[TVXQ Fiction] Contact Lens – Contact 12
posted on 17 Dec 2009 17:55 by kimyoonbe in 06-ContactLens
TVXQ fanfiction No.6
Title :: Contact Lens
Author :: KimYoonBe [KYB]
Category :: Romantic Comedy
Pairing :: YunHo/JaeJoong , YooChun/JunSu
[Contact 12]
‘ความจริงเผยดาราดังยองอุง
แจจุงเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยง’
‘พ่อที่แท้จริงฟ้องร้องต้องการรับเลี้ยงยองอุง
แจจุงเป็นลูกตามกฏหมาย’
‘ตีแผ่อดีตในวัยเด็กยองอุง แจจุงคือเด็กกำพร้า’
หัวข้อข่าวมากมายบนหน้าหนังสือพิมพ์กว่าห้าฉบับแทบไม่มีฉบับไหนย่อหัวข้อข่าวของดาราดังยองอุง
แจจุงให้เล็กไปกว่ากันเพียงเพื่อต้องการให้ลูกค้าหยิบซื้อด้วยความสนใจ
ข่าวดังวงการบันเทิงนี้แพร่สะพัดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
และยิ่งกับข่าวสารในอินเตอร์เน็ตยิ่งไม่ต้องพูดถึง
นอกจากจะมีทั้งข่าวจากสื่อแล้วยังมีข่าวลือข่าวจริงข่าวเท็จข่าววงในวงนอกสารพัดทุกทิศทางจะประโคมกันให้ครึกโครม
แต่ที่ยิ่งไปกว่าข่าวจริงเท็จเรื่องอดีตยองอุง แจจุงจะเป็นลูกใครมาก่อนนั้น
ก็ยังมีอีกข่าวที่บรรดาแฟนคลับตาพากันฮือฮาให้ความสนใจไม่แพ้ไปกว่าข่าวหน้าหนึ่งพวกนั้น
ในวันที่คิมฮยอนจุงเป็นราชรถเทพบุตรรูปงามพาคิมแจจุงหลบนักข่าวจากกองถ่ายทำภาพยนต์กลับมาที่บ้านนั้นแฟนคลับก็เหยียบสปีตเร่งสกิลพาวเวอร์อัพตามกันมาจนทันเห็นคนหล่อลากทั้งสองพากันโอบแขนโอบไหล่เข้าบ้านได้ทัน
ชนิดที่ว่าทั้งแฟนคลับทั้งนักข่าวแทบจะเบียดเหยียบกันแย่งถ่ายรูปกันอยู่รอมร่อ
แล้วในไม่กี่ชั่วโมงต่อมาขณะนั่งเอื่อยไม่ยอมแพ้กันทั้งนักข่าวและแฟนคลับอันเหนียวแน่นที่ไม่ยอมลุกหนีไปไหนนั้นก็ได้เห็นอีกหนึ่งหนุ่มโคตรหล่อเบรกรถเอี๊ยดจอดรถต่อรถของนักแสดงหนุ่มก่อนหน้าเพียงคืบเดียว
ก่อนเจ้าของร่างสูงเด่นเป็นสง่าจะก้าวลงมาจากรถด้วยเสื้อผ้าหน้าผมที่แฟนคลับสาวคนหนึ่งยืนยันหนักแน่นว่าเธอเพิ่งได้รูปจากเมลเพื่อนที่ไปดูคอนเสิร์ทวันนี้ว่าเหมือนกันเป๊ะอย่างที่ไม่มีทางที่จะมีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่เส้นผมสักเส้นอย่างแน่นอน
เป็นเรื่องฮือฮากันมาได้สักพักแล้วสำหรับแฟนคลับของยองอุง
แจจุงและยูโย ยุนโฮที่พวกเขาได้เห็นไอดอลทั้งสองคนมีมุมมองหรือจะให้เรียกอีกอย่างว่าบรรยากาศแปลกๆ
อะไรบางอย่างที่คล้ายๆ กับคำว่าอบอุ่นอบอวลวาบหวาม
ชวนให้คิดเตลิดไปไกลราวกับพวกเขากำลังมองคู่รักปากแข็งที่เอาแต่สร้างภาพให้คิดไปว่าไม่ถูกกันอยู่เรื่อยมา
จริงอยู่ว่าที่ผ่านมาแฟนคลับอย่างพวกเขาเอาใจเชียร์ไอดอลตัวเองจนพาลเหม็นขี้หน้าแฟนคลับฝ่ายตรงข้ามตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้
อุปธานหมู่ไปตามกระแสคนที่หลงชื่นชอบ จนกระทั่งยองอุง
แจจุงห่างหายไปจากวงการเกาหลีถึงหกเดือนเพื่อไปถ่ายทำละครที่ญี่ปุ่นนั่นแหละ
พอกลับมาเมื่อได้ร่วมงานชิ้นแรกกับยูโน ยุนโฮ ไอ้ความคิดพวกนั้นก็เลยดูจะซาๆ ลงไป
แล้วยิ่งมาเจอฉากสวีทที่ดูก็รู้ว่าถูกเซ็ตมาตามสคริปต์ แต่ก็นะ
พอได้เห็นแล้วก็อดรู้สึกกรี๊ดกร๊าดไม่ได้ แล้วยุนแจมันก็เลยถือกำเนิดผลิบานออกผลขึ้นมาตอนนั้นนั่นเอง
“เห็นหรือเปล่า! ถ่ายหรือยัง! กดแบบสแนปช็อตเลยนะ!!”
หนึ่งในหลายเสียงดังระงมร้องบอกให้คนมีกล้องพลังซูมล้านพิกเซลในมือกดถ่ายภาพหลักฐานความรักหรือเปล่าไม่รู้แต่วินาทีนี้ขอภาพยืนยันไว้ก่อน
แม้แต่นักข่าวเองยังเลิ่กลั่กจับใจความของความตื่นตัวในกลุ่มเด็กสาวยังไม่ทันเข้าใจยังต้องหันไปถ่ายภาพบ้างตามกระแส
เค้าถ่ายฉันก็ถ่ายอะไรทำนองนั้น
ตอนนี้หน้าบ้านของแจจุงเริ่มจะเนืองแน่นไปด้วยแฟนคลับและนักข่าวจนน่าห่วง
เพราะนอกจากแฟนคลับแจจุงและฮยอนจุงที่ตามมาในชุดแรกแล้ว
ตอนนี้ยังมีแฟนคลับของชองยุนโฮตามมาด้วย
นักข่าวก็ยังมีมาเพิ่มมากขึ้นเพื่อหวังจะได้ทำข่าวก่อนใครทั้งๆ
ที่ตอนนี้ก็มากันหมดสำนักแล้วกระมัง
“ผมไม่แคร์หรอกว่าผู้ชายคนนั้นจะให้ข่าวว่ายังไง
แม่ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบทุกอย่างเพื่อช่วยเค้าหรือช่วยผม!!” ถ้าหากอยู่ต่อหน้าคนพูด
แจจุงแน่ใจว่าเขาอาจโดนอีกฝ่ายตบหน้าทันทีที่จบประโยค
เขารู้ดีว่าแม่ทำทุกอย่างเพื่อเขา
ที่ต้องลำบากก็เพราะไม่อยากให้เขาต้องมาแบกรับเรื่องพวกนี้ แต่ไม่เลย
เขาไม่เคยคิดอยากให้แม่ต้องทำแบบนั้นเลยสักนิด เขาไม่ใช่เด็กขี้แยอีกแล้ว
เขาไม่ใช่ลูกที่ช่วยตัวเองไม่ได้เหมือนอย่างที่แม่เข้าใจอีกแล้ว
เขากำโทรศัพท์ในมือแน่นเมื่อปลายสายยังคงยืนยันว่าให้เขาเงียบไว้ก่อน
อย่าเพิ่งให้สัมภาษณ์อะไรทั้งสิ้น รอให้แม่ของเขาได้เจรจากับทางผู้ใหญ่ซึ่งก็คือเอเยนต์ทางต้นสังกัดของเขาก่อน
จินอีเดินออกมาที่ระเบียงหลังบ้านซึ่งร่างบางใช้เวลาออกมายืนคุยโทรศัพท์ร่วมชั่วโมงแล้ว
เขาวางมือลงบนไหล่เด็กในสังกัดแล้วบีบเบาๆ เมื่อเห็นว่าสีหน้าขาวๆ
นั้นบ่งบอกถึงอารมณ์โกรธมากเพียงไร
แจจุงยอมกดตัดสาย “แจจุง พี่ว่าใจเย็นๆ
ก่อนนะ ให้แม่นายได้คุยกับคุณอีก่อน
ยังไงซะเรื่องนี้ก็ต้องให้ทางผู้ใหญ่เค้าตัดสินใจก่อน
ข้อสัญญามันทำให้เราเป็นแค่สินค้า จะทำอะไรเองโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้”
ผู้จัดการหนุ่มเอาความใจเย็นเข้าลูบ แต่ดูจะไม่ได้ช่วยดับความร้อนในใจร่างบางได้เลย แต่จินอีก็ไม่ละความพยายาม
กึ่งลากกึ่งจูงให้คนหงุดหงิดมานั่งแหมะลงบนม้านั่งเตี้ยๆ
ที่มีน้องหมาแต่ตัวไม่น้องนอนอืดอยู่ไม่ไกล
“ผมรู้ แต่มันอดไม่ได้นี่”
“เอาน่า
ถึงรีบไปยังไงก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอก ตอนนี้พ่อนาย...”
“อย่ามาเรียกผู้ชายคนนั้นว่าเป็นพ่อผมนะ”
จินอีโคลงศีรษะเล็กน้อย
“ถึงยังไงผู้ชายคนนั้นก็ทำอะไรนายไม่ได้นอกจากให้ข่าวไปตามเรื่อง อีกอย่าง
กระบวนการที่จะจบเรื่องผู้ชายคนนั้นได้มันก็ต้องใช้กฏหมายนะ เฮ้อ
นี่พี่ก็เพิ่งจะรู้ว่าทำไมนายถึงได้บ้าหาเงินนัก เนี่ย ข้อนี้สำคัญ
ถ้านายไม่อยากให้เรื่องมันเลยเถิดไปจนสื่อรู้เรื่องหนี้สินนอกระบบละก็อย่าวู่วาม
เข้าใจไหม พ่อนายเองก็รู้ดีว่าถ้าใจร้อนก็จะอดเงินจากนาย
ที่พูดได้ก็มีแต่เรื่องนายเท่านั้นแหละที่จะเรียกร้องเอากับสื่อน่ะ
ส่วนเรื่องแม่ของนาย ตอนนี้ก็ใจเย็นๆ ก่อน
พี่รู้ว่านายอยากจะรีบใช้หนี้แทนให้มันจบๆ ไป แต่ตอนนี้พ่อนายมาป่วนทำให้สื่อมันวุ่นวายไปหมด
วงการบันเทิงน่ะถ้าไม่เคลียร์ให้กระจ่างมีหวังนายได้ดับตั้งแต่ยังหนุ่มแน่”
เทศน์ยาวเหยียดแบบไม่รู้ว่ามันจะทะลุหูซ้ายออกหูขวาหรือเปล่าเมื่อดูจากท่าทางที่เด็กหนุ่มเอาแต่นั่งเท้าคางลงกับเข่า
มือก็ลูบเรื่อยลงบนขนฟูไม่เป็นทรงของสุนัขตัวโข่ง
จินอีกตบไหล่บางที่ถึงแม้เจ้าตัวจะยกเวตเป็นกิจวัตรแต่ไหงรูปร่างมันถึงได้น่าฟัดน่าจับหักก็ไม่รู้เบาๆ
ก่อนลุกขึ้นยืน เขากระแอมไอเล็กน้อยเหมือนเป็นสัญญาณ ก่อนเอ่ยไม่เบานัก “เอ้อ
แล้วก็ มีใครบางคนอยากคุยกับนายด้วยแหนะแจจุง ถ้าไงพี่ไปคุยกับฮยอนจุงแล้วก็ครอบครัวนายว่าจะเอายังไงเรื่องวันนี้นะ
แต่พี่ว่านายกลับไปพารากอนจะดีกว่า อยู่นี่ไม่ค่อยปลอดภัย
อย่างน้อยที่พารอกอนก็มีเวรยามกันพวกนักข่าวหรือแฟนคลับได้...”
เสียงของจินอีเงียบหายไปจนคนรอฟังต่อต้องเงยหน้าขึ้นมอง แต่กลับต้องขมวดคิ้วยุ่งเมื่อเห็นว่าร่างตรงหน้าไม่ใช่ผู้จัดการส่วนตัว
แต่เป็นใครอีกคน
ใครอีกคนที่ในใจลึกๆ
แล้วเขาพยายามกีดกันที่จะคิดถึง
“มาทำไม” ปากไปไวกว่าใจคิดเสมอ
เสียงหวานถามออกไปห้วนๆ ตามนิสัย
อีกคนที่รู้ดีเสียยิ่งกว่าว่าเจ้าตัวรู้สึกเช่นไร
คิดเช่นไรจึงค่อยยิ้มออกอ่อนโยน จริงอยู่ว่าก่อนนี้เขาไม่อาจเข้าใจแจจุง
ไม่เข้าใจว่าทำไมแจจุงที่เขาเคยรู้จักถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้ บางครั้งที่ได้ใกล้ชิดมากกว่าที่เคยแจจุงดูเหมือนไม่เคยเปลี่ยนไป
ยังคงเป็นแจจุงของเขา เป็นแจจุงที่เขาเคยรู้จักเพียงคนเดียว แต่ในวินาทีต่อมา
แววตาคู่นั้นก็เปลี่ยนไป เป็นแววตาที่เขาไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จัก
คำพูดตัดรอนไม่เห็นใจ แต่มาตอนนี้ เขาเข้าใจแล้ว เข้าใจทุกอย่างในตัวแจจุง
คำพูดของยูชอนทำให้เขาเข้าใจแล้วทุกอย่าง ยูชอนพูดถูก
คำพูดระหว่างพวกเขาไม่อาจสื่อถึงกันได้ แจจุงไม่ยอมเปิดเผยความรู้สึก
พยายามกีดดันทุกทาง ใช้การแสดงและคำพูดตัดรอนกันทุกครั้ง
ทั้งที่ความจริงแล้วภายในใจแจจุงไม่เคยต้องการผลักไสเขาเลยสักครั้ง
ร่างกายสั่งการให้ปฏิเสธเพื่อปกป้องไม่ให้หัวใจต้องเจ็บช้ำซ้ำอีกโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาเป็นครั้งที่สอง
ถ้าเป็นอย่างนั้น ครั้งนี้เขาจะเป็นคนพยายามเอง เขาจะพยายามทำให้แจจุงเชื่อใจและยอมรับในตัวตนของเขา
จะใช้ความจริงใจเข้าให้ถึงหัวใจที่แสนเปราะบางดวงนั้นแล้วโอบอุ้มปลอบประโลมด้วยคำสัญญาว่าจะปกป้องตราบนี้และตลอดไป
นอกเหนือจากคำพูด
เขาจะใช้การกระทำเพื่อคิมแจจุงคนนี้ จะทำทุกอย่างเพื่อแจจุงตรงหน้านี้เพียงคนเดียว
รอยยิ้มที่ได้เห็นพาเอาหัวใจคนมองหวั่นไหว
แจจุงหลุบตาลงต่ำ จ้องมองสุนัขขี้เซาที่ผงกหัวขึ้นมองผู้มาใหม่เพียงแว็บเดียวแล้วซุกหน้าลงนอนอีกครั้งคล้ายไม่เห็นเป็นเรื่องน่าสนใจมากไปกว่าของกิน
ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้แล้วย่อตัวลงนั่งยองๆ
มือข้างหนึ่งยกขึ้นหมายจะลูบข้างแก้มขาวซีดแต่ก็เปลี่ยนใจเคลื่อนลงลูบเส้นขนสีทองนุ่มชี้ฟูของสัตว์ตัวโต
“เป็นห่วง เลยตามมา”
“ไม่จำเป็น”
“แจจุง...”
“ก็บอกว่าไม่จำเป็นไง...”
ใบหน้าที่เตรียมจะเงยขึ้นต่อว่าด้วยสายตาเป็นกำลังเสริมมีอันต้องเสหลบฉากเมื่อมือที่ลูบเล่นสุนัขสุดรักถูกรวบไปกุมไว้ด้วยมือหยาบใหญ่
เขาขืนมือทันทีเป็นปฏิกิริยาตอบสนอง
“ระหว่างทางฉันโทรคุยกับพี่จินอีแล้ว
เรื่องพ่อของนาย...”
“เขาไม่ใช่พ่อฉัน!” เป็นอีกครั้งที่แจจุงโกรธจนต้องตะโกนเพื่อแก้ไขคำพูดขัดใจ
เขาเผลอหันมาจ้องสบสายตาคมเข้ม และมันก็ทำให้แจจุงรู้ว่าตัวเองพลาด
เขาไม่อาจละสายตาจากสายตาตรงหน้าได้อีกเมื่อมันถูกตรึงไว้ราวกับมีใครมาสะกดจิต
“ผู้ชายคนนั้นจะเป็นใครก็ช่าง
เอาเป็นว่าฉันเป็นห่วงนาย แล้วฉันก็พร้อมจะช่วยนายทุกอย่าง
ให้โอกาสฉันได้ช่วยนายด้วยอีกคนนะแจจุง” แบกหน้ามาขอกันซึ่งๆ
หน้าเพราะยุนโฮรู้ว่าถ้าเขาทำอะไรลับหลังอีกก็มีแต่จะทำให้แจจุงโกรธเท่านั้น
มือหนาบีบกระชับมือเล็กแน่นเข้า “นะครับ”
“นายมาเกี่ยวอะไรด้วย นี่มันเรื่องของฉัน”
คนตัวสูงหน้าหล่อ ที่ในเวลานี้ยิ่งหล่อจัดไม่เกรงใจใครด้วยการแต่งหน้าเข้มเพราะเพิ่งขึ้นร้องเพลงมาสดๆ
ร้อนๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อยชวนมอง “ไม่เกี่ยวได้ยังไง แจจุงเป็นรูมเมทของฉัน เป็นเพื่อนร่วมสังกัด
เป็นคนที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่พิเศษที่สุดสำหรับชองยุนโฮคนนี้
แล้วมันเรื่องอะไรที่มันไม่เกี่ยวกับฉันกัน?”
คำพูดโอนอ่อนแบบไม่สนใจว่าอีกคนจะปฏิเสธหรือไม่
คิดเพียงแต่เอาคำหวานหยอดใส่เข้าว่าก็ทำเอาคนฟังตั้งรับแทบไม่ทันได้เช่นกัน แจจุงดูจะรับมือไม่ถูกเมื่ออีกคนไม่เล่นแง่โต้คารมณ์กลับมาเช่นทุกครั้งยามเขาเหวี่ยงใส่
ซ้ำการกระทำยังลามปามหัวใจเขามากขึ้นอีก คิดจะลองใจกันหรือไงชองยุนโฮ
“ก็ทุกเรื่องนั่นแหละที่มันไม่เกี่ยวกับนายเลยสักอย่างเดียว
ปล่อย!” คนตัวเล็กแว้ดเสียงสูง
ก่อนกระชากมือออกซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมปล่อยแต่โดยดี ทว่าใบหน้าคมนั้นยังเกลื่อนยิ้ม
“ยิ้มอะไรของนาย” แจจุงแอบนึกย้อนในใจว่าเมื่อกี๊ตนพูดอะไรออกไป
เขาไม่ได้พูดดีด้วยออกไปหรอกนะ? ก็เปล่านี่? ไอ้หมอนี่มันบ้าหรือเปล่า?!
“ฉันยิ้มของฉัน เกี่ยวอะไรกับนายล่ะ?”
โดยย้อนกลับมาดื้อๆ แจจุงก็ถึงกับปรี๊ดแตก เท้าเอวชี้นิ้วตวาดก้อง
“ไอ้อีที! นี่มันบ้านฉันนะ อย่ามากวนได้ไหม! ออกไปเลย!!”
“ชู่ววว” ร่างสูงยืดตัวขึ้นยืน
ชู่ว เช่อ อะไรวะ กำลังจะอ้าปากด่าอีกรอบ
คนที่ลุกขึ้นพรวดก็รวบทั้งตัวทั้งแขนจนกลายเป็นป่อเปี๊ยะยัดไส้ตัวแน่นติดหนึบขยับไม่ได้สักกระเพียดนิ้ว
ยืนนิ่งแช่แข็งอยู่ในวงแขนกว้างใหญ่ของคนตัวสูงกว่าไม่กี่เซนติเมตร
แต่ให้ความรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กลงมากโขโดยไม่ทราบสาเหตุ
“จะทำอะไร” ขู่ฟ่ออีกรอบพร้อมออกแรงดิ้น
“ชู่ววว” ลมร้อนกระทบใบหูเล็ก
ผิวแก้มขาวพลันระเรื่อสีแดงจาง “อย่าเสียงดังนักสิ แต่บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่อายหรอกนะถ้าใครจะออกมาเห็นเรากอดกัน”
ย้ำคำพูดด้วยการกระชับวงแขนแน่นเข้าหากันอีก
“ไอ้....”
“แหนะ ยังจะเสียงดังอีก”
แจจุงกึนฟันแน่น
สองมือพยายามงัดแงะหนวดปลาหมึกออกจากรอบตัว เสียงหวานกดลงต่ำ “ปล่อยฉัน ชองยุนโฮ”
“ไม่”
คำปฏิเสธห้วนง่ายยิ่งเพิ่มดีกรีความโกรธของคนสวยให้พุ่งปรี๊ดมากขึ้นอีกสองเท่าตัว
ดวงตากลมโตตวัดขึ้นถลึงตาใส่อย่างโกรธจัด
ริมฝีปากสีสวยเม้มแน่นคล้ายเจ้าตัวกำลังคิดหาคำด่าทออีกฝ่ายอย่างเหมาะเจาะไม่ได้
และก่อนที่แจจุงจะได้สรรหาคำใดมาต่อว่าคนตัวสูง
ใบหน้าหล่อจัดก็ขยับเคลื่อนลงมาใกล้จนต้องเบี่ยงหันหลบไปด้านข้าง
แต่ก็ไม่วายโดนปลายจมูกโด่งแตะสัมผัสลงกับผิวแก้มแผ่วเบาก่อนระเรื่อยเลยไปซบยังซอกคอของเขา
“จะทำอะไร เอาหัวลีบๆ ของนายออกไปเลยนะ”
“อย่าดุนักสิ”
“ฉันจะดุมันก็เรื่องของฉัน”
แจจุงเริ่มรู้สึกเขว เขาควรจะโกรธมากกว่านี้ ต่อต้านมากกว่านี้ แต่เพราะอีกฝ่ายทีเล่นทีจริง
มาจับต้องวุ่นวายพูดจาอะไรก็ไม่รู้อยู่ได้ทำเอาเขาสับสนไปหมด ให้ตายเถอะ
เขาเกลียดผู้ชายคนนี้จริงๆ
“...ชองยุนโฮ” อยู่ๆ
เสียงทุ้มก็เงียบหายไปจนต้องเรียกหา
แจจุงเหลือบมองศีรษะที่ซบอยู่กับซอกคอก็เห็นแต่กลุ่มผมหนาที่ถูกเซ็ตเป็นทรง
สองแขนของเขาถูกกักกันอยู่กลางลำตัว แผ่นหลังยังมีวงแขนใหญ่มารวบรัดไว้อีกตั้งสองแขน
อย่าว่าแต่สะบัดหนี แค่ขยับยังจะทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
คนตัวสูงกว่าขยับวงแขนเล็กน้อยเหมือนจะให้อ้อมกอดผ่อนคลายขึ้นนิดหน่อยแต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายได้ทีหนีเป็นอิสระ
ก่อนพรูลมหายใจเบา แล้วเอ่ยผ่านซอกคอหอมกรุ่น “ไม่ได้กอดนายตั้งนาน คิดถึงจัง
ขอกอดนานๆ ได้ไหม”
ถ้าหัวใจเป็นลูกแอปเปิ้ล
แจจุงก็คิดว่าแอปเปิ้ลของเขาลูกนี้คงถูกลูกศรยิ่งทะลุกลางเป้าจนเนื้อในพุ่งกระเด็นติดปลายศรเป็นแน่
แต่บังเอิญว่ามันไม่ใช่ ดังนั้นหัวใจของเขามันจึงยังเต้นตุบตุบอยู่ในที่เดิมของมันที่ควรจะเป็น
“นายไม่มีสิทธิ์มากอดฉัน
ปล่อยเสียทีชองยุนโฮ”
“ทำไมฉันถึงไม่มีสิทธิ์กอดนาย”
“เพราะฉันไม่ใช่คนของนายน่ะสิ!”
“ถ้างั้นแจจุงก็มาเป็นคนของฉันสิ”
“ไม่มีทาง!”
“ทำไมถึงไม่มีทาง”
“เอ๊ะ ไอ้หัวลีบนี่!! จะเล่นตอบคำถามร้อยแปดข้อหรือไงวะ!!!” เสียงปรอทแตกดังเปรี๊ยะดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวของแจจุง
เขาแว้ดเสียงสูงพร้อมดิ้นสุดแรงอีกครั้ง และคราวนี้ยุนโฮก็ยอมคลายวงแขนแต่โดยดี
แต่กลับทำเอาคนหน้าสวยยิ่งปรี๊ดแตกหนักกว่าเดิมเมื่ออีกฝ่ายปล่อยหัวเราะขำ
“จะขำอะไรนักหนา!”
“เปล่าสักหน่อย” ปากว่าอย่าง แต่รอยยิ้มยังไม่หุบเพราะพยายามกลั้นเสียงหัวเราะสุดฤทธิ์
“ประสาท!”
“สงสัยจะใช่”
คนหล่อไม่เกรงใจใครพยักหน้าเห็นด้วย ตอนนี้เขาหยุดหัวเราะแล้ว
แต่ก็ยังเกลื่อนยิ้มจางๆ ชวนมอง
ไรหนวดเขียวบางก็มีเสน่ห์เสียจนคนอยากมีบ้างแต่ก็ไม่เคยมียังต้องเหลือบมองอย่างห้ามไม่ได้
“บ้าหรือเปล่า ยอมรับง่ายๆ”
“บ้าก็ยอม ขอแค่ตรงนี้ของนายหายไปก็พอ”
คำว่า ‘ตรงนี้’ มาพร้อมกับปลายนิ้วชี้จิ้มจึ๊กลงที่หว่างคิ้วเรียวได้รูป
เพียงเท่านั้นแจจุงก็รู้ว่ายุนโฮหมายถึงอะไร
เหอะ อย่าบอกนะ
ว่าไอ้ที่พร่ำบ้าพร่ำบอมาทั้งหมดก็เพื่อให้เขาเลิกคิดเรื่องของพ่อ? มันจะได้ใจไปหน่อยแล้วชองยุนโฮ
ทำไมนายถึงได้มั่นใจนักว่าฉันจะเอาสมองมาคิดเรื่องนายมากกว่า โอ้ย พระเจ้าครับ
ผมเกลียดผู้ชายคนนี้ ทำไมผมถึงต้องคิดตามที่เค้าต้องการด้วยเนี่ย
“ไม่ต้องมาทำพูดมาก”
แจจุงสะบัดเรื่องทุกอย่างทิ้งไปจากสมอง ยกมือขึ้นปัดไปในอากาศนึกพาลไปว่าปัดเรื่องในหัวทิ้งไปพร้อมกัน
“บอกมาเลยดีกว่าว่านายมาบ้านฉันทำไม จะมาซ้ำเติมข่าวฉัน หรืออะไรก็ว่ามา”
กลายเป็นนักร้องหนุ่มที่ต้องขมวดคิ้วยุ่งหน้าเคร่ง
“ก็บอกแล้วไงว่าฉันเป็นห่วงนายเลยตามมา”
“โอเค ฉันสบายดี นายกลับไปได้แล้ว” ไม่พูดเปล่า มือขาวยังยกสะบัดไล่ปัดๆ ไปในอากาศ
“ไม่กลับ ฉันมาที่นี่เพื่อจะช่วยนาย
ฉันติดต่อลุงกับอาไว้แล้วด้วย” ชายหนุ่มก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ
“อีกสักพักก็คงจะมาถึงกันแล้ว ฉันให้เค้ามาที่นี่ก่อนแล้วค่อยไปที่บริษัทพร้อมกัน
จะได้คุยกับแม่นายแล้วก็พวกผู้ใหญ่ที่นั่นพร้อมกันไปเลย”
ประโยคยาวเหยียดทำให้คนตัวเล็กยกมือขึ้นห้าม
“เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน อะไรของนาย ลุงกับอานายมาเกี่ยวอะไรด้วย
แล้วนายรู้ได้ยังไงว่าแม่ฉันคุยอยู่กับคุณอีตอนนี้” แจจุงจับต้นชนปลายไม่ถูก
ขนาดเขาเพิ่งจะรู้ไม่ถึงครึ่งวันนี้เองว่าแม่ของเขาเดินทางไปหาคุณอีเพื่อคุยเรื่องข่าวที่ออกสื่อไป
แล้วไหงไอ้อีทีนี่มันรู้ไปหมดทุกเรื่องเลยล่ะ
“ฉันโทรเช็คกับพี่จองโฮน่ะสิ
ฉันให้พี่จองโฮประสานงานให้ทันทีที่ฉันรู้เรื่อง
แล้วก็เลยติดต่อลุงกับอาของฉันที่เป็นอัยการ คดีของนายฉันไม่ให้คนนอกรับทำเด็ดขาด
ฉันไม่ไว้ใจ”
ยิ่งฟังยิ่งตามไม่ทัน
แจจุงแปะมือลงกับหน้าผาก ก่อนจะยกมือห้ามอีกคนที่กำลังจะพูดต่อ
“หมายความว่านายบอกคุณอีแล้ว?” ศีรษะหล่อๆ พยักรับ “แม่ฉันก็เห็นด้วย?”
พยักหน้ารับพร้อมยิ้มกว้าง “ทั้งแม่แท้ๆ นาย
ทั้งแม่ปัจจุบันนายเลย พี่จินอีก็เห็นด้วยนะ พี่เค้าบอกว่าดีเสียอีก
เผื่อมีเรื่องไม่ดีจะได้ไม่หลุดออกไปให้สื่อจับไปลงข่าวได้”
“ยุ่งไม่เข้าเรื่อง!!” ปฏิกิริยาของแจจุงไม่ได้ไกลเกินไปกว่าที่ยุนโฮคิดไว้มากนัก
จริงอยู่ว่าเขาไม่ได้อยากทำลับหลังถึงได้บากหน้ามาขอแจจุงซึ่งๆ หน้าว่าต้องการช่วย
แต่เรื่องนี้มันรอนานไม่ได้ ยิ่งมีเรื่องกฏหมายเข้ามาเอี่ยวยิ่งให้ช้าไม่ได้ เพราะกระบวนการทางกฏหมายนั้นเร่งไม่ได้จึงจำเป็นต้องเริ่มให้เร็วเท่าที่จะทำได้
สื่อก็คอยแต่จับตาความเคลื่อนไหวด้วย แต่นี่ก็ใช่ว่าเขาเร่งอะไรมากมาย
เพียงแต่ให้เรื่องดำเนินไปเป็นขั้นตอนเท่านั้น อีกอย่าง แจจุงเป็นดาราดัง
จะขยับตัวอะไรนิดหน่อยก็ตกเป็นข่าวแล้ว ดังนั้นเรื่องจบเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีสำหรับแจจุง
ยุนโฮไม่ดื้อรั้นที่จะอยู่ต่ออีกตอนโดนไล่ให้กลับไปหลังพวกเขามาถึงบริษัทพร้อมอัยการสองคน
ยุนโฮเองก็สบายใจแล้วที่อย่างน้อยก็ได้ฝากความไว้วางใจกับลุงและอา
ซึ้งถึงแม้ว่าเขาเองจะเข้าไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อในห้องก็ช่วยอะไรแจจุงไม่ได้อยู่ดีจึงยอมถอยทัพกลับไปแต่โดยดี
แต่ก็ยังไม่วายย้ำให้พี่จินอีบอกให้แจจุงกลับไปนอนที่พารากอนห้ามพากลับบ้านเด็ดขาด
จนอีกฝ่ายรับปากหนักแน่นทำท่าสาบานนั่นแหละนักร้องหนุ่มถึงได้ยอมออกไปทำงานช่วงเย็นต่อแต่โดยดี
เรียกว่าจองโฮแทบจะต้องมาลากคอกันออกไปเลยด้วยซ้ำ
==+==+==+==+==+==
“และที่จบไปนั้นคือเพลง One Last
Cry หนึ่งในเพลงอัลบั้มชุดที่สามของ MX Shine ครับ ...เป็นยังไงครับคุณอีทึก ถึงกับน้ำตาซึมกันเลยเหรอครับ”
หากได้มองจากภาพเวปแคมก็จะเห็นดีเจหน้าทะเล้นพยายามยัดเยียดกระดาษทิชชู่ป้ายใบหน้าของเพื่อนร่วมงานที่เป็นรุ่นพี่ซึ่งนั่งถัดไปจากแขกรับเชิญสองคนทางซ้ายมืออย่างต้องการแกล้งแหย่
มือเล็กกว่าปัดป่ายหลุดขำแต่ยังแอ๊บเสียงสะอื้นให้เข้ากับบทเพลงได้อย่างแนบเนียนตามสไตล์รายการคลื่นวิทยุคิสเดอะเรดิโอ
ก่อนหันไปสัมภาษณ์เจ้าของเสียงเพลงซึ้งตัวจริง “หลังจากที่เราได้ชมเอมวีเพลงเร็วอย่าง
Wrong Number
ที่เป็นเพลงเปิดตัวอัลบั้มกันไปแล้วก็เรียกได้ว่าสร้างกระแสฮือฮาให้แฟนๆ
กันอย่างมาก พอมาคราวนี้ปล่อยเพลงช้าเสียงตอบรับที่ได้เป็นยังไงบ้างครับ?”
“เสียงตอบรับดีมากครับ ตอนที่ขึ้นไลฟ์ครั้งแรกด้วยเพลงนี้เสียงอังกอร์ดังมากจนผมตะลึงไปเลยล่ะครับ
พูดแล้วยังขนลุก ฮ่าๆ” มิคกี้
ยูชอนทำท่าเอามาลูบแขนทำเอาแฟนคลับหลายคนที่นั่งจ้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์แทบลงไปดิ้น
“ใช่ครับ ทุกคนร้องตามกันได้ทั้งที่อัลบั้มเพิ่งวางแผงได้ไม่นาน
แต่เสียงร้องของทุกคนก็เพราะมากจริงๆ ครับ” รอยยิ้มละลายใจไม่เคยเปลี่ยนของเซีย
จุนซูยิ่งกระแทกใจเหล่าแฟนคลับที่กำลังแดดิ้นเป็นทุนเดิมแทบลงไปกลิ้งบิดม้วนต้วนร้องกรี๊ดในใจอยู่รอมร่อ
ดีเจหนุ่มนามอึนฮยอคและยังเป็นหนึ่งในสมาชิกซุปเปอร์จูเนียร์เพื่อนร่วมสังกัดยิ้มร่าพยักหน้าหงึกหงักแล้วเข้าคำถามต่อไป
“ล่าสุดเอมวี Wrong Number
ได้รับการโหวตเอมวียอดเยี่ยมจากผู้ชมมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งด้วยใช่ไหมครับ?”
ยูชอนพยักหน้ารับ “ใช่ครับ ผมให้เครดิตเพื่อนร่วมงานอีกสองคนและทีมงานทั้งหมดเป็นกรณีพิเศษเลยล่ะครับ
อย่างยูโน ยุนโฮที่มาฟีตเจอร์ริ่งก็เป็นนักร้องมากความสามารถ พวกผมดีใจมากจริงๆ
ครับที่ได้ร่วมทำงานกับเค้า แนวเพลงของยูโน
ยุนโฮส่วนใหญ่จะเป็นแร็พเปอร์แดนซ์ซึ่งมันเป็นแนวเพลงที่พวกผมเองก็สนใจมากทีเดียว
จึงเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้พวกผมได้ความรู้ใหม่ๆ จากการร่วมงานครั้งนี้ครับ
ส่วนยองอุง แจจุงที่รับเล่นแสดงนำในเอมวีก็สุดยอดมากๆ เลยล่ะครับ
ตอนผมเห็นเอมวีที่ตัดต่อเสร็จแล้วครั้งแรกผมอึ้งมากๆ
เขาเล่นได้ถึงบทบาทจนผมคิดว่าตัวเองกำลังดูหนังสั้นอยู่เลยล่ะครับ พอสื่อภาพ เสียง
เนื้อหาเพลง ดนตรี ทำนอง เมื่อทุกอย่างมารวมกันทุกอย่างจึงออกมาได้เพอร์เฟ็ค
ต้องขอบคุณทีมงานและเพื่อนร่วมงานทุกคนจริงๆ ครับ”
ชายหนุ่มเอ่ยตอบรวดเดียวในฐานะที่ตนควบตำแหน่งหัวหน้าวงไปด้วย
จุนซูจึงก้มหัวย้ำคำของคุณอีกครั้งหนึ่งเป็นการเสริมคำพูดเท่านั้น
“มีคนบอกว่าคุณยูชอนกับคุณแจจุงเป็นเพื่อนสนิทกันใช่ไหมครับ”
อีทึกเอ่ยถามตามสคริปต์ เขาส่งสายตาให้เด็กหนุ่มร่วมสังกัดเป็นเชิงรู้กันถึงคำถามต่อไปว่าคืออะไร
ซึ่งอีกฝ่ายลอบส่งสัญญาณว่าเข้าใจแล้ว
“ใช่ครับ ผมกับแจจุงเราเป็นเพื่อนกัน”
“อ่า...ตอนนี้มีข่าวไม่ค่อยดีเท่าไหร่
คุณให้กำลังใจเพื่อนอย่างไรบ้างครับ” ก็อย่างที่รู้ๆ
กันว่าวงการบันเทิงขายได้ก็เพราะข่าวฉาวนั่นแหละ ไม่ว่าจะดีหรือร้ายสื่อก็อยากล่วงรู้ข่าวที่กำลังดังอยู่ตอนนี้ทั้งนั้น
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จู่ๆ การสัมภาษณ์ข่าวอัลบั้มใหม่ของ MX Shine ถึงกลายเป็นข่าวยองอุง แจจุงไปได้
ยูชอนไม่ได้ลังเลอะไรที่จะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยไม่มีสะดุด
“แจจุงเป็นคนเข้มแข็งครับ ผมให้กำลังใจเค้าแบบที่ผมมักทำบ่อยๆ เป็นประจำ
อย่างโทรไปคุยอะไรแบบนี้แหละครับ มีชวนไปเที่ยวบ้าง
แต่ว่าตอนนี้เขาติดถ่ายภาพยนต์เลยไม่ค่อยว่างมาเที่ยวกับผมเท่าไหร่แล้วล่ะครับ”
เขาหัวเราะนิดๆ ตามสไตล์
“แล้วกับรูมเมทอย่างยูโน ยุนโฮล่ะครับ
มีให้กำลังใจคุณยองอุง แจจุงบ้างไหมครับ?” อึนฮยอคแทรกถามต่อตามคิว
“แน่นอนครับ
พวกเขาสนิทกันมากขึ้นหลังจากที่ย้ายมาพักด้วยกัน ก็แน่ล่ะครับ
ลองว่าคุณต้องตื่นมาเจอหน้าคนคนหนึ่งทุกวันมันก็ต้องสนิทกันอยู่ดีใช่ไหมล่ะครับ”
ยูชอนหัวเราะเมื่อหันไปสบตาคนตัวเล็กอย่างจงใจ ซึ่งทันทีที่สบตาจุนซูกลับสะดุ้งแล้วหลบสายตาไปอีกทางอย่างรวดเร็ว
เพียงเท่านั้นยูชอนก็ยิ่งหัวเราะหนัก
ทางด้านอึนฮยอคก็หันไปมองหน้าหัวหน้าวงตัวเองบ้างแล้วพยักหน้าเห็นด้วยหนักแน่น
เรียกว่าเห็นจนทุกวันจนสนิทสนมไปถึงไส้ถึงพุง เอาว่าใช้คำว่าเบื่อเลยจะดีกว่า
รายการวิทยุยังดำเนินต่อไปโดยมีแขกรับเชิญเป็นเอมเอ็กซ์ชายน์ต่อไปอีกสิบห้านาทีก่อนรายการจะจบลง
พวกเขาทั้งสี่คนถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอยู่หลายช็อตก่อนล่ำลากัน
ยูชอนกับจุนซูเดินลงมาที่ลานจอดรถพร้อมของขวัญจากแฟนคลับที่ตามมาให้กำลังถึงสตูดิโออัดรายการวิทยุสองสามกล่อง
“จุนซู” เสียงทุ้มเรียกคนที่หอบถุงของขวัญใบใหญ่ถุงเดียวให้รับกล่องอีกสามกล่องจากอ้อมอกเขาไปถือต่อ
จุนซูอ้าแขนรับแต่โดยดีทั้งที่เห็นอยู่ชัดๆ
ว่าถ้าตนถือคงไม่มีทางเดินเห็นพื้นเป็นแน่
แต่ในเมื่อเหลืออีกไม่กี่ก้าวก็ถึงรถแล้วจึงเลิกคิดแล้วรับมาอย่างเต็มใจ
ยูชอนคงจะเตรียมเปิดรถกระมัง
ทว่าทันทีที่อ้อมแขนเล็กเต็มไปด้วยของขวับกองโต
สองตาถูกปิดด้วยกระดาษหลากสีวิบวับ สมองกำลังคิดคำนวนการก้าวเดินไปยังตัวรถ
สัมผัสอุ่นนุ่มก็แตะแต้มลงเต็มผิวแก้มข้างขวาพร้อมเสียงสูดหายใจดังฟอดเสียนี่
“...ย ยูชอน”
เรียกด้วยเสียงเบาหวิวยิ่งกว่าสายลมพัดผ่าน แต่กลับได้เพียงคำตอบรับเป็นรอยยิ้มกว้างชวนมองเสมอมา
ยูชอนจัดแจงคว้าทุกอย่างจากอ้อมแขนเล็กมาถือเสียเองหลังปลดล็อครถในจังหวะที่จุนซูยังหาสติไม่เจอ
รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนถูกเสียงทุ้มใหญ่เร่งให้ขึ้นรถก่อนที่พวกเขาจะเข้าบริษัทเพื่อซ้อมสาย
ถ้าคิดว่าจุนซูทำอะไรเข้าใจยากอยู่คนเดียวละก็
คิดผิดซะแล้วล่ะ!
==+==+==+==+==+==
เมื่อจอเล็กๆ
ในกล้องเวปแคมเหลือเพียงเก้าอี้ว่างเปล่าบ่งบอกว่าทั้งดีเจและแขกรับเชิญกลับกันไปหมดแล้วมือขาวก็คลิ๊กปิดหน้าจอนั้นลง
ตอนนี้ยองอุง
แจจุงกำลังนั่งอืดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องพักบนคอนโดหรูพารอกอนเนื่องจากวันนี้เขาออฟทั้งวันเป็นสวัสดิการจากการโหมถ่ายทำภาพยนต์ติดต่อกันเป็นเวลาครึ่งเดือนโดยไม่หยุดพัก
จากวันที่มีข่าวเรื่องพ่อแท้ๆ ของเขามาก่อเรื่องไว้ก็ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว
ตอนนี้คดีก็เริ่มจะคลี่คลายไปด้วยดีแล้ว ตามรูปคดีก็จบแล้วล่ะ
เหลือแต่รอการตัดสินเป็นรูปธรรมเท่านั้น
มือเรียวผลักชามข้าวต้มสาหร่ายออกแล้วเลื่อนเม้าส์เปิดเวปข่าวสารขึ้นดูความเคลื่อนไหว
แก้วตาคมหลังเลนส์แว่นสายตาใสไล่อ่านตัวอักษรบนหน้าจอในข่าวสั้นๆ
ข่าวอัพเดทล่าสุดกรณีครอบครัวของยองอุง
แจจุง (23 พฤศจิกายน xxxx เวลา
8.34 น.)
พ่อที่แท้จริงของยองอุง
แจจุงกล่าวว่า “ผู้คนอาจคิดว่าที่ผมทำแบบนี้ เพราะว่าแจจุงมีชื่อเสียงโด่งดัง ทำให้ผมรู้สึกลำบากใจเป็นอย่างมาก” และกล่าวเสริมว่า “ผมต้องการให้เรื่องราวของการรับเลี้ยงนี้ได้รับการแก้ไข แต่ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่ามันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ถึงเพียงนี้”
ครอบครัวที่รับเลี้ยงยองอุง
แจจุงกล่าวว่า “เราไม่รู้ถึงปัญหามาก่อนเลย แต่หลังจากที่เราได้ยินเรื่องพวกนี้ ทำให้เราเป็นห่วงแจจุงเป็นอย่างมาก” กล่าวเสริมอีกว่า
“ภายหลังจากทั้งสองครอบครัวได้นั่งคุยกันแล้ว พวกเราก็ได้ตัดสินใจยกเลิกเรื่องราวทุกอย่างเพื่อแจจุง"
พ่อของยองอุง แจจุงกล่าวว่า
“พวกเราเสียใจมากกับเรื่องทั้งหมด เพราะว่าเราทำให้แจจุงต้องเจ็บปวด”
รอยยิ้มสวยจากกลีบปากบางดูบิดเบี้ยวเล็กน้อยยามอ่านประโยคหลังสุด
การจัดฉากที่น่ารังเกียจที่สุดก็คือการที่พ่อแท้ๆ
ของเขามาทำเป็นพูดว่าเป็นห่วงเขาจึงขอยุติเรื่องทั้งหมดทั้งที่เขาต้องเสียเงินให้ฝ่ายนั้นเพื่อใช้หนี้ทั้งหมดและก็เพื่อปิดปากเรื่องทุกอย่างระหว่างตัวเขา
แม่ของเขาและฝ่ายนั้นว่าหลังจากนี้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก
แจจุงได้คุยกับทางผู้ใหญ่และครอบครัวที่รับเลี้ยงรวมถึงแม่ของเขาแล้วว่าจะจัดการเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกันให้สื่อรับรู้อย่างไร
โดยผลสรุปก็ได้ออกมาอย่างที่ทุกคนเข้าใจในตอนนี้
ถึงแม้ว่าเขาจะขาดการติดต่อกับแม่ที่แท้จริงมานานแล้วจนกระทั่งเกิดเรื่อง
แต่ความจริงก็คือแม่บุญธรรมของเขายังติดต่อกับแม่ของเขาอยู่จึงใช้เรื่องนี้ยกขึ้นมาเป็นประเด็นว่าเขาเองยังติดต่อกับแม่มาโดยตลอดและทางบริษัทก็รู้เรื่องดี
แต่ที่ไม่ได้บอกสื่อหรือใครก็เพราะไม่เห็นความจำเป็นในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของศิลปินไม่เกี่ยวกับทางบริษัท
แต่เมื่อข่าวถูกแพร่กระจายจึงได้จัดแถลงข่าวออกมาอย่างเป็นทางการตามความเรียกร้องของสื่ออย่างที่เห็นตอนนี้
เรียวนิ้วที่สวมแหวนเงินเคาะเบาๆ
ลงบนเม้าส์ ก่อนจะกดน้ำหนักลงไปเพื่อเปลี่ยนหน้าต่างเข้าสู่เวปเพจส่วนตัวของตนเอง
แล้วเลื่อนมือทั้งสองข้างลงมายังคีย์บอร์ด
เท็กซ์มากมายถูกเรียงร้อยถ้อยคำไล่ไปทีละบรรทัดจากหนึ่งเป็นสองและสามตามลำดับ
แสงไฟสลัวภายในห้องให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเมื่อมันส่องให้เห็นถึงข้าวของภายในห้องที่ไม่ได้มีเพียงแต่ของใช้ของเขาเพียงคนเดียวอย่างที่เขาเคยอยู่ห้องพักมาก่อนหน้านี้
กลิ่นหอมอ่อนๆ
จากชามข้าวต้มสาหร่ายชวนให้รอยยิ้มสวยระบายบางยามที่นึกถึงรสชาติของมันตอนที่ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นมันนอนแน่นิ่งอยู่ในหม้อรอให้ตักทาน
ทั้งที่รสชาติห่วยแตกแต่เขาก็ทานไปถึงสองชามเพราะเห็นแก่คนทำที่คงตั้งใจทำอย่างสุดความสามารถเพียงเพื่อเอาใจคนทำงานหนักและเพิ่งจะได้พักเป็นวันแรก
ระหว่างที่พิมพ์ไดอารี่ลงเวปเพจส่วนตัว
แจจุงยังคงหยุดยิ้มไม่ได้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาเลิกพยายามปฏิเสธแล้วปล่อยให้มันเป็นไปเท่าที่อีกฝ่ายจะพยายามอยากให้เป็น
แน่นอนว่าเขาไม่ได้ยอมโอนอ่อน แต่เขาก็ไม่ได้ขัดขวางดื้อแพ่งมากมายเหมือนแต่ก่อน
ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำ แต่เขาทำไม่ได้ เขายังคงปากจัดด่าแม้อีกฝ่ายจะพูดดีด้วย
แต่ก็เหมือนพูดกับลมฟ้าอากาศ นอกจากจะไม่ฟังแล้วยังจะทำอะไรตามใจตัวเองเสียอีก
จนเขาคร้านจะห้ามนอกจากเหวี่ยงไปตามเรื่องตามราว ซึ่งมันก็ไร้ผล
ชองยุนโฮใช้วิธีไหนก็ไม่รู้ที่ทำให้เขาเป็นอย่างนี้ได้
ทั้งที่หน้าก็แทบจะไม่ได้เจอกัน แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกดูแลอยู่ตลอด
ถูกเอาใจอย่างสม่ำเสมอ อืม...อาทิตย์หน้าแล้วสินะที่ไอ้อีทีนั่นจะทัวร์คอนเสิร์ททั่วเอเชีย
“ชิส์ ดังสักแค่ไหนกันเชียว”
ขมุบขมิบปากบ่นแต่ก็ยังยิ้มไม่หุบ
สวัสดีครับ ผมยองอุง แจจุงครับ
มองไปรอบๆ สิครับ เรารู้สึกได้ถึงฤดูใบไม้ร่วงที่อยู่รายล้อม
ความงดงามจากต้นไม้ ไล่ไปถึงกลีบใบไม้ ท่ามกลางความงดงามของสีสัน
ณ เวลานี้ก็ล่วงเลยมาถึงช่วงกลางของฤดูแล้วนะครับ
^^
ก่อนอื่นผมขอพูดถึงอัลบั้มที่ 3 ของ MX
Shine ก่อนนะครับ
Wrong Number เป็นการร่าวมงานที่เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ
เลยครับ
มีแต่เพื่อนๆ
ที่ผมรู้จักและสนิทด้วยทั้งนั้น ทั้งยูชอน จุนซู ละยุนโฮ
ผมได้ไปงานเปิดตัวเอมวีเพลงนี้
ผมตื่นเต้นมากกับการได้พบพวกคุณที่มาคอยต้อนรับ
ผมรู้สึกได้ถึงความรักของพวกคุณที่ละเอียดอ่อน
และจำนวนของความรักที่มากเหลือเกิน
การที่เห็นพวกคุณต้อนรับผมเป็นอย่างดีเสมอกับการทำงานในหลายแบบของผม
ทำให้ผมอยากอยู่ใกล้กับพวกคุณมากขึ้นไปกว่านี้อีกครับ
ในงานมีตติ้งครั้งก่อนที่พวกเราได้ร่วมสนุกกัน
ผมรู้สึกว่า...
จิตใจของผมรู้สึกปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน...
ได้เห็นรอยยิ้มของพวกคุณ
ได้ยินเสียงหัวเราะของพวกคุณ
ผมอยากเก็บช่วงเวลาความสุขซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่าสิ่งนี้ไว้ในใจของผม
ช่วงเวลาที่พวกคุณฟังผมอย่างตั้งใจตอนที่ผมพูด
ช่วงเวลาที่พวกคุณทานของว่างเหล่านั้นตอนที่ผมให้กับพวกคุณ
และช่วงเวลาที่พวกเราถ่ายรูปด้วยกัน แบ่งปันความรู้สึกดีๆ
ให้แก่กันตลอดกิจกรรมในครั้งนั้น
มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกที่ผมต้องการเก็บเอาไว้ในใจ
ผมหวังว่าซักวันจะมีโอกาสแบบนั้นอีกสักครั้งกับพวกคุณ!
^^
เมื่อวาน ผมครุ่นคิดกับหลายๆ
สิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของผมตลอดทั้งวัน
ผมมีพ่อแม่ที่แท้จริง แต่นั่นเป็นตอนที่ผมยังเด็กมากๆ
เรื่องรายละเอียดผมคงจำมันไม่ได้มากเท่าไหร่
ภายหลังจากที่ผมได้ทำความรู้จักแม่จริงๆ ของผม
ผมก็ติดต่อกับเธออย่างสม่ำเสมอ
และครอบครัวแท้ๆ ของผมกับครอบครัวที่รับเลี้ยงก็มีความสัมพันธ์อันดีมาตลอด
ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจมากนักในเรื่องของกฏหมายที่พ่อแท้ๆ
ของผมดำเนินการกับครอบครัวที่อุปการะผม
แต่เวลานี้ผมคือ คิมแจจุง และผมอยากจะใช้ชีวิตแบบ
คิมแจจุง ในอนาคตด้วยเหมือนกัน
ผมอยากเป็นลูกที่ดีของทั้งสองครอบครัว
และผมก็อยากให้พวกเขามีความสัมพันธ์อันดีต่อกันด้วย
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
ฉีดยาป้องกันเอาไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงจากการเป็นหวัดนะครับ
แล้วก็อย่าลืมรักผมมากๆ ด้วยนะครับ
อีกอย่างนึง...
พวกคุณรู้ว่าผมรักคุณมากแค่ไหน
"You are my Miracle"
เพลงนี้คุณก็รักมันด้วย ใช่ไหมครับ ?
*^^*
จะลืมหรืออะไรก็แล้วแต่
แจจุงกดพับลิชเรียบร้อยแล้ว โดยหารู้ไม่ว่ากำลังสร้างกระแส ยุนแจ
โดยไม่รู้ตัวขึ้นอีกระลอกเมื่อเขาเผลอใส่ชื่อเพลงที่ตนกำลังฟังคลออยู่จากวิทยุแล้วเกิดชอบขึ้นมา
โดยที่ลืมนึกไปว่าเจ้าของเพลงยัวมายมิราเคิลที่กำลังดังแย่งกันติดท็อปชาร์ตกับเพลงวันลาสครายของเอมเอ็กซ์ชายก็คือนักร้องหนุ่มนามชองยุนโฮนั่นเอง
==+==+==+==+==+==
Please Wait Our Next Contact!
*อ้างอิงบทความแปล คจจ จากเวป ปิงบุ๊ค ขอบคุณค่ะ m_ _m!~(และขออภัยที่เอามายำอีกที ฮ่าๆ)










