ก็ยังน่ารักอยู่ดีนั่นแหละ ฮาๆ
“ก็นึกว่างอน เห็นไม่ยอมคุยกันตั้งแต่เมื่อวาน” คนพูดวางชามน้ำแกงอุ่นๆ ลงตรงหน้าผมแล้วนั่งลงตรงข้าม “ไม่พอใจอะไรฉันหรือไง”
ไม่พอใจโคตรๆ เลยล่ะ! ผมตักน้ำแกงอุ่นๆ เข้าปากไปสองสามช้อนแล้วเงยหน้าขึ้นจ้องอีกฝ่าย “ทำไมนายไม่บอกฉันว่านายมีแฟนแล้วล่ะยูชอน”
“ฉันมีแฟนด้วยเหรอ??”
ไม่มีบ้าไร แล้วสาวที่ไหนไปนั่งหัวเราะกับนายไม่ทราบ นางไม้หรือไงเจ้าบ้า! “เหอะ! นายไม่อยากบอกฉันก็เรื่องของนาย ยังไงซะฉันก็เป็นแค่เพื่อนข้างบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่งอยู่แล้ว นายจะมีแฟนหรือจะคบกับใครฉันก็ไม่สนหรอก” ผมยกชามขึ้นซดทีเดียวหมดเกลี้ยงแล้วเดินไปที่อ่างล้างจาน รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้วเมื่อนึกไปถึงในสวนวันนั้น
“ถ้าฉันมีจริงๆ แล้วนายจะว่าไง” ผมรีบหมุนตัวหันกลับไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังผมทันที
“นาย...มีแฟนแล้ว?” รู้สึกใจโหวงๆ ชอบกลแฮะ
“ก็แล้วถ้าฉันมี นายคิดว่าไงล่ะ?”
“กะ...ก็เรื่องของนายสิ แฟนนายไม่ใช่แฟนฉันสักหน่อย” จ้องตาทำไมฟระ! จ้องแบบนี้จะมองให้เห็นถึงเซลสมองเลยมั้ย! ผมหลบสายตาคมๆ ของยูชอนด้วยเหตุผลที่ผมก็บอกไม่ได้ว่าทำไมถึงทนสู้สายตานั้นไม่ได้
“คิดอะไรเพ้อเจ้อจริงๆ เลยนายเนี่ย” อ่าวด่ากันซะงั้น ยูชอนหันหลังให้ผมแล้วเดินไปปักเทียนลงบนเค้กที่วางอยู่บนโต๊ะ ผมที่กำลังคิดจะชิ่งขึ้นไปนอนก็เป็นอันต้องเก็บความคิดนั้นไปเมื่อยูชอนเดินไปปิดไฟในห้องครัวแล้วถือเค้กที่จุดเทียนแล้วมาจ่อใกล้ๆ หน้าผม
“อวยพรหน่อยสิ”
“สุขสันต์วันเกิดนะยูชอน ขอโทษทีฉันไม่ได้เตรียมของขวัญให้” อดรู้สึกผิดไม่ได้ ก็คนมันลืมจริงๆนี่หว่า ผมยืนติดขอบอ่างล่างจานในขณะที่ยูชอนยืนอยู่ตรงข้าม
“แค่นายมาทันเป่าเทียนวันเกิด ก็ถือว่าเป็นของขวัญฉันแล้วล่ะ” ประชดหรือไงฟระ ไม่รู้ว่าตาฝาดหรือเปล่าแต่ผมเห็นสายตาเศร้าๆ กับรอยยิ้มเหงาๆ ของยูชอนก่อนที่เทียนจะดับวูบแล้วความมืดก็เข้าปกคลุมทุกอย่างภายในห้อง
ยืนนิ่งอยู่อึดใจทุกอย่างก็ยังเป็นเหมือนเดิม ยูชอนไม่ได้เดินไปเปิดไฟอย่างที่ผมคิด ถ้างั้นคนเปิดไฟก็ต้องเป็นผมงั้นสิ? ผมเริ่มขยับเท้าในความมืดคลำทางไปข้างหน้า เพิ่งก้าวออกไปแค่สองก้าวก็ถูกดึงแขนพาเอาร่างของผมปะทะเข้ากับร่างของอีกคน
“ยูชอน! เล่นอะไรของนายเนี่ย!!” ผมดิ้นขลุกขลักในอ้อมแขนของยูชอนที่รัดแน่นขึ้น หนำซ้ำยังทิ้งหัวลงบนไหล่ผมอีก!
“ชู่วส์ เงียบๆ สิเซีย ฉันยังอธิฐานไม่เสร็จเลยนะ” จะขอพรก็ไปขอกับเค้กสิมาขออะไรตรงซอกคอเล่า!! แต่เอาเหอะ ผมหยุดดิ้นแล้วปล่อยให้เจ้าของวันเกิดนอนซบซอกคอผมอยู่แบบนั้น ทุกวินาทีที่ผ่านไปทำไมมันนานแบบนี้ ยูชอนไม่พูดอะไรอีกเลยปล่อยให้ความเงียบผ่านไปเรื่อยๆ แต่ให้ตายเหอะ! ใจผมเต้นแรงขึ้นแบบนี้ไม่นานยูชอนที่กอดผมซะแน่นคงได้ยินแน่ๆ
“ยูชอน เสร็จยัง ฉันง่วงแล้วนะ”
“เซียชอบพี่คนนั้นจริงๆ เหรอ?”
พี่คนไหนหว่า? อ้อ พี่ชิลฮยอน “ถามทำไม” เปลี่ยนจากคำถามเป็นปล่อยแขนออกจากตัวฉันดีกว่ามั้ยไอ้ชอน!
“ไม่ได้คิดจะเลิกเหมือนคนอื่นๆ ที่ผ่านมาของนายเหรอ?” ยูชอนยังถามต่อทั้งที่หน้าก็ยังคาอยู่ตรงคอของผม
“จะเลิกหรือไม่เลิกเกี่ยวไรกะนายด้วยละยูชอน”
“พี่เค้าเจ้าชู้นะ”
“รู้แล้ว”
“แล้วนายยังไม่เลิกกับเขาอีก...เพราะอะไรเซีย”
เพราะฉันลืมบอกเลิกไง ฮาๆ ประสาทจริงๆ เลยผม
“ยูชอน นายปล่อยสักทีเหอะ เลิกถามอะไรไร้สาระได้แล้ว” ผมดันร่างของยูชอนออกแต่ผลที่ได้คือแรงรัดที่รอบแผ่นหลังแน่นขึ้นอีก
“เซีย...เรารู้จักกันมากี่ปีแล้ว”
ผมยกมือซ้ายที่ว่างอยู่ข้างตัวเตรียมนับนิ้วแต่ยูชอนก็พูดแทรกขึ้นมา แล้วจะถามทำไมฟะ!
“17 ปี...ฉันกับนายรู้จักกันมา 17 ปี ฉันเป็นยังไง นายเป็นยังไงเราก็รู้ใจกันดี”
ขอแก้ ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่านายคิดอะไรอยู่
ยูชอนหยุดพูดไปเกือบนาทีก่อนที่ประโยคต่อมาจะเล่นเอาผมตั้งสติแทบไม่ทัน
“นายไม่รู้จริงๆเหรอเซียว่าฉันคิดยังไงกับนาย”
ดีที่มันมืด ไม่งั้นยูชอนคงเห็นผมอ้าปากพะงาบๆ แน่ๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองถูกปล่อยออกจากการกอดรัด และรู้สึกถึงลมหายใจของอีกคนที่อยู่ตรงหน้า...
ทั้งที่เคยจูบกับใครมาก็มาก ดีพคิสกันไปถึงไหนๆ แต่กับแค่ประทับริมฝีปากกับคนคนนี้กลับทำให้ผมรู้สึกแตกต่างจากที่ผ่านมา อบอุ่น ซาบซ่าน นุ่มนวล วาบหวามจนใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะ รู้สึกยาวนานทั้งที่มันไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ...
ยูชอนจูบผม...แล้วหลังจากนั้นก็เงียบ...
“ยู....ยูชอน.....” ผมเรียกชื่ออีกฝ่ายในความมืดสองมือก็ยื่นไปข้างหน้าแต่คว้าได้แค่อากาศว่างเปล่า ผมรีบวิ่งไปที่ทางเข้าห้องครัวแล้วกดสวิตซ์ไฟทันที แสงสว่างเผยให้เห็นห้องครัวสีครีม ของทุกอย่างในห้องเหมือนเดิม เค้กว่างหมิ่นเหม่อยู่ตรงขอบโต๊ะ แต่ผมกลับไม่เห็นร่างสูงของคนคนนั้น...
+++++++++++++++++++++++++
“นี่มันอะไรกันครับจุนซู!” เด็กหนุ่มที่เป็นรุ่นน้องของผมสองปีเอ่ยทักในขณะที่ผมควงแฟนใหม่มาเที่ยวที่ห้างในเช้าวันอาทิตย์
“ขอโทษนะยองเจ แต่ว่าเรา เลิกกันเถอะ” เด็กคนนั้นยืนอ้าปากค้างในขณะที่ผมก็ส่งยิ้มบางๆ ไปให้แล้วรีบดึงแขนคนตัวสูงให้เดินออกจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว
“หนึ่งอาทิตย์!...เจอแบบนี้ตั้งสามรอบ!!” แฟนใหม่ผมโห๊ดโหด ดูดิ ลากมาตั้งไกลชวนคุยไปถึงดาวอังคารยังวกเข้าเรื่องเมื่อกี๊จนได้ ผมนั่งลงที่ลานน้ำพุขนาดใหญ่หน้าห้างสรรพสินค้า ส่วนแฟนผมก็เดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงเป็นวงกลมอยู่ตรงหน้า
“เอาน่า มันก็ต้องมีตกค้างกันบ้างสิ นายเล่นไม่อยู่ตั้งสามเดือนฉันก็เลยหาสำรองเก็บไว้ไง...เกิดนายทิ้งฉันขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ?” ผมฉีกยิ้มจนตาหยีแต่แฟนผมยิ่งตีหน้าเครียดหนักเข้าไปอีก
“เซีย! ฉันเคยบอกนายเหรอไงว่าจะหยุดรักนาย เคยบอกเหรอไงว่าฉันเบื่อนาย เคยพูดสักคำมั้ยว่าฉันไม่ต้องการนาย ที่ผ่านมาเป็นสิบปีที่ฉันมองนายมาตลอดยังไม่ทำให้นายเชื่อใจฉันอีกหรือไง!!!” ฮึ่ย! จะตะโกนให้คนเค้ามุงดูไปถึงไหนฟระ!!
“ก็ใครใช้ให้นายจูบแล้วชิ่งแบบนั้นกันเล่า!!!!!!!!!” ตะโกนได้อยู่คนเดียวหรือไง ฉันก็ตะโกนได้เหมือนกันนะเฟ้ย!!
“กลับบ้าน!!!!!!” เออ! กลับก็ได้!! ผมยอมแพ้ต่อเสียงที่ดังกว่า และแรงฉุดที่มีมากจนต้านไม่ได้ ผมปล่อยให้คุณชายปาร์คยูชอนที่เพิ่งบินกลับจากอเมริกาเมื่ออาทิตย์ก่อนพาขึ้นรถแท็กซี่ไปอย่างง่ายดาย
สงสัยกันไหมว่าเกิดอะไรขึ้นในวันเกิดยูชอนเมื่อสามเดือนก่อน ผมวิ่งเป็นหมาตื่นออกจากบ้านเพื่อตามหายูชอนที่จูบผมเสร็จก็เงียบหายไป ผมบุกเข้าไปในคฤหาสน์ของยูชอนแล้วก็ต้องร้องไห้ลั่นเมื่อแม่บ้านบอกว่าเจ้านายของเธอต้องย้ายไปอยู่อเมริกากับพ่อแม่ แล้วตอนนั้นยูชอนก็นั่งรถไปสนามบินแล้วด้วย พอฟังแบบนั้นผมก็รีบตามไปสนามบินทันที
คุณนึกภาพออกไหม ทำนองว่านางเอกเพิ่งรู้ใจตัวเองวิ่งสู้ฟัดเพื่อไปให้ทันพระเอกที่โง่เง่ากว่าจะบอกความรู้สึกได้ก็ตอนจะจากไป นั่นแหละ ผมเป็นแบบนั้นเลย วิ่งทั้งน้ำตามองหาร่างสูงจนทั่วไปหมด แต่โชคเข้าข้าง ผมหายูชอนเจอตอนหมดหวังกำลังจะเดินลงบันไดเลื่อนก็โง่บรมลงผิดฝั่งไปลงเอาทางที่เค้าใช้ขึ้นก็เลยไปชนโป๊ะเช๊ะกับยูชอนที่ขึ้นมาชั้นผู้โดยสารขาออกพอดี
ผมล่ะอยากจะเขกหัวกับเสาแถวนั้นใจแทบขาด ยูชอนบอกว่าจะไปอเมริกาแค่เดือนเดียวแต่เพราะผมรีบมากไปหน่อยออกจากคฤหาสน์ยูชอนมาทั้งที่ยังฟังไม่จบ กว่าจะรู้ความจริงก็หน้าแตกยับเยิน เราก็เลยได้คุยกันจนเข้าใจ ยูชอนจูบผมแบบลืมหายใจกันไปเลยก่อนที่หมอนั่นจะขึ้นเครื่อง แล้วก็นั่นแหละ ผ่านไปหนึ่งเดือนไอ้คนที่บอกว่าจะกลับก็ไม่กลับสักที ผมก็เลยโมโหจนต้องหาคนควงแก้เซ็งน่ะสิ!
ก็บอกแล้วไง...ว่าผมเป็นคนขี้เหงา...และรักสนุก~
“เซีย เราจูบกันอยู่นะ นายอย่าเหม่อสิ” ครับๆ แหม ตั้งแต่กลับมาจูบเอาๆ คิดถึงล่ะเซ้ ฮาๆ แฟนใหม่ผมก็เงี้ยครับ บทจะเอาแต่ใจก็ที่สุดเลยจริงๆ อย่างว่าแหละ ลูกคุณหนูบ้านรวยก็เงี้ย ผมถึงบอกว่าชอบคนที่เป็นผู้ใหญ่หน่อยไง แบบพี่ชิลฮยอนน่ะใช่เลย!
“เซีย....”
อืม...ชักคิดถึงพี่ชิลฮยอนขึ้นมาแล้วสิ โดนผมบอกเลิกไปแบบนั้นน่าสงสารน้อยซะเมื่อไหร่
“เซีย..............”
เอ๋? ทำไมรู้สึกหนาวๆ ฟระ! ผมดึงตัวเองออกจากภวังค์ทันทีที่รู้สึกถึงแอร์ในห้องนอนของยูชอนที่มันปะทะเข้ากับร่างกายของผม ว๊าค!! เสื้อผมหลุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย!!!!
“จะทำอะไรน่ะยูชอน!!!!” ผมแหกปากลั่นในขณะที่ถูกกดลงกับเตียงโคตรนุ่มของยูชอน ถึงผมจะเปลี่ยนแฟนบ่อย ถึงผมจะแรงไม่มีหยุด แต่เรื่องอย่างว่าบนเตียงผมยังเวอร์จิ้นนะครับ!
“ลงโทษเด็กไม่ดี หลังจากวันนี้ไปนายจะต้องจำให้ได้ว่าแฟนนายคือฉัน และเวลาอยู่กับฉันก็ห้ามคิดถึงคนอื่น!” โหดครับ แฟนใหม่ผมน่ากลัวอ่ะ ผมหลับตาแน่นในขณะที่อีกคนก็เริ่มนัวเนียกับร่างกายที่แสนบริสุทธิ์ผุดผ่องของผมอย่างเมามันส์ ใกล้ๆ ว่าผมกำลังจะเคลิ้มกับสัมผัสแปลกใหม่จากคนรัก อีกฝ่ายก็หยุดซะงั้น ใบหน้าที่ผมไม่เห็นมาสามเดือนเต็มขยับมาใกล้สายตา อืม...ใครบอกยูชอนไม่หล่อมาต่อยกับผมหลังโรงเรียนเลยมา!
“ฉันรักเซียนะ”
“รู้แล้ว”
“เซียล่ะ”
“นายก็รู้อยู่แล้วนี่”
“ไม่รู้”
แกล้งโง่ขึ้นมาเชียวนะไอ้ชอน!
ผมตะปบมือแปะเข้าที่หน้าหล่อๆ ของคนที่คร่อมผมอยู่แล้วยกหัวตัวเองขึ้นจุ๊บเบาๆ ที่ริมฝีปากหนา
“ฉันรักนาย...เก็ทยัง?”
“หึหึ...งั้นฉันขอทวงของขวัญที่นายยังไม่ได้ให้ในวันเกิดฉันวันนี้เลยแล้วกันนะเซีย” อ่าว ผมพูดผิดตรงไหนฟระ ทวงของขวัญกันซะงั้น!
“ไหงงั้นอ่ะ ฉันยังไม่ได้ซื้อให้นายเลย” ตีหน้าซื่อให้ดูน่าสงสาร ผิดไปแล้วจริงๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะออกไปหาซื้อให้เลย รับรอง
“ไม่ต้องซื้อ...” ยูชอนก้มลงมาที่ซอกคอผมแล้วกัดลงไปพาเอาผมสะดุ้งเฮือก เจ็บนะเฟ้ยยยย!! ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดอยู่แถวๆ เนินไหล่ก่อนที่เสียงของยูชอนจะเล็ดลอดออกมาแบบแหบพร่าชวนสยิวกิ้วไปทุกเส้นประสาท
“ฉันกินนายเป็นของขวัญแล้วกันนะเซีย”
...จิ้นเองเถอะครับว่าหลังจากประโยคนั้นผมเป็นยังไง หมดแรงไปสามวันสามคืน ดีที่ยูชอนไปแค่สามเดือน ถ้าไปสัก 1 ปี มีหวังผมตายคาเตียงราคาเป็นแสนนี้อย่างแน่นอน...
.
.
.
...สุดท้ายผมก็เจอสักทีความรักของผม อยู่ใกล้กันแค่เนี้ย กว่าจะมองเห็นใช้เวลาน๊านนาน...
...ถึงจะเอาแต่ใจไปนิด แต่ก็อบอุ่นในบางเวลา...
...ว่าแต่...ผมเพิ่งรู้นะเนี่ยว่ายูชอนรวยขนาดเป็นลูกทายาทพันล้านแบบเนี้ย!...
...เสียใจด้วยนะจ๊ะสาวๆ ผู้ชายโคตรเพอร์เฟคคนนี้ตกเป็นของคิมจุนซูซะแล้ว ฮาๆ...
...ความรักไม่มีรูปแบบ คุณจะพบมันได้หากใช้หัวใจค้นหา...
.
.
.
ส่งท้าย
“แจจุงครับ จะไม่บอกจุนซูจริงๆ เหรอเรื่องพี่ชิลฮยอนคนนั้น” ชองยุนโฮที่นอนตะแคงอยู่บนเตียงข้างกายแฟนคนสวยเอ่ยถามขณะซุกไซ้จมูกโด่งๆ ลงกับเนินไหล่เนียนที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมา
“เรื่องที่วันนั้นไปจับผิดพี่ชิลฮยอนทั้งที่เด็กผู้ชายหน้าหวานคนนั้นคือน้องชายพี่เค้าอ่ะนะ?...ไม่ต้องหรอก แบบนี้ก็ดีแล้ว จุนซูจะได้ไม่ต้องคิดมากไง ถึงพี่เค้าจะน่าสงสารเพราะรักจุนซูจริงๆ ก็เถอะ แต่ยูชอนก็รักจุนซูเหมือนกันนี่นา รักมานานกว่าด้วย เพราะงั้นเราต้องช่วยยูชอนแบบนี้แหละถูกแล้ว พี่ชิลฮยอนออกจะหล่อรวยนิสัยดีเดี๋ยวก็หาใหม่ได้เองแหละ” แจจุงพลิกกายหันเข้าหาร่างหนาที่จ้องหน้าเขาแบบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“แจจุงใจร้ายอ่ะ!”
“ว่าไงนะ!!!!”
“โอ้ยๆๆๆ อย่าบิดหูครับ เจ็บๆ.....”
.
.
.
Oops!! I Did It Again! – The End
Talk
: เป็น SF ที่ลงบอร์ด tvxqfic ในวันเกิดยูชอนปี 2007 ฮ่าๆ ก็เอามารีโพสให้แฟนฟิคได้อ่านบ้าง อะไรบ้าง ภาษาก็ อย่าถือสาเลยนะ มันป่วงมากเลยอ่ะ(สไตล์มึนงงของบีนั่นแหละ) ฮ่าๆ ก็อ่านกันไปพลางๆ รอ DBSG 3 เน๊ะ แล้วโอกาสหน้าจิขุดคุ้ยฟิคเก่ามารีโพสให้ได้อ่านกันอีกนะคะ ^^ (สำหรับผู้ที่เคยอ่านแล้ว ก็...อ่านอีกสักรอบเน๊อะ 55+)
*ตามอ่านเรื่องอื่นๆ ได้ที่นี่เลยค่ะ Link Fiction Update
**สำหรับผู้ที่สั่งจองรวมเล่ม DongBangShinGi เข้าไปอ่านกันด้วยนะคะสำคัญมากมาย Click!!!!










