[TVXQ Fiction] Dong Bang Shin Gi - 33
posted on 07 Jul 2009 10:49 by kimyoonbe in 05-DBSG
TVXQ fanfiction No.5
Title :: Dong Bang Shin Gi [Season 3]
Author :: KimYoonBe [KYB]
Category :: AU / Period / Fantasy
Pairing :: YunHo/JaeJoong , YooChun/JunSu
[33]
แจจุงคิดว่าตนเองคงตาฝาดไป หรือไม่สมองก็คงถูกทำลายจนเห็นภาพเพ้อฝันว่าชองยุนโฮมายืนอยู่ตรงหน้า จะใช่ตัวจริงหรือเปล่า ภายในใจเกิดความสงสัย และคาดหวังอย่างที่สุดว่าจะเป็นอย่างใจคิด แต่ทุกอย่างกลับมืดสนิทลงก่อนจะได้คำตอบ
ร่างอ่อนแรงของแจจุงทรุดฮวบลงทันทีหลังจากที่ปลายลิ้นได้แตะสัมผัสกับน้ำซุปที่ถูกผสมยาพิษ แต่ก่อนที่ศีรษะเล็กจะกระแทกลงกับพื้น วงแขนใหญ่คู่หนึ่งก็ช้อนร่างนั้นขึ้นมาอุ้มไว้ได้ทันเสียก่อน
“เท่านี้คงพอใจเสด็จย่าแล้ว นอกจากแจจุงคนนี้ หม่อมฉันไม่คิดจะครองคู่กับใครอื่นอีก” เจ้าของน้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยอย่างหนักแน่นนั้นกระชับร่างของคนรักในวงแขนให้แนบอก ก่อนเลื่อนสายตาขึ้นสบผู้เป็นย่า
“เสด็จย่าทำความผิดสิ่งใดไว้ย่อมรู้พระองค์เอง หม่อมฉันจะไม่ถือสาหาความผิดในเรื่องนั้น จริงอยู่ว่าเสด็จย่ามีสิทธิ์ในการตัดสินใจทุกเรื่องในวังหลัง แต่คิมแจจุงเป็นคนของหม่อมฉัน เสด็จย่าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้องเขาแม้เพียงเล็กน้อย และนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ในฐานะของกษัตริย์แห่งฮานึล หม่อมฉันขอสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดก็ตามต่อต้านคิมแจจุงเป็นอันขาด”
เบื้องหน้าของชองโยฮวาในเวลานี้ คือกษัตริย์หนุ่มผู้เพียบพร้อมทั้งปัญญาและความสามารถรอบด้าน อีกทั้งอาภรณ์และเครื่องประดับยศที่เจ้าตัวสวมใส่อยู่ก็ยิ่งส่งเสริมความองอาจและความงามสง่าสมตำแหน่งที่ถือครอง รวมถึงความน่าเกรงขามที่ดูเหมือนว่าชองยุนโฮจะมีมากกว่าชองยองจูผู้เป็นบิดามากมายนัก
โยฮวาเดินมาถึงทางตันแล้ว กำแพงที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแข็งแรงเกินกว่าที่นางจะทำลายให้พังทลายลงได้ หญิงชราทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ สายตาของนางไม่หลงเหลือเค้าของความมุ่งร้ายอีกต่อไป ทั้งความจริงใจของคิมแจจุงและความมุ่งมั่นของชองยุนโฮ ล้วนทำให้นางยอมแพ้ได้ในที่สุด
มาถึงตรงนี้แล้ว โยฮวาก็มีแต่จะต้องทำใจ ในเมื่อบุตรชายของนางถึงกับยอมสละราชบัลลังก์ก่อนถึงเวลาอันควรเพื่อให้ชองยุนโฮได้ขึ้นเป็นกษัตริย์โดยชอบธรรม ทั้งที่ความจริงแล้วหากกษัตริย์องค์ปัจจุบันไม่สวรรคตก็ไม่สามารถยกใครขึ้นมาแทนที่ตำแหน่งนี้ได้ แต่ยองจูกลับยอมตายด้วยนามก็เพื่อบุตรชาย ยอมให้ป่าวประกาศว่าตนเองสิ้นแล้วทั้งที่แท้จริงยังมีชีวิตอยู่ พ่อลูกคู่นี้คงช่วยกันวางแผนหาทางออกมาได้สักพักแล้ว เพราะการจะสละราชบัลลังก์ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องตระเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เห็นได้ชัดแล้วว่ายองจูเองก็สนับสนุนบุตรชายให้ทำเช่นนี้ ไม่อย่างนั้นคงไม่รีบร้อนแต่งตั้งยุนโฮให้เป็นกษัตริย์ทั้งที่ยังไม่มีการทำพิธีตามธรรมเนียมที่ถูกต้อง
เมื่อวานนี้เองที่นางรู้ว่ายุนโฮได้เป็นกษัตริย์ตอนที่เจ้าตัวมาบอกกับนางถึงตำหนักด้วยตนเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามแต่ ราชินีของยุนโฮจะเป็นชายไม่ได้เด็ดขาด การมีลูกหลานสืบสกุลไม่ใช่เรื่องที่จะละเลยกันได้ง่ายๆ ดังนั้นการเดิมพันระหว่างนางกับยุนโฮจึงเกิดขึ้น หากว่าคิมแจจุงเหมาะสมกับหลานชายของนางถึงเพียงนั้นจริงล่ะก็ การจะตายแทนคนรักที่มีความสำคัญต่อแคว้นก็ย่อมต้องทำได้อย่างไม่มีลังเล ...จะมีใครบ้างที่ยอมทานยาพิษทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ ไม่มีทางที่คิมแจจุงจะทำได้ โยฮวาเชื่อเช่นนั้นจึงใช้เป็นข้อต่อรองกับหลานชาย
และการเดิมพันครั้งสุดท้ายของนางก็ได้ถูกคิมแจจุงทำลายจนหมดสิ้น
ไม่เพียงไม่ลังเล แต่คิมแจจุงยังเต็มใจที่จะตายเพื่อชองยุนโฮจากใจจริง
ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าสิ้นคิด หรือเสียสติไปแล้วกันแน่ หญิงชราจนกับความคิดของเด็กหนุ่มที่ชื่อแจจุงคนนี้จริงๆ รู้ทั้งรู้ว่าถ้ากินไปแล้วจะต้องตายก็ยังกลืนยาพิษลงคอไปจนได้ ถึงจะรักมากเพียงไรก็ตาม แต่การทานยาพิษทั้งที่รู้อยู่แก่ใจก็เกินไปจริงๆ
ชองยุนโฮเองก็ร้ายเหลือเกิน เมื่อวานนี้โยฮวาถึงกับพูดไม่ออกเมื่อรับรู้ว่าหลานชายได้ตลบหลังซ้อนแผนของนาง ศพที่เวลานี้คงอยู่ใต้ผืนน้ำแข็งตรงไหนสักที่ของแม่น้ำเป็นศพของชาวบ้านไร้นาม จากที่นางคิดจะกำจัดคิมแจจุงให้พ้นทาง กลับกลายเป็นแรงเสริมให้หลานชายได้พา ‘ยองอุง แจจุง’ กลับมาแต่งตั้งเป็นชายาไปเสียนี่ ทุกอย่างนี้ชองยุนโฮได้วางแผนเอาไว้หมดแล้ว ชาวบ้านจะรับรู้เพียงว่าราชินีของพวกเขาคือหญิงงามนามว่ายองอุง แจจุง ในขณะที่วังชอนซาองค์ปัจจุบันได้หลับใหลไปตลอดกาลแล้ว คิมแจจุงก็จะเป็นคนของชองยุนโฮแต่เพียงผู้เดียว
เป็นการวางกับดักที่ร้ายกาจนัก
“ได้ เจ้าชนะ ข้าจะล้มเลิกเรื่องคู่ครองของเจ้าตามข้อตกลง และจะเป็นธุระจัดการเรื่องต่างๆ ภายในวังให้ทั้งหมด” โยฮวาผ่อนลมหายใจออกมาบางเบา แม้จะเหนื่อยใจและนึกอยากขัดขวางเพียงไร แต่นางก็รู้แล้วว่าไม่ว่าจะทำสิ่งใดไปก็คงไร้ประโยชน์ที่จะพรากสองคนนี้ให้ห่างออกจากกัน และชองยุนโฮเองก็เป็นหลานแท้ๆ นางเองก็ปล่อยให้ผ่านไปเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นไม่ได้ เรื่องของชาวบ้านนั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่เดิมวังชอนซาคนนี้ไม่ใคร่เผยโฉมหน้าให้ผู้คนพบเห็นอยู่แล้ว ที่น่าห่วงเห็นจะเป็นแต่ในวังหลวงนี่เอง แม้รับสั่งของกษัตริย์จะเป็นวาจาสิทธิ์ แต่ก็ไม่อาจละสายตาได้ นอกจากคอยจับตาแล้วยังต้องคอยระวังไม่ให้ผู้ใดเผยแพร่ความเป็นจริงออกไป
ยุนโฮเผยรอยยิ้มเล็กๆ เมื่อเห็นทีท่าของผู้เป็นย่าที่อ่อนลง แต่เดิมเสด็จย่าเป็นคนใจดีโดยพื้นฐานอยู่แล้ว แต่จะเข้มงวดกับทุกสิ่งที่พระนางไม่เห็นว่าสมเหตุสมผลพอที่จะยอมรับ นี่ก็ถือว่าเขาพยายามมาจนสำเร็จแล้ว “หม่อมฉันขอบพระทัยเสด็จย่าที่ทรงเข้าใจ นอกจากแจจุงแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือฮานึล หม่อมฉันสัญญาว่าจะทำหน้าที่ของกษัตริย์ให้ดีที่สุดพะย่ะค่ะ”
“เอาเถิด ข้ารู้ว่าเจ้าเห็นฮานึลเป็นสำคัญมากเพียงไร นับแต่นี้ก็จงทุ่มกายใจเพื่อฮานึลแทนส่วนของเสด็จพ่อเจ้าด้วยก็แล้วกัน” โยฮวาเอ่ยเรียกให้ยุนอาเข้ามาในห้อง เด็กสาวรู้หน้าที่ดีจึงเดินเข้ามาพร้อมกับขวดยาใบเล็ก โยฮวารับของสิ่งนั้นมาแล้ววางมันลงบนโต๊ะ “ยาถอนพิษนี้ให้ทานได้เลย หลังจากนั้นประมาณสามชั่วยามคิมแจจุงก็จะฟื้น”
“ยุนโฮขอบพระทัยเสด็จย่าอีกครั้ง”
ระหว่างทางที่เดินกลับตำหนักรัชทายาท ยุนโฮก็ได้พบกับชางมินซึ่งยืนอยู่กลางสะพานที่ข้ามสระดอกซากึมฮาไปยังตำหนักของเขา
สายตาของชางมินตวัดมองร่างของแจจุงที่อยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นพี่ชายทันที
“แจจุง...”
“เข้าไปในตำหนักก่อนค่อยว่ากัน” ยุนโฮตัดบทสนทนาอย่างรวดเร็วแล้วเดินผ่านร่างของน้องชายตรงเข้าประตูตำหนักไป
ภายในตำหนักมีจุนซูยืนคอยอยู่ก่อนแล้วพร้อมกับราชครูปาร์คที่คงเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟังเรียบร้อยแล้ว จุนซูรีบเข้าไปช่วยประคองแจจุงลงกับฟูกนอน พอดีกับที่หมอหลวงจากึนรีบร้อนเข้ามาในตำหนักตามคำสั่งของยุนโฮที่ให้คนไปตามมาก่อนหน้า
ยาแก้พิษถูกกรอกลงไปในลำคอเรียวเล็กของแจจุง หลังจากที่จากึนตรวจชีพจรอยู่พักใหญ่ก็เอ่ยบอกให้กษัตริย์หนุ่มเบาใจลงได้ เมื่อกำชับนางกำนัลเรื่องยาบำรุงเสร็จแล้วจากึนก็ออกจากตำหนักไป
ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วจนเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งจับต้นชนปลายไม่ถูก
“คิดจะมาต่อว่าข้าล่ะสิใช่ไหม” ยุนโฮที่นั่งอยู่บนเตียงข้างกายแจจุงเอ่ยขึ้น เขารู้ดีว่าจุดประสงค์ของชางมินในการมายืนรอเขาอยู่หน้าตำหนักคงไม่ต่างจากจุนซูที่ตั้งใจมาต่อว่าเขาเรื่องที่พาหญิงงามเข้าวังมา
“เสด็จพี่เจอแจจุงตั้งแต่เมื่อไหร่ ...แล้วยศนั่น...” สายตาของชางมินเลื่อนขึ้นมองเครื่องประดับที่บ่งบอกถึงผู้ที่เป็นกษัตริย์ซึ่งสวมอยู่ที่ศีรษะของพี่ชาย
“เจ้าสงสัยสิ่งใดให้ถามเอากับราชครูปาร์ค เวลานี้ข้าขออยู่กับแจจุงตามลำพัง พวกเจ้าออกไปให้หมด” ชายหนุ่มไม่เสียเวลาเหลียวมองผู้ใดอีก เขาเลื่อนสายตาลงมองดวงหน้าขาวของคนที่ยังหลับใหลอย่างเป็นห่วง มือข้างหนึ่งลูบไล้ผิวแก้มนุ่มอย่างอ่อนโยน
สายตาของชองยุนโฮในเวลานี้ บ่งบอกถึงความรักที่มีต่อคิมแจจุงอย่างที่สุด
จุนซู ยูชอน และชางมิน ไม่มีใครสักคนเอ่ยสิ่งใดออกมาราวกับกลัวว่าเสียงของตนจะไปขัดช่วงเวลาที่แสนสำคัญของร่างสูงผู้นั้น พวกเขาออกมาจากห้องบรรทมพร้อมกับปิดประตูให้อย่างเบาเสียง
จุนซูเดินนำชายหนุ่มร่างสูงทั้งสองคนไปยังห้องโถงกลางที่ใช้รับรองแขก แล้วปล่อยให้ยูชอนอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้องค์ชายรองได้เข้าใจ
“แม้แต่คนของชินซองก็ไม่รู้งั้นหรือ?” หลังจากที่ฟังอยู่นาน ชางมินก็เกิดข้อสงสัยขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยที่วังชอนซาจะตายจากไปอย่างนี้ นั่นเท่ากับว่าตำแหน่งวังชอนซาที่แสนสำคัญก็ต้องว่างลง
“มีเพียงผู้เฒ่าลีซางที่รู้ว่าคิมแจจุงยังมีชีวิตอยู่ รวมถึงคิมซองอึนด้วย และเป็นเพราะนางเองก็รู้ดีว่าบุตรชายของนางต้องทุกข์ใจกับการรับตำแหน่งนี้มานานแค่ไหน นางจึงยินดีที่จะให้ชองยุนโฮจัดการทุกอย่าง ที่สุดแล้วนางเองก็หวังให้แจจุงได้มีความสุขกับคนที่รัก เรื่องตำแหน่งของวังชอนซาที่ว่างลงก็คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เฒ่าลีซางว่าจะทำเช่นไรต่อไป การหาตัวแทนมาทำพิธีสวดไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะหาผู้ที่เหมาะสมมารับตำแหน่งวังชอนซาซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของผู้นำเผ่าชินซองนั้นต้องใช้เวลา ขึ้นอยู่กับสวรรค์จะชี้ให้ใครมาดำรงตำแหน่งนี้ เรื่องวิธีการเลือกข้าเองก็บอกไม่ได้ ตอนนี้ที่รู้ก็เพียงวังชอนซาองค์ปัจจุบันสิ้นแล้วเท่านั้น”
ได้ฟังเช่นนี้ชางมินก็รู้สึกเหมือนความอึดอัดใจที่กดทับสะสมมานานสลายไปในสายลม ถึงเขาจะเจ็บปวดเสียใจในความรักที่มีต่อแจจุงมากเพียงไร แต่เขาก็หวังอย่างสุดซึ้งที่จะให้แจจุงมีความสุข
แค่ชีวิตนี้ได้มีโอกาสรักคนผู้นั้น ชางมินก็ขอบคุณสวรรค์นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
ความขมขื่นในแววตาของชางมินนั้นแม้จะไม่เด่นชัด แต่จุนซูที่เฝ้ามองอยู่ก็รับรู้ได้ไม่ยากนัก การรักใครสักคนไม่ยากเท่าการตัดใจจากคนที่รัก ความรู้สึกที่มีไม่อาจลบเลือน และแน่นอนว่าสำหรับองค์ชายรองแล้ว ไม่มีวันที่ความรู้สึกนี้จะลดน้อยลง สิ่งที่ทำได้ก็เพียงการยอมรับความเป็นจริงเท่านั้น จุนซูรู้สึกเลื่อมใสในจิตใจขององค์ชายชางมินอย่างที่สุด
“เอาอย่างนี้ไหม ไหนๆ องค์ชายรองก็มาแล้ว ให้หม่อมฉันทำของว่างให้ทานระหว่างรอองค์ชายแจจุงฟื้นดีกว่า” จุนซูว่าพร้อมกับเตรียมลุกขึ้นจากโต๊ะ เขาอยากให้บรรยากาศดูสดใสมากกว่านี้
“ไม่ต้องหรอกจุนซู ข้าได้รู้ว่าแจจุงปลอดภัยดีก็เพียงพอแล้ว ข้ากลับตำหนักตอนนี้เลยดีกว่า”
“เช่นนั้นหม่อมฉันจะไปส่ง” ยูชอนอาสาเดินไปส่งชางมินที่ประตูตำหนัก และไม่ลืมที่จะเอ่ยคำขอบคุณกับฝ่ายนั้นที่เป็นห่วงแจจุงไม่แพ้ใคร ยูชอนอดคิดไม่ได้ว่าที่ฮานึลมีคนที่รักแจจุงมากมายถึงเพียงนี้ราวกับเป็นชะตาของแจจุงที่ต้องมายังแคว้นแห่งนี้
ราวกับว่าวิหคที่ถือกำเนิดผิดที่ผิดทางได้กลับคืนสู่ท้องนภาแล้วอย่างไรอย่างนั้น
ซ้ำแผ่นอัมพรที่กว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ยังมีจ้าวแห่งมังกรคอยคุ้มครองอยู่เคียงข้าง
ยูชอนละสายตาจากแผ่นหลังของชิมชางมินแล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ในเวลานี้มีละอองหิมะตกโปรยปรายบางเบา
สวรรค์ ท่านกำหนดชะตาของคิมแจจุงให้เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ต้นแล้วสินะ เส้นทางของคิมแจจุงและชองยุนโฮบรรจบกันที่ปลายเส้นด้ายมาโดยตลอด รอเพียงให้พวกเขาได้พบเจอกันในสักวันเท่านั้น
...และวันนั้นก็ได้มาถึงแล้วในที่สุด
-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
ชองยุนโฮอีกแล้ว...
ภาพพร่าเลือนที่กระทบสายตาเป็นสิ่งแรกคือชายหนุ่มคนรัก แจจุงคิดว่าตนเองคงจะคิดถึงยุนโฮมากเกินไป ขนาดตายเป็นผีไปแล้วก็ยังจะเพ้อมองเห็นผู้ชายคนนี้ไม่ต่างจากตอนที่ยังมีชีวิต
อ่า... นี่เขาตายแล้วสินะ ถ้าอย่างนั้นที่นี่ที่ไหนกันล่ะ เขาตกนรกหรือขึ้นสวรรค์กันนะ?
เอ๊ะ? นี่ข้านอนอยู่บนเตียงอย่างนั้นหรือ แจจุงขมวดคิ้วน้อยๆ เมื่อเห็นเพดานไม้ของเตียงที่อยู่เบื้องหลังใบหน้าคมเข้มของคนรัก อืม... สงสัยข้าจะได้ขึ้นสวรรค์ ถึงได้นอนสบายอยู่บนเตียงอย่างนี้ แถมยังได้เห็นภาพหลอนของชองยุนโฮเป็นการปลอบใจอีกด้วย
เดี๋ยวสิ นี่มันจะชัดเจนเกินไปไหม ทำไมถึงสัมผัสภาพที่สร้างขึ้นเองได้ล่ะ?!
“คิดจะลูบหน้าของข้าไปจนถึงเมื่อไหร่ หืม?”
เหวอ~ พูดได้ด้วย!
“สวรรค์นี่ดีจริงๆ เลย” เสียงเล็กที่พึมพำออกมาทำเอาคนตัวสูงหยุดชะงักใบหน้าที่ก้มลงหมายจะจูบเรียกสติของคนตัวเล็ก เรียวคิ้วเข้มข้างหนึ่งกระตุกขึ้นเล็กน้อย และขยับใบหน้าถอยห่างครึ่งศอก
ดวงหน้าสวยที่เห็นอยู่นี้ช่างใสซื่อเสียจนยุนโฮอยากจะกลืนกินเจ้าของความงดงามนี้ลงไปทั้งตัว คิดว่าเขาเป็นภาพหลอนหรืออย่างไรกัน เพ้อถึงสวรรค์อย่างนี้เห็นทีคงต้องเรียกสติด้วยวิธีอื่นเสียแล้ว
“สวรรค์งั้นหรือ? ใช่แล้ว ที่นี่คือสวรรค์ และข้าก็เป็นพระเจ้าที่จะกุมชะตาชีวิตของเจ้าคิมแจจุง ชีวิตของเจ้านับจากนี้จะต้องปรนเปรอพระเจ้าที่มีนามว่าชองยุนโฮด้วยร่างกายของเจ้าไปชั่วชีวิต เอาล่ะ แยกขาออกเร็วเข้า ข้าจะได้จัดการลงทัณฑ์ดวงวิญญาณใหม่อย่างเจ้าเสียที”
ไม่เพียงคำพูด มือใหญ่ยังจัดการสอดใต้เข่าอ่อนแรงนั้นให้ยกตั้งขึ้นทั้งสองข้าง สีหน้าเลื่อนลอยของแจจุงพลันตกตื่นขึ้นมาทันที แววตาใสเป็นประกายฉายแววสะท้อนสิ่งที่เห็นตรงหน้าได้ชัดเจนขึ้นกว่าตอนแรก
“ชองยุนโฮตัวจริงนี่!!!”
“ก็ใช่น่ะสิ ลองเจ้ายังเพ้ออยู่อีก ข้าได้ขืนใจเจ้าจริงๆ แน่”
คำพูดไร้ยางอายไม่เคยเปลี่ยนของชายหนุ่มไม่ทำให้คนหน้าบางนึกสนใจแต่อย่างใด วงแขนเรียวเล็กคว้ากอดคนที่นั่งอยู่ด้านข้างไว้ด้วยแรงอันน้อยนิด แค่เพียงได้แตะสัมผัสการมีตัวตนของคนตรงหน้าให้รู้ว่าตนเองไม่ได้ฝันไปก็เพียงพอที่จะทำให้แจจุงหลั่งน้ำตาออกมาอย่างเป็นสุขที่สุด
“ฮึก...ข้าคิดว่าตัวเองตายไปแล้วเสียอีก”
“ยาพิษที่เจ้ากินไม่ทำให้ถึงกับตายได้หรอก เสด็จย่าเพียงต้องการลองใจเจ้าเท่านั้น”
“ยุนโฮ...ฮึก ข้าคิดจริงๆ ข้าคิดว่าให้ตายยังดีกว่าที่ข้าจะอยู่โดยไม่มีเจ้า ...เจ้าโกรธข้าไหมที่ข้าคิดอย่างนี้ ข้าเห็นแก่ตัวมากเลยใช่หรือเปล่า”
“ข้าจะโกรธเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อความเห็นแก่ตัวของเจ้าอยู่ภายใต้คำว่ารักที่เจ้ามอบให้ข้า เพียงแต่หลังจากนี้ ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น ข้าอยากให้เจ้ารักชีวิตตัวเองมากกว่านี้ ต่อให้เป็นเรื่องของข้า ก็อย่าได้ใช้ลมหายใจของเจ้าเป็นการแลกเปลี่ยน เข้าใจไหมแจจุง หากข้าไม่มีเจ้า ข้าก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้เช่นกัน”
ภายในอกของแจจุงรู้สึกปวดแปลบอย่างน่าประหลาด ไม่ใช่อาการปวดอย่างเจ็บร้าว แต่เป็นอาการปวดหนึบที่ถูกความรู้สึกมากมายทับถมลงมาจนล้นหัวใจ
ความสุขที่มากเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด หรือแม้แต่ปฏิกิริยาของร่างกายที่แสดงออกมา ความรู้สึกของแจจุงในเวลานี้ละเอียดอ่อนเกินกว่าที่ตัวเองจะทำความเข้าใจได้ด้วยซ้ำ
ยุนโฮโอบไหล่บอบบางที่มีอาการสั่นน้อยๆ อย่างต้องการปลอบขวัญ ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังของคนรักอย่างทะนุถนอม เขากดปลายจมูกลงกับกลุ่มผมนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่า โอบกอดกระชับวงแขนแนบแน่นอยู่อย่างนั้นอยู่หลายนาที ก่อนจะเชยคางมนให้ดวงตาชื้นน้ำใสได้จ้องสบกัน
ริมฝีปากที่เม้มแน่นเข้าหากันเพื่อระงับเสียงสะอื้น ถูกข้อนิ้วหนาแทรกเข้าเพื่อไม่ให้เจ้าตัวกัดจนปากของตัวเองได้เลือดไปเสียก่อน
ปลายนิ้วอุ่นแตะเบาๆ บนกลีบปากสีสด ก่อนจะใช้หลังมือไล้ไปตามผิวแก้มชื้นน้ำด้วยความรู้สึกรักใคร่อย่างไม่ปิดบัง แจจุงเอนตัวลงนอนเมื่อหมดเรี่ยวแรงที่จะพยุงตัวอีกต่อไป ยุนโฮเอนตัวลงตามเข้าจุมพิตคนร่างบางอย่างเชื่องช้า เหมือนกับว่าร่างกายของคนทั้งคู่ตอบสนองต่อกันได้อย่างเป็นธรรมชาติจนน่าประหลาด ทันทีที่ปลายลิ้นลักลอบช่วงชิงลมหายใจซึ่งกัน มือทั้งสองข้างของพวกเขาก็สอดประสานแนบสนิทราวกับรู้ใจของอีกฝ่าย
แจจุงกระชับมือตอบมือใหญ่ของยุนโฮ ความอบอุ่นถูกถ่ายเทไปในทุกสัมผัสของปลายนิ้วที่กอบกุมมือของกันและกัน
เสียงจูบทิ้งท้ายดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ชายหนุ่มผละจูบออก
ยุนโฮคลายมือข้างหนึ่งออกจากการกอบกุมเพื่อปัดเส้นผมบางให้พ้นดวงหน้าสวย ขณะที่อีกมือยังคงกักขังมือเล็กเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
แจจุงเอียงศีรษะไปตามสัมผัสอบอุ่นอ่อนโยนจากคนรัก นอกจากเสียงหายใจที่ได้ยินแล้ว มีเพียงสายตาเท่านั้นที่สื่อถึงกันแทนคำพูดและความรู้สึก
ทว่า มีสิ่งหนึ่งที่หากไม่พูดออกไป อีกฝ่ายคงไม่มีทางเข้าใจได้เองเป็นแน่
“คิมแจจุง เจ้าจะเป็นชายาของชองยุนโฮได้หรือไม่ เจ้าจะรับตำแหน่งเป็นราชินีของฮานึล เป็นคนที่จะยืนอยู่เคียงข้างข้าไปจนชั่วชีวิตหรือไม่”
เป็นคำถามที่สร้างความสับสนให้คนร่างบางอย่างที่สุด ทั้งที่เพิ่งหายสับสนจากภาพของความฝันและความเป็นจริงมาได้ไม่ถึงอึดใจ อยู่ดีๆ ก็ถูกกระชากกลับเข้าไปในความฝันอีกครั้งเสียนี่ แน่นอนว่าคำถามของยุนโฮคือสิ่งที่แจจุงคาดหวังอยู่ภายในใจลึกๆ มาโดยตลอด จนคิดว่าความหวังนี้คงเป็นไปได้แค่เพียงความฝันเท่านั้น คำถามนี้ช่างมีอิทธิพลมากมายนัก มากเสียจนแจจุงกลัวว่าหากความจริงที่เผชิญอยู่นี้ต้องสูญสลายไปในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง เขาอาจจะหยุดหายใจไปตลอดกาลเลยก็เป็นได้
สวรรค์ เมื่อยุนโฮเอ่ยออกมาแล้ว ก็อย่าได้มีเรื่องโหดร้ายมาเล่นตลกกับข้าอีกเลย
อย่าทำให้ความจริงที่เห็นอยู่นี้กลายเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ อีกเลย...
“เจ้าจะเป็นชายาของข้าได้ไหมแจจุง”
คำขอแต่งงานของกษัตริย์หนุ่มไม่ได้ร้อนแรงอะไรเลยสักนิดเดียว แต่กลับเป็นการขอแต่งงานที่นุ่มนวลและอบอุ่นที่สุดเท่าที่ใครในแผ่นดินนี้ก็ไม่สามารถทำได้
ไม่ต้องมีพิธี ไม่ต้องมากความ แค่คำถามซื่อตรงที่มาพร้อมกับความจริงใจเท่านั้น
มือเล็กกระชับตอบมือใหญ่ที่กอบกุมอยู่ครั้งหนึ่งราวกับเป็นสัญญาณตอบตกลง ก่อนที่ดวงหน้าสวยจะเสหลบไปด้านข้าง ริ้วรอยสีแดงพาดผ่านจากแก้มซ้ายมายังแก้มขวาด้วยความเขินอายของเจ้าตัว
“อย่าถามอะไรที่เจ้าเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้วจะได้ไหม”
“หากเจ้าไม่เอ่ยออกมาด้วยตนเอง ก็เท่ากับข้าบังคับเจ้าน่ะสิ”
“ตลอดมาเจ้าก็ชอบบังคับข้าอยู่แล้วนี่?”
“ได้ เจ้าไม่พูด ข้าก็ไม่รบเร้า เอาเป็นว่าเจ้าเป็นชายาของข้าอย่างชอบธรรมแล้วนับแต่วินาทีนี้ไป”
“เอ๋?” แจจุงหันกลับมาหาคนพูดอย่างไม่เข้าใจ ในตอนนั้นเองที่เห็นว่าคนตัวสูงลงไปนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้น แล้วหลังมือของเขาก็ถูกริมฝีปากอุ่นแนบจุมพิตตามติดเป็นสัญญาณของการประกาศการครองคู่ที่กษัตริย์จะมีให้กับราชินีผู้เป็นที่รักเพียงหนึ่งเดียว
การจุมพิตที่หลังมือพร้อมกับคุกเข่าลงต่ำ เปรียบเสมือนการเทิดทูนคนสำคัญที่สุดในชีวิตอย่างสัตย์ซื่อ
“ยุนโฮ...” แจจุงทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นว่าคนที่เป็นถึงกษัตริย์ลงไปนั่งคุกเข่าให้กับตนเองอย่างนี้ แม้จะยังไม่เข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันมากมายนัก แต่แจจุงก็รู้ว่าสิ่งที่ยุนโฮสวมศีรษะอยู่ในเวลานี้ คือเครื่องประดับที่บ่งบอกว่าอีกฝ่ายคือกษัตริย์ผู้เกรียงไกร
ร่างบางรีบยันกายลุกขึ้นนั่ง พยายามดึงมือใหญ่ให้คนตัวสูงลุกขึ้นมานั่งบนเตียงดีๆ แต่อีกฝ่ายกลับยังขืนแรงนั่งคุกเข่าอยู่ที่เดิม นัยน์ตารัตติกาลจ้องมองตอบกลับมาแสดงออกถึงความจริงใจจนยากจะต้านทาน
นี่ตกลงว่าจะฟังคำตอบรับให้ได้เลยใช่ไหม ...แจจุงคิดอย่างเหนื่อยใจ จะมีสักครั้งไหมที่เขาไม่ถูกคนตรงหน้าไล่ต้อนจนหมดหนทางที่จะหนีอย่างนี้
แจจุงปัดความอายออกไปให้พ้นทาง
คนตัวเล็กออกแรงบีบกระชับมือของยุนโฮ
“ข้าจะเป็นชายาของเจ้า ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้า คิมแจจุงจะอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับชองยุนโฮนับแต่นี้และตลอดไป...”
“จนกว่าฟากฟ้าจะไร้สายลม คิมแจจุงจะไม่มีวันหยุดรักชองยุนโฮ”
“จนกว่ามหาสมุทรจะไร้คลื่น ชองยุนโฮก็จะไม่มีวันหยุดรักคิมแจจุงเช่นกัน”
ดวงหน้าสวยเคลื่อนลงเข้าหารูปหน้าหล่อเหลาที่ขยับเข้ามาใกล้ คนทั้งสองแลกจุมพิตแห่งคำสัญญาที่มีให้กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับกลัวว่าหากผละจูบออกตอนนี้ อีกคนจะบินหนีหายไปต่อหน้าต่อตา
ต้องจูบกันอีกสักกี่ครั้งนะ ถึงจะเพียงพอให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความรู้สึกที่ท่วมท้นอยู่เต็มอกนี้ได้
ต้องจูบกันไปจนหมดลมหายใจเลยไหม ถึงจะบอกให้อีกคนรู้ว่าตนเองนั้นรักคนตรงหน้ามากเพียงไร
รัก... ความรู้สึกนี้ ใช้เพียงจูบไม่กี่ครั้งคงไม่อาจเพียงพอที่จะอธิบายได้
หากว่าในทุกๆ วันต่อจากนี้ จูบหนึ่งครั้งจะหมายถึงความรักที่เพิ่มพูนในแต่ละวัน เช่นนั้นพวกเขาก็จะแลกจุมพิตซึ่งกันและกันเช่นนี้ไปชั่วนิจนิรันดร์...
-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
กล่าวกันว่า ในปีหนึ่งของฤดูหนาวที่เหน็บหนาวยิ่งกว่าปีใดที่เคยผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์แห่งแคว้นฮานึลได้เกิดขึ้น การสวรรคตของชองยองจูเกิดขึ้นอย่างกะทันหันในปลายเดือนสิบ นำพาให้โอรสองค์โตนามว่าชองยุนโฮได้ขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมาแทบจะในทันที พิธีการถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่เอิกเกริก ความตื่นตกใจของชาวบ้านต่อเหตุการณ์เศร้าสลดที่ต้องสูญเสียผู้นำไปถูกปลอบขวัญด้วยกษัตริย์คนใหม่ที่พร้อมจะปกครองแคว้นอย่างห้าวหาญ พร้อมกันนั้น ชาวบ้านยังได้ร่วมพิธีเฉลิมฉลองการอภิเษกสมรสราชินีคนปัจจุบันแห่งฮานึลอีกด้วย
ทว่าในความลึกลับซับซ้อนยิ่งไปกว่านั้น ใครหลายคนทั้งในวังและนอกวังต่างรู้อยู่แก่ใจว่าหญิงสาวที่ยืนเคียงข้างคู่บารมีขององค์กษัตริย์ชองยุนโฮผู้นี้ แท้ที่จริงแล้วก็คือองค์วังชอนซาที่ใครต่อใครรับรู้กันถ้วนหน้าว่าเสียชีวิตไปแล้ว ทั้งที่รู้อย่างนั้นแล้ว แต่ทุกคนกลับเก็บสิ่งที่รู้นี้ลงไปให้ลึกจนสุดใจอย่างเป็นที่รู้กันว่าความลับนี้ไม่ควรใช้เป็นข้อสนทนาพร่ำเพรื่อ แม้ชองยุนโฮจะหวังให้ทุกคนรู้จักเพียง ‘ยองอุง แจจุง’ แต่ช่างน่าเสียดายที่ความลับไม่เคยซ่อนเร้นได้อย่างมิดชิด หากแต่ไพร่ฟ้าที่รับรู้ความเป็นจริงต่างก็เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น และปล่อยให้วังชอนซาผู้ที่พวกเขาเคารพนับถือได้ครองคู่กับกษัตริย์ของตนชั่วฟ้าดินสลายเช่นนี้ตลอดไป
หากชองยุนโฮและคิมแจจุงได้รับรู้ถึงการกระทำของไพร่ฟ้าเหล่านี้ พวกเขาคงรู้ตัวว่าตนเองเป็นที่รักของคนทุกผู้บนแผ่นดินนี้มากเพียงไร
มีนิทานเรื่องหนึ่งถูกคัดลอกขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า นิทานพื้นบ้านของฮานึลที่ถูกแต่งขึ้นหลังชองยุนโฮครองราชย์ได้สามปีเศษ นิทานเล่มบางๆ ที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของหงส์แสนงามที่พลัดถิ่นจนกระทั่งได้พบกับมังกรฟ้าผู้กำชะตาชีวิตของหงส์ผู้งดงาม จุดจบของเรื่องราวคือภาพประกอบหน้าสุดท้ายของกระดาษที่บอกเล่าให้เด็กๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่าต้องเงยหน้ามองท้องฟ้า ว่าบนผืนนภาที่กว้างใหญ่นี้ จะมีหงส์และมังกรบินเคียงคู่กันอยู่บนนั้นเหมือนในนิทานหรือไม่
“ท่านแม่! ท่านแม่!”
เด็กหญิงตัวน้อยวิ่งตึงตังออกมาจากห้องนอน หลังจากที่พี่เลี้ยงเล่านิทานให้ฟัง มือเล็กๆ โบกหนังสือเก่าคร่ำครึในมือไปมาส่งให้ผู้เป็นแม่ดู
“ท่านแม่! โตขึ้นข้าอยากเป็นหงส์แสนงาม ข้าอยากเจอมังกรฟ้า!”
“เพ้อเจ้อ! รีบๆ ไปนอนได้แล้วไป”
หญิงวัยกลางคนรุนหลังเด็กน้อยวัยสี่ขวบให้เดินกลับไปหาพี่เลี้ยง นางหยิบสมุดนิทานเล่มบางเก่าแก่ออกจากมือของลูกสาว ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะอย่างไม่ใคร่สนใจเท่าใดนัก
โคมไฟข้างผนังที่ส่องแสงสีเหลืองอ่อนนั้นตกกระทบลงบนหน้าปกของนิทานเล่มเก่าเป็นสีนวล หมึกสีดำที่ตวัดเขียนอยู่เหนือภาพหงส์และมังกร คืออักษรฮันกึลคำว่า ‘동방신기의 이야기’
-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-
The End* Dong
Bang Shin Gi Season 3 [Final Season]
Talk
: อยากเป็นมังกร จะได้จับกดหงส์ผู้งดงาม!(<ไม่เคยจะซึ้งอ่ะ ติดเรทตลอด ฮ่าฮ่า) จบแล้วคับจบแล้ว โอ้วเย้ ไตรภาคเรื่องแรกของอิบีดิเอนแล้ว วาฮ่าฮ่า ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามคับ!! m_ _m!!!!~~ โอ่ย นับมาตั้งแต่ตอน 00-33 ก็เท่ากับ 34 ตอน *0* เยอะเหมือนกันนะเนี่ย ดีใจมากมายที่ยังมีคนติดตามมาจนถึงตอนจบของเรื่อง ทั้งที่เนื้อเรื่องก็ออกจะมึนๆ ภาษาก็งงๆ ยิ่งเป็นฟิคพีเรียดยิ่งยากจะทำความเข้าใจ(เพราะอิบีมันไม่เทพพอจะแต่งให้เข้าใจง่ายนั่นเอง ฮ่าฮ่า) ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ทุกกำลังใจที่มีให้นะคะ จนกว่าโลกนี้จะไร้ซึ่งอินเตอร์เนท บีจะรักทุกคนตลอดไป~ (แถไปไหนและกู ฮ่าฮ่า)
*thx comment ที่ช่วยดูคำผิดให้นะคะ (แจ้งได้เสมอ ^^~)
**เปิดจอง DBSG 3 แล้วเน๊อ ติดตามตอนพิเศษได้ในรวมเล่มเหมือนเดิมนะคะ ^^ ผู้ใดสนใจก็ตามลิ้งนี้ไปได้เลยเน๊ะ Click!!!
***สนใจรวมเล่ม 9095 | 9096 จิ้มโลด!~










