[SuJu Fiction] One Word - Begin
posted on 15 Aug 2008 19:44 by kimyoonbe in KiHae-OneWord
Title : One Word
Author : KimYoonBe [KYB]
Category : Sadstory
Pairing : Kibum / Donghae
One Word - 10 [Begin]
ทุกสามวันทงเฮจะถูกพาไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล ระหว่างนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่ชายหนุ่มร่างสูงยอมปล่อยให้ทงเฮอยู่ในความดูแลของนางพยาบาลโดยที่ตัวเขาต้องเข้าบริษัทไปดูงานบ้างเป็นบางครั้ง นอกเหนือจากนั้นคือการไปเยี่ยมผู้เป็นแม่ที่ย้ายไปอยู่สถานบำบัดโรคประสาทเอกชนในเครือองค์กรที่คิมฮีชอลดูแลอยู่
อาการของแม่ดีขึ้นในระดับหนึ่ง ผลตรวจล่าสุดบอกว่าแม่ของเขารู้จักความคุมอารมณ์ตัวเองและมีสติพอจะพูดคุยกับผู้ดูแลได้บ้างแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอาการหวาดกลัวอยู่บ้าง ทุกครั้งที่แม่เห็นหน้าเขาก็จะร้องโวยวายตะโกนชื่ออีแทวอนออกมาราวกับเห็นหน้าลูกชายเป็นสามีของเธอ เจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลบอกว่าอาการเหล่านี้เกิดจากความหวาดกลัวและความโกรธแค้นที่ฝังรากลึกในจิตใจของผู้ป่วย
ร่างสูงละสายตาจากบานกระจกขนาดใหญ่ตรงหน้าซึ่งเปรียบเสมือนกำแพงด้านหนึ่งของห้องพักฟื้นที่แม่ของเขาอาศัยอยู่ แผ่นหลังกว้างหันเข้าหาบานกระจกที่มีไว้มองเพียงฝั่งเดียวแล้วเผชิญหน้ากับชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง
คิมฮีชอลเลิกคิ้วเล็กน้อยให้กับใบหน้าคมเข้มที่แสนเฉยชาก่อนระบายยิ้มมุมปากพลางว่า “พอใจหรือเปล่าครับกับการรักษาของเรา?”
แน่นอนว่าคิบอมพอใจเป็นอย่างมาก แต่เขายังไม่เข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของอีกฝ่าย การที่เขาทำตามข้อตกลงเพื่อล้มอำนาจอีแทวอนที่ขวางทางการทำธุรกิจขององค์กรนี้มันเป็นเพียงการช่วยเหลือที่ไม่ยากเย็นเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่รับแม่เขามาดูแลอย่างดีนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือเมื่อเทียบกับคนพวกนี้ที่ทำอะไรหวังแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง? เพราะความจริงแล้วแค่องค์กรนี้ลงมือล้มอำนาจอีแทวอนเองยังทำได้ง่ายกว่าทำผ่านมือคนอื่นด้วยซ้ำ แต่นั่นอาจจะเป็นการเคลื่อนไหวที่โจ่งแจ้งเกินไป จนถึงตอนนี้ ชายหนุ่มยังไม่รู้เลยว่าองค์กรที่เขาช่วยอยู่นี้ทำเรื่องผิดกฎหมายอะไรถึงได้เกรงการเผชิญหน้าโดยตรงมากขนาดต้องให้คนนอกอย่างเขามาร่วมแผนการ
“ดูท่าคุณคิบอมจะติดใจสงสัยพวกเราจริงๆ สินะ” น้ำเสียงโทนสูงของฮีชอลดังแทรกความคิดของร่างสูง
“ตามหลักแล้วผมควรจะสงสัยพวกคุณ”
“สงสัยจริงๆ ด้วยแฮะ” ฮีชอลทวนคำพูดด้วยน้ำเสียงที่คิบอมไม่ชอบเอาเสียเลย ร่างสูงโปร่งขยับเดินเข้าใกล้ชายหนุ่มลดระยะห่างให้เหลือเพียงน้อยนิด จนอีกฝ่ายอดไม่ได้ต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วตวัดสายตารัตติกาลเขม็งคล้ายเอ่ยเตือนไม่ให้เข้าใกล้มากไปกว่านี้
ริมฝีปากบางเฉียบกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์กับท่าทางของคนอายุน้อยกว่า “ก็อย่างที่คุณคิบอมเข้าใจนั่นแหละครับ ทุกการเคลื่อนไหวของเราไม่อาจให้ผู้อื่นล่วงรู้ได้ แม้จะน้อยนิดแค่ไหนก็ตาม ทันทีที่คุณทำงานสำเร็จคือเวลาที่เราจะลงมือปิดปากคุณ แต่เพราะคุณเองไม่ใช่คนโง่ แถมยังฉลาดเกินกว่าที่เราจะไล่ทัน การที่คุณไปเข้าร่วมผูกสัมพันธ์กับหลานสาวนักการเมืองคนนั้นมันทำให้เราลำบากที่จะทำร้ายคุณ แม้แต่ตอนนี้ที่คุณหย่ากับเธอไปแล้วก็ตาม คุณคงทราบนะครับว่าทางเราต้องพึ่งอิทธิพลของ ควอนจางโซ ในการทำให้อะไรๆ มันง่ายขึ้น ดังนั้น คำร้องขอใดที่ควอนจางโซต้องการทางเราก็ต้องทำตาม”
ฮีชอลไล้ปลายนิ้วเข้ากับข้างแก้มคนฟังอย่างยั่วเย้า ก่อนขยับริมฝีปากใกล้ “นั่นหมายความว่า ต่อให้ผมอยากจะจับคุณมาไว้ดูเล่นมากแค่ไหนก็ทำไม่ได้”
มือใหญ่ยกขึ้นปัดมือเรียวยาวออกขณะที่อีกคนก็หัวเราะคล้ายไม่รู้สึกอะไร “อย่าซีเรียสมากนักสิครับ วางใจเถอะ ธุรกิจก็ต้องเป็นไปตามกลไกที่ตกลงกันไว้ เรื่องแม่ของคุณเราจะดูแลให้อย่างดี ส่วนคุณเองก็หมดพันธะกับทางเราแล้ว เมื่อแม่คุณหายเมื่อไหร่คุณก็ไม่จำเป็นต้องมาที่นี่อีก”
ธุรกิจก็ต้องเป็นไปตามกลไกที่ตกลงกันไว้งั้นเหรอ? หึ หากเขาไม่มีความเกี่ยวข้องกับยูริและควอนจางโซ ป่านนี้เขาคงลาโลกไปแล้ว คิบอมคิดอย่างเดือดดาลกับการแสร้งทำเป็นพูดของอีกฝ่าย
“จริงสิ ว่าแต่น้องชายของคุณ...”
เพียงแค่คนร่างโปร่งบางเอ่ยถึงน้องชาย คิบอมก็เผลอกระชากคอเสื้อฝ่ายนั้นเข้ามาใกล้แล้วเค้นเสียงต่ำ “อย่ายุ่งกับเขา!”
เจ้าของนัยน์ตาเรียวรีดูจะไม่ตกใจสักเท่าไหร่ที่เห็นว่าคนที่เอาแต่นิ่งขรึมมาตลอดกลับหลุดท่าทางเย็นชาอย่างนี้ ฮีชอลยกมือขึ้นสองข้างคล้ายคนยอมแพ้ “ใจเย็นสิครับคุณคิบอม ผมเพียงแค่อยากจะถามว่าเค้าเป็นยังไงบ้าง ได้ข่าวว่าถึงกับช็อกเลยนี่?”
“ทงเฮจะเป็นยังไงก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกคุณ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อน” ฮีชอลจัดคอเสื้อเข้าที่เดิมพลางมองไล่หลังคนที่เพิ่งเดินตัดหน้าเขาออกไป รอยยิ้มเย้าเมื่อครู่ที่มีแปรเปลี่ยนเป็นตึงเรียบสนิท ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำที่ยืนหลบมุมอยู่ตลอดเดินเข้ามาใกล้ผู้เป็นนายอย่างรอคอยจังหวะที่แขกคนสำคัญออกไป
“มีคนตามรถของคิมคิบอมมาจริงๆ ครับ คิดว่าน่าจะเป็นคนของอีแทวอน”
ฮีชอลลูบมือลงกับลำคอตัวเองที่เพิ่งถูกคอเสื้อรัดแน่นเมื่อครู่ น้อยคนนักที่คิมฮีชอลคนนี้จะสนใจ และไม่เคยมีใครปฏิเสธการเข้าหาของเขาด้วยท่าทางอย่างที่คิมคิบอมทำ ถึงแม้เขาจะชอบหน้าตาความสามารถชายหนุ่มนั่นมากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่พอใจที่อีกฝ่ายทำอย่างนี้กับเขา แล้วมันเรื่องอะไรที่จะต้องยื่นมือไปช่วยชีวิตผู้ชายคนนั้นด้วยเล่า คนคนนั้นจะตายหรือไม่ตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขา ซ้ำหากคิมคิบอมตายมันก็เป็นไปตามกำหนดการแต่เดิมขององค์กร นอกจากคนของเขาแล้วไม่ว่าใครจะลงมือก็ดีทั้งนั้น
ริมฝีปากบางเฉียบเยียดยิ้มร้าย “หึ ถ้ามันจะโดนใครเก็บก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องรับผิดชอบ ปล่อยมันไป”
“ครับ นายน้อย”
++++++++++++++++++++++++++++++++
การที่คิมฮีชอลพูดถึงทงเฮทำให้คิบอมรู้สึกเป็นกังวลอย่างมาก ตลอดทางกลับไปยังโรงพยาบาลเขากลัวเหลือเกินว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับทงเฮหรือเปล่า แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาลแล้วเขาก็พบน้องชายนั่งเหม่อลอยอมยิ้มให้กับอะไรบางอย่างเบื้องหน้า เขาแวะยืนคุยกับหมอฮันถึงการรักษาในวันนี้ของทงเฮเพียงชั่วครู่ก็เดินเข้าไปหาร่างบาง
ฝ่ามือใหญ่ลูบเส้นผมอ่อนนุ่มแผ่วเบา เรียวนิ้วยาวเกี่ยวทัดปอยผมให้พ้นดวงหน้าหวานก่อนก้มลงประทับริมฝีปากบางเบากับกลุ่มผมนิ่มเป็นการให้รางวัลกับความพยายามของคนตัวเล็ก ทุกครั้งที่ทงเฮต้องมาฝึกขยับร่างกายคนสวยเป็นต้องแสดงสีหน้าต่อต้านไม่พอใจเสียทุกครั้ง บังคับให้ขยับแขนทีก็ทำตัวแข็งฝืนแรงจนคนฝึกอ่อนใจไปตามๆ กันด้วยไม่กล้ารุนแรงกับคนไข้ ดังนั้นการที่หมอฮันบอกว่าวันนี้ทงเฮไม่งอแงและฝืนทำกายภาพบำบัดจนครบกำหนดเวลาจึงเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง อีกทั้งช่วงหลังๆ มานี้คนตัวเล็กเริ่มแสดงสีหน้ามากขึ้นบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี คิบอมเฝ้าภาวนาว่าอีกไม่นานเขาจะได้น้องชายกลับคืนมา
อีกไม่นาน ที่เขาจะได้มีโอกาสยอมรับผิดทุกอย่างต่อหน้าคนคนนี้
“ตั้งแต่นั่งรอคุณชายมารับ คุณหนูก็เอาแต่นั่งอมยิ้มตลอดเลยครับ ไม่รู้ว่าเธอเห็นอะไร อ่ะ เดี๋ยวผมไปเตรียมรถรอเลยนะครับ” ร่างกำยำของชายวัยกลางคนโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนปล่อยให้คนสำคัญอยู่ในความดูแลของผู้เป็นนาย
คิบอมทรุดลงนั่งด้านหน้าเก้าอี้แล้วเลื่อนสายตาขึ้นมองใบหน้าสวยหวานที่ยังระบายยิ้มกริ่มไม่หยุด “น้องเห็นอะไรบอกพี่ได้ไหมครับ?” ข้อนิ้วหนาลูบผ่านข้างผิวแก้มเนียน พลันรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่แปลกไป นัยน์ตาคมจ้องมองลึกลงไปในแก้วตาสุกใสที่มักเลื่อนลอยไม่จับจุดสิ่งใด ในเวลานี้กลับจ้องมองอะไรบางอย่างด้วยความสนใจ คิบอมมองตามสายตานั้นอย่างอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้น้องชายของเขายิ้มมีความสุขได้ขนาดนี้
หากแต่ทันทีที่ได้เห็น หัวใจของคิบอมกลับปวดร้าวไปหมด
ภาพของเด็กชายพี่น้องคู่หนึ่งกำลังหยอกล้อกันปรากฏแก่สายตา ดูเหมือนว่าคนเป็นพี่กำลังพยายามสร้างบรรยากาศสดใสให้น้องชายร่าเริงก่อนจะเข้าไปหาคุณหมอ...เด็กคนนั้นคงกลัวการมาโรงพยาบาล
“ทงเฮไม่ทาน!”
“ถ้าทงเฮไม่ทานยา งั้นต้องไปให้หมอฉีดยานะ”
“พี่ชายอย่าขู่ทงเฮได้ไหม ฮึก...”
“พี่ไม่ได้ขู่ แต่ถ้าทงเฮไม่ทานยาไข้ก็ไม่ลด แล้วพอเป็นหนักเข้าก็ต้องไปให้หมอรักษา”
“ฮึก...ก็มันขม ทงเฮไม่อยากทานนี่ ฮือออ...”
“งั้นก็ได้ ทงเฮไม่ต้องทานยาแล้ว”
“พี่ชายพูดจริงนะ!”
“แต่พี่ไม่อนุญาตให้ทงเฮเข้ามาที่บ้านพี่อีก เกิดพี่ติดไข้ขึ้นมาก็แย่กันพอดี”
“อ๊า!!~ พี่ชายใจร้าย!!!”
กำปั้นเล็กที่ระดมทุบลงมาไร้ซึ่งความเจ็บใดๆ เสียงแหลมสูงที่ตะโกนร้องลั่นรวมถึงใบหน้าหวานที่ฉ่ำไปด้วยน้ำตาจากการงอแงอยู่เป็นนานยังติดตรึงสายตา ร่างนุ่มนิ่มของคนที่ยอมทานยาแต่โดยดีแล้วอ้อนขอไปนอนด้วยยังรู้สึกอุ่นวาบในวงแขนคู่นี้ ภาพความทรงจำยามที่ได้นอนกอดคนตัวเล็กยาวนานไปตลอดคืนย้อนกลับมาตอกย้ำถึงความเป็นจริงในปัจจุบัน
แต่ไหนแต่ไรทงเฮมักชอบอ้อนมาขอนอนกับเขาทุกครั้งถ้ามีโอกาส ร่างเล็กๆ มักจะขดตัวซุกอยู่ในอ้อมแขนของเขาราวกับลูกแมวไซ้หาความอบอุ่นจากเจ้านาย เหตุผลที่ทงเฮทำอย่างนั้นเขารู้ดีว่าเพราะอะไร
เพราะทงเฮไม่มีใครนอกจากเขา...
คิบอมหันกลับไปมองใบหน้าหวานสวยที่ยังฉายรอยยิ้มกว้างให้กับภาพพี่น้องเบื้องหน้า เขาโอบไหล่บางเข้าหาตัวแล้วกดศีรษะเล็กลงบนบ่าของตนแนบแน่น พร้อมคำสัญญาที่ดังก้องในหัวใจซ้ำๆ ว่าต่อแต่นี้อีทงเฮจะมีคิมคิบอมตลอดไป ข้างกายของทงเฮจะมีพี่ชายคนนี้คอยปกป้องและให้ความรักไม่ห่างไกลไปไหนอีก
มือคู่นี้ของคิมคิบอมจะมีไว้เพื่ออีทงเฮเท่านั้น...
เย็นมากแล้วกว่าที่คิบอมและทงเฮจะออกมาด้านหน้าอาคารเพื่อขึ้นรถตู้ที่มาจอดรอได้สักพักใหญ่ ร่างสูงเข็นรถที่มีน้องชายนั่งอยู่ไปใกล้ตัวรถสีดำ ระหว่างที่หันไปพูดคุยกับคนรถว่าให้ขับเรียบชานเมืองเป็นการพาทงเฮนั่งรถเล่นไปในตัวด้วยเสียงดังลั่นของอะไรบางอย่างก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงแหวกอากาศหวีดร้องเรียกให้ชายร่างสูงรีบหันกลับไปมอง
ปัง!!!
ในทันทีที่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างบางที่สมควรนั่งนิ่งอยู่บนรถเข็นในตอนนี้กลับทรุดกายลงต่อหน้าเขาพร้อมกับเลือดสีแดงสดที่ท่วมทะลักซึมออกมาจากชุดสีขาวบาง
“ไม่!!! ทงเฮ!!!!!!”
เสียงตะโกนเรียกชื่อคนในวงแขนดังสะท้อนก้องไปพร้อมๆ กับความโกลาหลที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกว่าสิบนายของโรงพยาบาลรีบวิ่งมายังที่เกิดเหตุในขณะที่การ์ดของคิบอมก็รีบตามไปคว้าตัวคนร้ายไว้ได้ทัน ผู้คนรายล้อมมองดูเหตุการณ์ด้วยความตื่นตกใจ ทั้งคนไข้และญาติผู้ป่วยต่างรีบเปิดทางให้ทีมแพทย์ได้นำคนเจ็บไปยังห้องผ่าตัด
“อย่าเป็นอะไรนะทงเฮ อย่าทิ้งพี่ไป...” คิบอมกุมมือเรียวเล็กไปตลอดทาง พร่ำคำร้องขอต่อพระเจ้าไม่หยุด จนกระทั้งไปถึงหน้าห้องฉุกเฉินก็โดนกันไว้ให้รออยู่ด้านนอก
ร่างสูงของคิบอมทรุดลงกับพื้นไร้ซึ่งเรี่ยวแรง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นรวดเร็วจนเขาตั้งตัวไม่ติด แทบไม่อยากเชื่อว่ามือที่เปื้อนเลือดอยู่นี้คือเลือดของทงเฮ คิบอมยกมือขึ้นกดหลังศีรษะอย่างมึนงงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ทงเฮมากันเขาจากลูกกระสุนไว้ได้อย่างไร อาการช็อกของทงเฮหายไปแล้วอย่างนั้นหรือ? หรือเพราะว่าสัญชาตญาณสั่งให้ร่างบางทำอย่างนั้นไปโดยที่ทงเฮเองก็ไม่รู้สึกตัว
ไม่ว่าจะอย่างไหนก็แล้วแต่ คิมคิบอม นายเป็นต้นเหตุให้คนที่รักต้องเจ็บอีกแล้ว!
สี่ชั่วโมงเต็มที่เหมือนกับโลกทั้งโลกกำลังแหลกสลายไปพร้อมกับหัวใจ และเป็นสี่ชั่วโมงเต็มกับการนั่งภาวนาต่อทุกสรรพสิ่งให้คนที่เป็นดังลมหายใจและหัวใจได้ปลอดภัย ทันทีที่บานประตูสีขาวตรงหน้าเปิดออกร่างสูงที่ยังอยู่ในชุดเปรอะคราบเลือดก็รีบลุกขึ้นเดินเข้าไปหานายแพทย์แล้วเอ่ยถามอาการของร่างบางร้อนรน
“ใจเย็นๆ ครับคุณคิม คุณทงเฮเสียเลือดไปมากก็จริงแต่ในตอนนี้ปลอดภัยแล้ว โชคดีที่กระสุนไม่โดนจุดสำคัญในร่างกาย อีกทั้งระบบประสาทของผู้ป่วยได้รับแรงกระตุ้นทั้งทางด้านจิตใจและทางด้านร่างกายรุนแรงอย่างฉับพลันทำให้มีโอกาสสูงมากว่าเมื่อฟื้นขึ้นมาในครั้งนี้ อาการช็อกที่เคยเป็นอาจหายไป”
ฟังไม่ผิดใช่ไหม? คิบอมย้ำคำพูดของคนตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า คลื่นแห่งความดีใจที่ไม่ได้รู้สึกมานานนักหนาตีล้นขึ้นมาในอกราวกับมีแสงสว่างชุบชีวิตของเขาขึ้นมาใหม่ ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณทีมแพทย์ทุกคนแล้วรีบเข้าไปหาร่างของทงเฮที่นอนหลับนิ่งสงบอยู่บนเตียงภายในห้อง
ไม่มีสิ่งไหนจะดีไปกว่าการได้ทงเฮกลับคืนมาอีกแล้ว
ไม่ว่าจะสูญเสียอะไรในชีวิตไป ขอแค่มีอีทงเฮ คิมคิบอมก็ไม่ต้องการสิ่งอื่นใดอีก
แค่ความรักของอีทงเฮเท่านั้น ที่คิมคิบอมต้องการ
++++++++++++++++++++++++++++++++
ชั่วเสี้ยววินาทีเดียวที่ภาพในความทรงจำมากมายไหลทะลักเข้ามาพร้อมกัน จู่ๆ ภาพเบื้องหน้าที่เห็นค่อยๆ ชัดเจนขึ้น รวมถึงความรู้สึกรุนแรงมากล้นที่มีต่อใครคนหนึ่งเอ่อท้นขึ้นมาในจิตใจ
ใบหน้าของใครคนนั้นปรากฏเด่นชัด ช่างเป็นใบหน้าที่คุ้นเหลือเกิน
ใครกัน? แม้ยังคิดไม่ได้ว่าคนที่เห็นในความนึกคิดอยู่นี้คือใคร แต่ในทันทีที่ภาพในความเป็นจริงตรงหน้าฉายชัดแก่สายตา คำตอบของทุกอย่างก็แล่นเข้าสู่สมอง ปลุกกระแสเลือดทั่วกายให้ตื่นตัว และโดยไม่ต้องคิดอะไรอื่นอีก ร่างกายก็สั่งการให้เข้าปกป้องคนที่เป็นทุกความรู้สึกที่เอ่อท้นในหัวใจดวงนี้ในทันที
..ปัง!...
“พี่ชาย!...”
เฮือก!
พลันลมหายใจเย็นฉ่ำทะลักเข้าสู่ปอดในคราวเดียว เปลือกตาบางเปิดลืมขึ้นก่อนกระพริบถี่หลบเลี่ยงแสงไฟที่ส่องกระทบแก้วตาให้รู้สึกระคายเคือง ความอึดอัดก่อตัวขึ้นเมื่อไม่อาจขยับร่างกายได้อย่างใจคิด แก้วตาคู่สวยเหลือบมองไปรอบห้องสีครีม แม้จะไม่เคยคุ้นแต่จากรูปแบบและเฟอร์นิเจอร์หลายๆ อย่างก็ทำให้ร่างบางรู้ว่าตนเองอยู่ในห้องใดห้องหนึ่งภายในคฤหาสน์ตระกูลอี
ทงเฮขยับศีรษะและท่อนแขนหวังจะดันตัวเองให้ลุกขึ้น ไม่เพียงแต่ไม่มีแรงพอจะพยุงตัวได้ ซ้ำศีรษะยังปวดหนึบคล้ายมีเหล็กหนาหนักกดทับเอาไว้ เรียวคิ้วสวยขมวดมุ่นชนเข้าหากันต่อสู่กับอาการปวดหัวที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้นจนแทบจะได้ยินเสียงเส้นเลือดเต้นตุบตุบ
...ปวดชะมัด
ร่างบางจำยอมนอนลงตามเดิม ขณะที่คิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ทำไมถึงมานอนอยู่ที่นี่ ภาพในความฝันเมื่อครู่ก็ย้อนกลับมาให้หัวใจแทบหยุดเต้น มีคนจะยิงพี่ชาย!
ด้วยความตกใจ ทงเฮพยายามลุกขึ้นอีกครั้ง แต่นอกจากจะหมดแรงในทันทีแล้วยังมีอาการเจ็บที่ช่วงท้องเพิ่มมาอีกด้วย ทงเฮก้มลงมองร่างกายตัวเองถึงได้เห็นว่ามีผ้าก็อตพันรอบเอวของตนอยู่ และเมื่อเงยหน้าขึ้นสังเกตรอบข้างอีกครั้งถึงได้พบว่าห้องนี้ถูกเปลี่ยนให้เป็นห้องพักฟื้นคนป่วยซึ่งก็คือเขาเอง
มาถึงตรงนี้ทงเฮก็พอจะนึกได้แล้วว่าตัวเองใช้ร่างกายบังกระสุนให้พี่ชายตอนที่เห็นคนกำลังยกปืนขึ้นจ่อ แต่ทงเฮกลับหาเรื่องราวก่อนหน้านั้นไม่ได้ ไม่รู้ว่าตนไปอยู่ในที่ตรงนั้นได้อย่างไร เหมือนกับว่าพอรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกยิงไปแล้ว
จริงสิ แล้วคุณพ่อล่ะ?...
เพียงแค่นึกถึงเลือดมากมายที่ซาดกระเซ็นร่างทั้งร่างก็สั่นไปหมด ทงเฮนอนคดตัวอย่างอัตโนมัติ สองแขนกอดรอบกายอย่างต้องการปกป้องตัวเอง เม็ดเหงื่อเริ่มผุดพรายตามใบหน้าเมื่อภาพเหตุการณ์ในตอนนั้นปรากฏขึ้นในความทรงจำ
หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น? เขาฆ่าคุณพ่อไปหรือเปล่า? คำถามมากมายมาพร้อมความหวาดกลัว ทำไมเขาถึงนึกอะไรไม่ออกเลย จำได้ว่าทำร้ายคุณพ่อ และจำได้อีกครั้งก็ตอนที่พี่ชายจะถูกยิง แต่เรื่องราวก่อนหน้านั้นล่ะ? หลังจากนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง!
“อ่ะ ปวด...” เสียงแหบแห้งราวกับไม่ใช่เสียงตัวเองดังรอดออกมาจากลำคอเพรียวระหง มือเรียวยกขึ้นคลำริมฝีปากที่แห้งผากก่อนเลื่อนลงลูบคลำลำคออย่างไม่เข้าใจว่าทำไมแค่เอ่ยคำพูดไม่กี่คำถึงรู้สึกแสบหลอดลมไปหมดอย่างนี้
อาการปวดหัวเนื่องจากเจ้าตัวพยายามรื้อค้นลิ้นชักแห่งความทรงจำยิ่งทวีมากขึ้นเมื่อเรียวนิ้วไปสะกิดโดนสายสร้อยแข็งเย็นบริเวณรอบลำคอ ขณะที่ไล่นิ้วตามความยาวลงไปพลันหัวใจก็เต้นรัวเร็วด้วยความคาดหวัง วัตถุเย็นเหยียบที่กอบกุมไว้ได้ทำเอาลมหายใจสะดุดขาดห้วง
แหวนของพี่ชายมาอยู่กับเขาตั้งแต่เมื่อไหร่?!
ทงเฮรู้สึกมันงงไปหมด พี่ชายเคยบอกว่าทิ้งแหวนกับสร้อยไปแล้วนี่? แล้วทำไม...
ความสับสนที่มียังไม่ทันได้คิดหาคำตอบให้กระจ่าง ทงเฮก็รู้สึกเหนื่อยอ่อนขึ้นมาเสียก่อน ทั้งที่รู้สึกว่าตัวเองนอนมานานแล้วแท้ๆ ในตอนนี้กลับมีอาการง่วงขึ้นมาเสียได้ ครั้นจะฝืนลืมตาก็เหมือนกับมีอะไรมากดทับไว้ยากจะฝืนได้อีก
เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้น คนสองคนกำลังเดินคุยกันเข้ามา ทงเฮไม่อาจรู้ว่าเป็นใคร ม่านตาค่อยๆ ปิดสนิทลงมาเชื่องช้า พร้อมกับเสียงทุ้มที่แสนคุ้นเคยของใครบางคนดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
...นั่นเสียงพี่ชายใช่ไหมนะ?
.
.
“ฮวังซองจีงั้นเหรอ? นึกแล้วว่าต้องเป็นเลขาของอีแทวอน” เจ้าของน้ำเสียงทุ้มใหญ่นั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียง สายตาคมกริบทอดมองใบหน้าเรียวเล็กชื้นเหงื่อของคนเป็นน้อง แล้วจัดการใช้ผ้าชุบน้ำที่สาวใช้เพิ่งยกเข้ามาซับให้อย่างทะนุถนอมแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากรุนแรงมากไปกว่านี้ผิวเนียนละเอียดอ่อนบางจะเกิดผื่นแดง
“ใช่ครับ ฮวังซองจีรอคอยจังหวะการพิพากษาของอีแทวอนว่ามีความผิดหรือไม่ พอผลออกมาว่ามีความผิดจริงและแจ้งให้เป็นบุคคลล้มละลายก็รีบวางแผนจัดการคุณชายครับ” ชายในชุดดำยืนเลี่ยงอยู่ด้านหลังผู้เป็นนาย เขาเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “เรื่องยักยอกเงินโครงการใหญ่ครั้งนั้นนอกจากอีแทวอนแล้วก็มีคุณชายที่รู้ หากมีการสืบสวนเกี่ยวกับธุรกิจทั้งหมดของอีแทวอนขึ้นมาก็ไม่พ้นจะโดนความผิดไปด้วย สาเหตุที่ฮวังซองจีลงมือยิงคุณชายคงเพราะเรื่องนี้”
เจ้าของร่างสูงพยักหน้ารับ “อืม นี่ก็ดึกแล้ว ที่เหลือไว้พรุ่งนี้ฉันจะเรียกคุยอีกที” เมื่อบานประตูปิดลงความเงียบก็เข้าปกคลุมภายในห้อง หลังมือใหญ่แตะสัมผัสหน้าผากมนอย่างต้องการวัดไข้ ตั้งแต่ที่ทงเฮถูกยิง พอแผลเริ่มสมานแล้วคิบอมก็ย้ายทงเฮมารักษาต่อที่บ้านด้วยกลัวว่าหากอยู่โรงพยาบาลอาจมีใครลักลอบทำร้ายได้ นี่ก็ผ่านมาร่วมสองอาทิตย์แล้ว คนที่น่าจะฟื้นตั้งแต่สามวันแรกตามที่คุณหมอคาดการณ์ไว้กลับยังนอนหลับสนิทเป็นเจ้าหญิงนิทรา ไม่ได้รับรู้เลยว่าทำให้ใครต้องเป็นกังวลจนแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ
มืออบอุ่นกอบกุมมือเรียวเล็กไว้หลวมๆ สันจมูกโด่งจรดลงบนปลายนิ้วเรียวแต่ละนิ้วอย่างนุ่มนวล ก่อนจะจับคลึงฝ่ามือนุ่มเบาๆ
“น้องตื่นเสียทีเถอะ รู้ไหมหัวใจของพี่ทรมานมากแค่ไหนที่น้องยังนอนอยู่อย่างนี้” เสียงทุ้มเอ่ยร้องขอกับคนตรงหน้า เขายกมือขาวขึ้นทาบผิวแก้มของตน หลับตาซึมซับเสียงชีพจรของคนบนเตียงด้วยหัวใจนิ่งสงบ ทั้งที่ในความรู้สึกของชายหนุ่มแล้ว กลับไม่ได้ยินเสียงเต้นของหัวใจตัวเองมานานนักหนา
คิบอมใช้เวลาในการเฝ้ามองดวงหน้าของน้องชายอยู่เกือบสองชั่วโมง ก่อนจะหรี่แสงไฟในห้องให้มืดลง เขาจับปลายผ้าขึ้นห่มให้ร่างบอบบางจนชิดปลายคาง เส้นผมสีอ่อนถูกข้อนิ้วหนาปัดเกลี่ยให้พ้นดวงหน้าหวาน ริมฝีปากอุ่นจรดแนบหน้าผากเนียน ตามด้วยเสียงทุ้มกระซิบเอ่ยราตรีสวัสดิ์ และย้ำคำบอกรักอย่างที่ชายหนุ่มเฝ้าบอกให้คนตัวเล็กฟังทุกวัน แม้อีกฝ่ายจะไม่รับรู้ก็ตาม
“พี่ชายรักทงเฮนะครับ”
.
.
.
++++++++++++++++++++++++++++++++
ตั้งแต่เกิดเรื่องกับทงเฮ ไม่มีวันไหนที่คิบอมจะนอนหลับได้สนิท ช่วงกลางคืนนอกจากนั่งเฝ้าทงเฮแล้วเวลาที่เหลือคือการเคลียร์งานเอกสารของบริษัท ล้มตัวลงนอนได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องลุกขึ้นมานั่งดื่มไวท์ฆ่าเวลา นอกเหนือเหตุผลของการเป็นห่วงทงเฮที่ทำให้เขานอนไม่หลับแล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาไม่อาจข่มตานอนลงได้เลย
ซองกระดาษสีน้ำตาลถูกมือใหญ่หยิบยกขึ้นดูเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่อาจทราบได้ เรือนร่างสูงสง่าถือแก้วไวท์เดินตรงออกไปยังระเบียงด้านนอกที่ในตอนนี้เริ่มมีไรแสงแดดอ่อนๆ จับขอบฟ้าสีน้ำเงินเข้ม
นัยน์ตารัตติกาลเลื่อนลอยมองออกไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้าที่ไร้จุดสิ้นสุด อิสระของการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้คงเป็นเรื่องยากที่จะทำ ในเมื่อทุกคนยังมีภาระหน้าที่ในการดำเนินชีวิต มีสังคมให้ต้องพบเจอ มีกฎระเบียบให้ต้องทำตาม ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกลไกที่ถูกกำหนดกฎเกณฑ์ ความถูกต้อง ความผิดบาป ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังให้เข้าใจมานานนักหนา
แต่หัวใจเล่า ใครกันจะบังคับฝืนไม่ให้เกิดความรักได้
ใครกัน จะฝืนรักที่มีอยู่เพียงเพื่อความถูกต้องจากสายตาคนอื่น
ประกายตาคมเลื่อนลงมองสิ่งที่อยู่ในมือ บนหน้ากระดาษสีขาวแผ่นแรกมีตัวหนังสือสีดำชัดเจนบ่งบอกว่าเอกสารนี้คือผลตรวจเลือดของอีทงเฮ ครั้งแรกที่ได้อ่านตั้งแต่เดือนที่แล้วราวกับโลกทั้งโลกพังครืนลงมา เลือดของทงเฮสอดคล้องกับเลือดของอีแทวอน ทั้งสองคนเป็นพ่อลูกกันจริงๆ
...เขากับทงเฮเป็นพี่น้องกัน
ในคราแรก ความถูกผิดตีกันไปหมดในความคิดของชายหนุ่ม เขาไม่อยากทำร้ายน้องชาย ไม่อยากทำเรื่องผิดบาป แต่ในทุกครั้งที่เฝ้ามองทงเฮที่ต้องมาอยู่ในสภาพนี้เพราะความรักที่มีต่อเขา ได้รับรู้ความเจ็บปวดแสนทรมานของน้องชาย ได้ย้อนมองหัวใจที่บอบช้ำของตนเอง เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าควรทำอย่างไร
ในเมื่อความรักเป็นเรื่องของคนสองคน ใครอื่นจะสนทำไม
ในเมื่อหัวใจเรียกร้อง พร่ำหาแต่เพียงน้องชาย ให้ตายยังไงก็ไม่อาจเป็นอื่น
และในเมื่อไม่มีใครรู้ความจริง เขาก็จะปล่อยให้ทุกคนเข้าใจผิดต่อไปว่าทงเฮเป็นเพียงเด็กที่อีแทวอนรับมาเลี้ยงเท่านั้น
คิบอมจุดไฟแช็กท่ามกลางแสงสลัวของเวลาเช้ามืด เปลวไฟสีส้มลามไล่เผาแผ่นกระดาษอย่างเชื่องช้า หลักฐานเพียงหนึ่งเดียวที่มีค่อยๆ มอดไหม้ร่วงลงจากขอบระเบียงสู่พื้นดินเบื้องล่าง
นอกจากเขา และหมอฮันเกิง ความจริงนี้จะไม่มีใครล่วงรู้อีก
แสงทองของรุ่งเช้าโผล่พ้นขอบฟ้า ฉาบผืนนภาให้กลายเป็นสีครามสว่างสดใส บนพื้นที่ว่างโล่งไร้ขอบเขตมีฝูงนกนับสิบบินร่อนต้อนรับวันใหม่กันอย่างครึกครื้น
คิบอมทอดสายตามองความเป็นไปของธรรมชาติที่สวยงาม หากความจริงสิ่งสวยงามที่เขาอยากเห็นคือใบหน้าของน้องชายที่มีรอยยิ้มงดงามยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก
...รอยยิ้มของทงเฮสวยสดใสยิ่งกว่าพระอาทิตย์ยามเช้า
ระหว่างที่เพลิดเพลินกับบรรยากาศ ปล่อยให้ความสดชื่อของรุ่งเช้าเยียวยาหัวใจที่หม่นหมองเสียงเอะอะก็ดังขึ้น เมื่อหันกลับไปก็เห็นแม่บ้านโซอารีบร้อนวิ่งเข้ามาด้วยหน้าตาตื่น
“มีอะไร?”
“แย่แล้วค่ะคุณชาย คุณหนูหายไปจากห้องค่ะ!!”
“ว่าไงนะ!!”
กว่าสองชั่วโมงที่คนร่างสูงวิ่งวุ่นตามหาทั่วทั้งบริเวณคฤหาสน์ ความหวาดกลัวว่าจะสูญเสียเกาะกินหัวใจไปในแต่ละก้าวย่างที่เดิน ความว่างเปล่าไร้ซึ่งเจ้าของเรือนร่างบอบบางในทุกทุกที่ที่ไปราวกับก้อนเนื้อหัวใจค่อยๆ แหลกสลายไปอย่างช้าๆ
ร่างสูงของคุณชายใหญ่ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงของน้องชายอย่างหมดแรง หยาดเหงื่อมากมายไหลลงตามใบหน้าและลำตัวแม้ว่าความเย็นจากเครื่องปรับอากาศจะเปิดอยู่ตลอดก็ตาม กำปั้นใหญ่ทุบลงบนที่นอนหนาสุดแรง พลันสายตาคมเหลือบไปเห็นกองกระดาษสเก็ตช์ภาพวางทับกันอยู่ที่โต๊ะข้างเตียง
โดยไม่ต้องคิดอะไรอื่นอีก ร่างสูงผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งออกจากห้องผ่านเหล่าสาวใช้และบรรดาคนติดตามไปอย่างรวดเร็ว เสียงหอบหายใจและเสียงหัวใจดังกระหน่ำสลับกันไปตลอดทาง แผ่นประตูไม้เบื้องหน้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ในตอนนี้ เขาหวังเพียงอย่างเดียว ขออ้อนวอนต่อเทพพระเจ้าทุกองค์ ร้องขอแลกเปลี่ยนด้วยลมหายใจของผู้ชายคนนี้
ได้โปรด คืนอีทงเฮให้แก่ลูกด้วยเถิด...
ปึง!
“ทงเฮ...”
ทันทีที่ผลักบานประตูของห้องใต้หลังคาเข้าไป แผ่นหลังบอบบางคุ้นเคยที่ยืนหันหลังอยู่ตรงกลางห้องก็ปรากฏแก่สายตา ร่างที่เห็นอยู่นี้ดูราวคล้ายนางฟ้าจากสรวงสวรรค์ สวยงามกว่าใครบนโลก งดงามกว่าเทพองค์ใด
คิบอมไม่อาจขยับเท้าได้ ราวกับร่างทั้งร่างถูกตรึงด้วยมนต์สะกด น้ำเสียงที่เอ่ยเรียกคนตรงหน้าก็แหบพร่าคล้ายเสียงที่ล่องลอยมาจากในที่ไกลแสนไกล หัวใจก็พลันจะหยุดเต้นเสียดื้อๆ
ไม่รู้ว่ากี่นาทีที่ผ่านไป กว่าที่คนร่างบางในห้องจะหันมามอง แม้ห้องใต้หลังคาจะมืดสลัว แต่แสงแดดที่ลอดผ่านหน้าต่างทรงกลมเข้ามาก็ทอดประกายมอบแสงสีทองให้กับทุกสิ่งในที่แห่งนี้
ยอมทุกอย่างแล้วจริงๆ เพื่อแลกกับรอยยิ้มที่เห็นอยู่นี้ คิบอมไม่อาจสรรหาคำไหนมาบรรยายที่สุดของความงดงามที่เห็นได้ แสงสีทองที่ส่องกระทบร่างบอบบางนั้นช่วยขับให้รอยยิ้มที่ระบายอยู่บนดวงหน้าที่สวยราวกับประติมากรรมสรรค์สร้างของเทพพระเจ้าให้น่าหลงใหลมากยิ่งขึ้น มีเสน่ห์น่าดึงดูดยิ่งกว่าสิ่งใด หลอกล่อให้ผู้พบเห็นยอมได้แม้กระทั้งจิตวิญญาณเพื่อให้ได้นางฟ้าองค์นี้มาครอบครอง
เกือบลืมหายใจไปกับเรือนร่างที่เป็นดังภาพวาดอันล้ำค่างดงามหาใดเปรียบตรงหน้า แววตาสุกใสเป็นประกายที่จ้องมองมากับเสียงแว่วหวานคล้ายเสียงกระดิ่งขององค์เทพก็เรียกสติของชายหนุ่มให้ตื่นขึ้นจากห้วงจินตนาการ
“อรุณสวัสดิ์ครับ พี่ชาย...”
จบคำทักทายเรียบง่าย แต่เป็นดังจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งในชีวิต คิบอมสุดจะหาคำไหนเอื้อนเอ่ยความรู้สึกที่เอ่อล้นขึ้นมาในใจได้นอกจากการวิ่งเข้าไปคว้าร่างบอบบางเข้ามากอดให้แนบสนิท กดทั้งปลายจมูกและริมฝีปากลงบนกลุ่มผมนุ่มหอม กระซิบเรียกชื่ออยู่ซ้ำๆ พร้อมกับกระชับอ้อมแขนให้มากขึ้นอย่างไม่ต้องการจะให้คนคนนี้หนีหายไปไหนอีก
ความรู้สึกมากมายก่อตัวท้วมท้นแผ่ซ่านในหัวใจ กระแสเลือดอุ่นที่ไหลเวียนอยู่ในกายของคนในวงแขนทำให้เจ้าของอ้อมกอดรวบรัดกายผอมบางเข้าแนบขึ้นอย่างไม่กลัวว่าอีกคนจะขาดอากาศหายใจ และไม่กลัวว่าจะเจ็บแผลที่ท้องหรือไม่
วงแขนเล็กที่ตกทาบอยู่ข้างลำตัวค่อยๆ ยกขึ้นโอบกอดตอบรับความอบอุ่นจากคนเป็นพี่ แม้จะยังมีเรื่องที่อยากถามมากมาย แต่ทงเฮกลับเลือกที่จะเก็บความสงสัยเหล่านั้นไว้แล้วปล่อยให้เวลาหยุดนิ่งไปพร้อมกับอ้อมกอดที่ได้รับอยู่นี้
ท่ามกลางแสงสลัวภายในห้องใต้หลังคาที่มีแผ่นเฟรมมากมายวางเกลื่อนผนัง อุปกรณ์วาดภาพที่วางระเกะระกะ ละอ่องฝุ่นที่หมุนวนล่อประกายแสงแดดที่ส่องกระทบเข้ามา สรรพสิ่งใดๆ ล้วนแต่ไร้ตัวตน เมื่อคนสองคนในที่แห่งนี้ต่างพร้อมใจกันตัดขาดกับความเป็นไปบนโลก
หากแต่ในจังหวะที่มือหนาประคองข้างแก้มใสให้เงยขึ้นสบสายตา ตามติดด้วยริมฝีปากอุ่นประกบลงมอบจุมพิตหวานล้ำ นัยน์ตาเรียวสวยก็เบิกโพลงด้วยความตกใจ ลมหายใจที่ถูกช่วงชิงดึงสติให้เจ้าของร่างบางขืนแรงอ้อมแขนใหญ่ของอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่ยิ่งหนีมากเท่าไหร่ ริมฝีปากอ่อนนุ่มก็ถูกบดเบียดลงมามากเท่านั้น
หัวใจของทงเฮเต้นแรงขึ้นอย่างหวามไหวไปกับรสจูบของพี่ชาย ไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่อาจฝืนได้อีก ปลายลิ้นร้อนที่แทรกเข้ามาหยุดทุกความสงสัยของคนเป็นน้องไปจนหมดสิ้น รสจูบที่ดูดดื่มลึกล้ำฉกชิงลมหายใจของกันและกันทำให้คนตัวเล็กกว่าโอนอ่อนไปตามการชักนำอย่างไร้แรงต้านทาน
ในตอนที่ใบหน้าคมผละออกเพียงน้อยนิดเพื่อให้เจ้าของดวงหน้าแดงซ่านได้หายใจ เสียงทุ้มนุ่มลึกก็กระซิบถ้อยคำที่อีกฝ่ายเฝ้ารอจะได้ยินมานานนักหนา ผ่านทางริมฝีปากสีแดงสดและรสจูบที่ก้มลงประกบอีกครั้ง และอีกครั้ง บอกรักซ้ำๆ สลับกับจุมพิตอยู่อย่างนั้นนานเท่านาน เพื่อปิดกั้นความสงสัยของร่างบางให้กลายเป็นเสียงครางแสนหวาน...ที่จะมีเพียงเขาเท่านั้นที่ได้ยิน “พี่ชายรักทงเฮครับ”.
.
“พี่ชายรักอีทงเฮ”
.
.
“ได้ยินไหม...คิมคิบอมรักอีทงเฮ”
.
.
“รัก...รัก...รักทงเฮ”
พร้อมกันนั้น คิบอมก็ได้เฝ้าย้ำคาสาบานในใจอยู่ซ้ำๆ ว่าต่อแต่นี้จะรักและดูแลทงเฮไปตลอดชีวิตจนกว่าลมหายใจของเขาจะสิ้นสุด
...จะทำทุกอย่างเพื่อรอยยิ้มของน้อง ตราบเท่าที่ช่วงชีวิตของพี่ยังคงอยู่
พี่ชายสาบาน...
.
.
.
.
.
.
...ถ้าคำว่ารักจะทำให้นายไม่ไปจากฉัน ฉันจะพูดมันออกมาเท่าที่นายอยากได้ยิน...
...ถ้ามือของฉันมันจะทำให้นายรู้สึกปลอดภัย ฉันจะกุมมือนายไว้ตลอดจนกว่านายจะหายหวาดกลัว...
...ถ้าอ้อมกอดของฉันมันจะทำให้นายหยุดร้องไห้ ฉันจะโอบกอดนายจนน้ำตาหยดสุดท้ายจางหาย...
...ถ้าชีวิตของฉันมันจะทำให้นายฟื้นขึ้นมา ฉันจะยอมแลกมันเพื่อนาย อีทงเฮ...
------------ One Word --- The End -------------
Talk : กร๊ากกก จบแล้วคับพี่น้อง เอิ๊กกกก (<<< บ้าไปแล้น) อาหุ เป็นฟิคเรื่องแรกที่แต่งจนจบแล้วเพิ่งมาทอล์ค ด้วยเหตุผลที่ว่า กลัวคนอ่านกำลังอินๆ พอมาอ่านทอล์คอิบีแล้วอารมณ์สะดุด ฮ่าๆๆ (เหตุผลฟังดูดี จริงๆ แล้วขี้เกียจ?) ก็นะ เป็นคนที่คิดว่าการทอล์คยากกว่าการพิมฟิค -0-" อ่ะ...รู้สึกบรรยากาศอึมครึม คงไม่มีใครเล่นไสยศาสตร์วูดูสาปแช่งอิคนแต่งหรอกนะ? =[]=!!! (เหล่ซ้ายแลขวา อุ ปลอดภัย) อย่าซีเรียสคับพี่ๆ น้องๆ ถึงฟิคจะแสนเศร้าแต่ก็แฮปเอนนะเออ >_<~ โฮ้ยย อยากบอกว่าตอนแต่งเรื่องนี้ไปอารมณ์แบบอึนมากเลยเห๊อออ ยิ่งฟังเพลงของท่านพี่ KCM แล้วยิ่งปรี๊ดด อ่ะ บอกเลยแล้วกันเน้ว่า เพลงที่เปิดบีบอารมณ์ทุกท่านอยู่นี้คือเพลง Classic ที่ร้องโดยหนุ่มหน้าเข้ม KCM ค่ะ >.เสียงท่านพี่แบบว่า ซ๊ารางเฮ ฮ๊ายดู๊วววว ซารางเฮ อ๊ายดูววว มากมายเหอะ! ...มาพูดถึงคิเฮกันบ้างดีกว่า เอิ๊กก ดีใจมากมายล้นชีวีที่แต่งมาถึงจุดจบได้ ฮ่าๆๆ แบบว่าเรื่องนี้บีวางพลอตและเริ่มแต่งมาตั้งแต่ช่วงไหนนะ น่าจะปีที่แล้ว ราวๆ ก่อนออกฟิคทงบังเล่ม3 มั้ง อืม น่าจะใช่ นั่นแหละ แล้วแบบ แต่งๆ หยุดๆ ละเพิ่งมาเริ่มต่อยาวก็หลังสิ้นสุดภารกิจกินเค้ก (ฟิคทงบัง 3-4 ฮ่าๆๆ) โหยย แล้วยิ่งได้ไปดูคอนเอสเจ พีคคับพี่น้อง คิเฮน้อยแต่โดนเห๊อ ยิ่งตอนทงเฮคนงามเซตอนเต้นแล้วคิบอมคนหล่อยื่นมือไปรับนี่แบบ ตายยยยยยย... โอเค ตายกันไปแล้วก็ฟื้นมาโหลดเพลงนี้กันเถอะ...ซะงั้น ฮ่าๆ
กดไปโลด !~ 케이씨엠 - 클래식 .
ขอบคุณที่ติดตามเน้!~
ปล... นอกจากฟิกเรื่องนี้จะโรคจิต และคนแต่งโรคจิตแล้ว ...คนอ่านยังจิตด้วยนะนี่ ฮ่า!~










