[TVXQ Fiction] Contact Lens – Contact 07
posted on 19 Oct 2009 01:18 by kimyoonbe in 06-ContactLens
TVXQ fanfiction No.6
Title :: Contact Lens
Author :: KimYoonBe [KYB]
Category :: Romantic Comedy
Pairing :: YunHo/JaeJoong , YooChun/JunSu
[Contact 07]
“พี่ฮยอนจุง นี่มันเกิดอะไรขึ้นครับ?” เกือบๆ ตีสองที่ชิมชางมินต้องเด้งตัวลุกจากที่นอนเพื่อมาเปิดประตูให้คนที่รัวกดกริ่งราวกับเกิดเหตุร้ายไฟไหม้ตึกก็ไม่ปาน หากแต่ความจริงแล้วเหตุร้ายที่ว่าคือสภาพเมามายของคนร่างบางที่อยู่ในวงแขนของนักแสดงหนุ่มต่างสังกัดตรงหน้านี้ต่างหาก
ชางมินรีบเข้าไปคว้าแขนอีกข้างของแจจุงมาคล้องคอแล้วสอดวงแขนประคองช่วยฮยอนจุงพาร่างคนเมาไปวางลงที่โซฟา กลิ่นแอลกอฮอล์ลอยคลุ้งขึ้นมาทันทีที่ร่างหมดสติถูกวางลง ฉุนเสียจนชางมินต้องยกมือขึ้นปิดจมูก
“พวกพี่ไปถล่มร้านเหล้ากันมาหรือไงครับ ทำไมถึงได้มีแต่กลิ่นเหล้าอย่างกับไปอาบกันมาเลยล่ะ”
ฮยอนจุงที่ถึงแม้จะมีกลิ่นแอลกอฮอล์ไม่น้อยไปกว่าแจจุง แต่ก็ใช่ว่าเขาจะดื่มมากอย่างร่างบาง สติจึงมีอยู่ครบเต็มที่ เขาเสยผมขึ้นก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่ว่างบนโซฟา “ถล่มยังน้อยไป เกือบได้ตกเป็นข่าวฉาวอยู่แล้วถ้าพี่ไม่ไปลากตัวกลับมาได้ทัน” ฮยอนจุงรู้ดีว่าเวลาแจจุงมีเรื่องกลุ้มใจเจ้าตัวมักจะหาทางออกด้วยการดื่มเป็นประจำ แต่ทุกครั้งก็ยังรู้จักลิมิตของตนเอง ต่างจากวันนี้ที่คงเพราะเหตุการณ์ที่เพิ่งได้เจอมาทำให้แจจุงดื่มแบบไม่สนใจโลก พอเมาไม่ได้สติก็ก่อเรื่องให้เขาต้องหัวหมุน แค่เขาแวะไปเข้าห้องน้ำแป็บเดียว แจจุงก็เกือบจะจับผู้หญิงที่ไหนไม่รู้จูบเอากลางผับแล้ว ดีที่เข้าไปลากตัวออกมาทัน ไม่อย่างนั้นได้ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งพรุ่งนี้เช้าแน่
“แปลกจังที่เป็นพี่ฮยอนจุง” ชางมินเดินกลับออกมาจากห้องน้ำพร้อมผ้าหมาดๆ เอ่ยถามพลางย่อตัวลงเช็ดใบหน้าขาวที่แดงจัดด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ปกติจะต้องเป็นพี่ยูชอนที่ลากพี่แจจุงมาส่งถึงห้องเขานี่นา แล้วไหงกลายเป็นพี่ฮยอนจุงไปได้เล่า? อ๊ะ แต่รู้สึกว่าพี่แจจุงกับพี่ฮยอนจุงจะเป็นเพื่อนต่างสังกัดกันนี่ ถ้าเขาจำข่าวซุบซิบมาไม่ผิดล่ะก็นะ
ฮยอนจุงขมวดคิ้วกับคำถามของเด็กโข่ง “แจจุงไม่เคยบอกเหรอ ว่าฉันกับแจจุงเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน” หากจะนับตามกฏหมายล่ะก็นะ ฮยอนจุงเก็บประโยคหลังไว้ในใจเพราะมันไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ต้องบอก เพราะถึงอย่างไรสาถานะของเขากับแจจุงก็เหมือนเพื่อนที่เรียนมัธยมปลายมาด้วยกันและบังเอิญเข้าวงการเหมือนกันก็เท่านั้น
“อ๊ะ เหมือนจะเคยได้ยินมาแฮะ” ชางมินทำท่าคิด ลางๆ ว่าช่วงที่พี่แจจุงเดบิวท์เป็นนักแสดงใหม่ๆ รู้สึกจะมีข่าวลือทำนองนี้ออกมาเหมือนกันว่านักแสดงหน้าใหม่ของวงการทั้งสองคนมีความเกี่ยวโยงกันทางเครือญาติ แต่เพราะอยู่คนละสังกัดก็เลยไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจสักเท่าไหร่ บวกกับตอนนั้นทั้งสองคนยังหน้าใหม่เกินไปสำหรับการตกเป็นข่าว
เมื่อไล่เช็ดไปตามหน้าตามคอและแขนแล้ว ชางมินก็ยืดตัวยืนขึ้น “ว่าแต่ ทำไมพี่ถึงพาพี่แจจุงมาห้องผมแทนที่จะเป็นห้องตรงข้ามล่ะ?”
“แจจุงเคยบอกน่ะว่ามาพักห้องนายบ่อยๆ และพี่ก็คิดว่าคืนนี้แจจุงไม่ควรจะกลับห้องตัวเอง”
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วไม่เข้าใจ
ฮยอนจุงลุกขึ้นยืน เขาเดินไปก้มตัวลงลูบเส้นผมของแจจุงเบาๆ “เรื่องบางอย่างก็ยากเกินจะเผชิญไหว ต่อให้เตรียมใจไว้แล้วก็ตาม” มือเรียวผละออกจากศีรษะเล็กแล้วยืดหลังตรง สองมือตบต้นขาตนเองเบาๆ พลางหันไปหาเจ้าของห้อง “เอาล่ะ พี่ต้องกลับแล้ว ยังไงคืนนี้พี่ฝากดูแจจุงด้วยนะ อย่างน้อยก็จนกว่าเจ้าตัวจะตื่น ให้เวลากับแจจุงหน่อย วันนี้เจ้าตัวเจออะไรมาเยอะน่ะ” ความหมายก็คือ อย่าเพิ่งส่งแจจุงกลับห้องจนกว่าเจ้าตัวจะตื่นนั่นเอง
ชางมินพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ ถึงจะพูดไม่ได้เต็มปากว่าเขาไม่ลำบากอะไรเลย แต่แจจุงก็เป็นรุ่นพี่ที่เขาเคารพมาโดยตลอด การจะดูแลเทคแคร์คนคนนี้จึงไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงสำหรับเขา อย่างน้อยชางมินก็ทำใจไว้แล้วตั้งแต่เห็นนิสัยอีกด้านหนึ่งของพี่แจจุงในวันแรกที่เจ้าตัวย้ายมาอยู่ห้องตรงข้ามแล้ว บอกตามตรงว่า ภาพลักษณ์สุดเลิศหรูในฝันของเขาที่มีต่อนักแสดงรุ่นพี่ยองอุง แจจุงแตกดังโผล๊ะเหมือนลูกโป่งโดนจิ้มนั่นแหละ ...ก็ในจอออกจะเพอร์เฟ็คซะขนาดนั้นอ่ะนะ
อีกอย่าง...คำพูดแฝงนัยของพี่ฮยอนจุง ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเรื่องระหว่างพี่แจจุงกับพี่ยุนโฮ
“ไม่ต้องห่วงครับ จากที่เห็น ผมว่าพี่แจจุงก็คงจะไม่ไหวจริงๆ ถึงได้ดื่มหนักขนาดนี้”
ฮยอนจุงยกยิ้มพลางพ้อยน์นิ้วใส่ “ฉลาดใช้ได้ งั้นพี่กลับก่อนนะ” ฮยอนจุงรู้ขอบเขตความเป็นส่วนตัวของคนอื่นดีว่าเรื่องไหนควรหรือไม่ควรพูด ดังนั้นเขาถึงไม่พูดมันออกมาตรงๆ และถ้าเขาคิดไม่ผิด ชิมชางมินก็พอจะรู้อะไรมาบ้างอยู่แล้ว
ชางมินเดินไปส่งนักแสดงรุ่นพี่ต่างสังกัดถึงหน้าประตูห้อง แล้วกลับมาจัดการกับร่างบางบนโซฟา ทำทุกอย่างอย่างที่เคยทำให้กับคนเมาตรงหน้านี้ กระทั่งเสื้อผ้าถูกเปลี่ยนใหม่หมด เขาถึงลากสังขารตัวเองกลับไปนอนในห้องนอนในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา
==+==+==+==+==+==
จำไม่ได้ว่าครั้งแรกที่เกลียดสายฝนคือเมื่อไหร่ รู้สึกตัวอีกทีก็ทนอยู่ท่ามกลางสายฝนไม่ได้แล้ว
วันนั้นฝนตกหนัก วิชาสุดท้ายที่เรียนคือการฝีมือ
“เก่งมากเลยจ๊ะแจจุง เอ้า ครูขอเอาไปโชว์ให้เพื่อนๆ ดูหน่อยนะจ๊ะ” มือของคุณครูสาวลูบเบาๆ บนเส้นผมสีดำนุ่มลื่น เธอระบายยิ้มให้เด็กน้อยวัยเก้าขวบอย่างอ่อนโยน ก่อนจะแบมือขอสร้อยเงินทำเองจากมือเล็กที่หยิบยื่นให้อย่างเก้อเขินที่ถูกชม
“บอกให้ส่งมาไงวะ ไอ้เด็กไม่มีพ่อ!!”
แรงผลักรุนแรงทำให้ร่างทั้งร่างกระแทกลงกับพื้นหญ้าฉ่ำน้ำ หัวเข่าซ้ายถลอก เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาปะปนไปกับเม็ดฝนที่ตกกระหน่ำ เจ็บจนอยากจะร้องไห้ ...มากกว่าเดิม
ร่างอ้วนท้วมของคนพูดขยับเข้ามาใกล้ร่างเล็กมอมแมมที่กระถดกายหนีจนหลังติดต้นไม้ ในขณะที่คนอื่นๆ กว่าสิบคนทำหน้าที่ยืนล้อมเป็นวงกลมปิดทางหนี “ไอ้ขี้แย ฟังไม่รู้เรื่องเหรอไงวะ บอกให้ส่งมา!!” มืออวบหนาคว้ากระชากคอเสื้อนักเรียนสีหม่นขึ้นมาอย่างไม่สนใจว่าร่างเล็กกว่าจะร้องโอดครวญด้วยความเจ็บจากข้อเท้าที่แพลงมากแค่ไหน
“อึก...ไม่...” ระดับเสียงที่หวานเกินกว่าจะเป็นเสียงของเด็กผู้ชายดังออกมาจากริมฝีปากสีชมพูสด แก้วตากลมโตท้วมท้นไปด้วยหยาดน้ำตา หากแต่แววตาที่แสดงออกมานั้นแข็งกร้าวอย่างไม่ยอมจำนนง่ายๆ
“กล้ามากนะฮันแจจุง! ครั้งก่อนยังไม่เข็ดใช่ไหม ถ้าไงให้ฉันช่วยเตือนความจำอีกสักทีดีไหมล่ะ?”
ศีรษะเล็กส่ายปฏิเสธลนลาน “ถ้าไม่อยากโดนดีก็ส่งสร้อยเงินนั้นมา!!!” มือขาวผอมที่กำสร้อยเงินไว้แน่นนั้นสั่นกึกกัก ไม่ว่ายังไงเจ้าตัวก็ไม่มีท่าทางจะยื่นของสิ่งนั้นมาให้ดีๆ มืออวบอ้วนจึงผลักไหล่บางนั้นกระแทกกับต้นไม้ ใบหน้าน่ากลัวเคลื่อนเข้ามาใกล้ ก่อนที่กำปั้นใหญ่จะตามมาอย่างไม่ให้ทันได้หลบหลีก
“กลับไปอยู่ในสลัมไปไอ้เด็กไม่มีพ่อ!!”
คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในหัว แม้แต่ตอนที่สติใกล้จะลางเลือน หรือกระทั่งเสียงสายฝนที่เทกระหน่ำพร้อมๆ กับเสียงฟ้าร้อง เขาก็ยังได้ยินคำพูดร้ายกาจนี้วนเวียนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมาอย่างชัดเจนราวกับมีใครเปิดเทปให้ฟังซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น
ก็แค่ไม่มีพ่อ ก็แค่ยากจน ...เขาไม่ใช่ตัวประหลาดสักหน่อย
เกลียดทุกคน
เกลียดโรงเรียน
ไม่เอาแล้ว
ไม่ไปอีกแล้ว
“แจจุง ออกมานี่หน่อยลูก” เสียงของผู้เป็นแม่ดังขึ้นจากหน้าประตูบ้าน ทำให้เด็กชายที่กำลังนอนงัวเงียอยู่จำต้องลุกขึ้นจากฝูกนอนเก่าๆ มายังประตูบ้านตามเสียงเรียก
ทันทีที่ลูกชายเดินออกมา มือของหญิงสาวก็ขยี้ลงไปบนกลุ่มผมนุ่มให้ยุ่งมากกว่าเดิม
“นี่ลูกชายของดิฉันค่ะ แกไม่ค่อยจะมีสังคมสักเท่าไหร่ แต่คิดว่าแกน่าจะเข้ากับลูกชายของคุณได้ ยังไงก็เรียนที่เดียวกันด้วยนี่คะ แต่น่าเสียดายที่ลูกดิฉันหยุดเรียนกลางคันไปปีหนึ่ง ไม่อย่างนั้นคงได้อยู่ชั้นเดียวกันแล้ว” คนสลึมสลือขมวดคิ้วยุ่งเมื่อได้ยินว่าแม่กำลังแนะนำตัวเองให้ใครอีกคนฟัง แล้วที่ว่าเรียนที่เดียวกันนี่อะไร? เขาบอกแม่ตอนไหนว่าอยากจะกลับไปเรียนอีกครั้ง “เอ้า แจจุง ทำความรู้จักกับคุณนายชองและลูกชายเพื่อนบ้านใหม่ซะสิลูก”
เพื่อนบ้านใหม่เหรอ? ...จะมีเด็กใจร้ายเพิ่มมาอีกคนงั้นเหรอ?
ไม่เอาแล้วนะ พอแล้ว... ไม่อยากรู้จักกับใครทั้งนั้น
“แจจุง...” คนเป็นแม่เน้นเสียงเรียกอีกครั้ง ทำให้คนก้มหน้าก้มตาได้แต่กำมือแน่นอยู่ข้างตัว กัดริมฝีปากอย่างฝืนทนก่อนจะยอมเงยหน้าขึ้นแต่โดยดี
...เพื่อพบกับแววตาสีน้ำตาลอ่อนของคนตรงหน้า
“ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชองยุนโฮ”
ทันทีที่ได้สบตา แจจุงก็รู้ว่าชีวิตของเขาได้ถูกแววตาคู่นั้นเปลี่ยนทุกอย่างไปนับตั้งแต่วินาทีนั้น
“แจจุง! ฉันผ่านแล้ว!! ฉันจะได้เข้า SM แล้ว!!” แรงกอดที่จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหันทำเอาร่างเล็กบางเซล้มลงไปกับพื้น ร่างของพวกเขากลิ้งไปมาหลายตลบจนคนตัวเล็กกว่าเริ่มรู้สึกเจ็บ อีกคนถึงได้ยอมลุกขึ้นมานั่งยิ้มพร้อมกับฉุดมือขาวให้ลุกนั่งตาม
“แจจุง ดีใจกับฉันไหม? ฉันเก่งหรือเปล่า?”
เห็นสีหน้ามีความสุขของคนถาม คนตัวเล็กก็พยักหน้ายิ้มตาม “อื้ม! ยุนโฮเก่งที่สุด ฉันคิดอยู่แล้วว่ายุนโฮจะต้องผ่านออดิชั่น”
เด็กหนุ่มเอื้อมจับมือเล็กมากุมเล่นอย่างเคยชิน “แต่ว่านะ ถึงจะผ่านแต่ก็ต้องเป็นเด็กฝึกหัดก่อน ไม่รู้ว่าจะได้เดบิวท์เมื่อไหร่ ...ว่าแต่ ตามสัญญานะแจจุง จำได้หรือเปล่า?” มือใหญ่แบหราตรงหน้าอีกคนเป็นเชิงทวงสัญญา
“จำได้สิ แต่ว่ามันเก่าแล้วนะ ยุนโฮอยากได้จริงๆ เหรอ ให้ฉันทำให้ใหม่ไม่ดีกว่าเหรอ?”
“ไม่เอา ฉันอยากได้อันที่นายใส่มาตลอดตั้งแต่เรารู้จักกันครั้งแรก นี่ ห้ามผิดสัญญานะ คำไหนคำนั้นสิ”
“ก็ไม่ได้ผิดสัญญาสักหน่อย แค่คิดว่ามันเก่าไป...”
“เก่าก็จะเอา ถอดมาเลย ใส่ให้ฉันด้วย” ถูกเร่งเอายิกๆ คนตัวเล็กก็ได้แต่ลอบยิ้มกับนิสัยของคนตัวสูง เขาก้มหน้าก้มตาจัดการถอดสร้อยข้อมือที่ทั้งเก่าและยังผ่านการถูกซ่อมมาไม่รู้กี่ครั้งออกจากข้อมือของตนเอง และสวมมันให้กับคนตรงหน้า
“ทำไมถึงอยากได้เส้นนี้นักล่ะ?” แจจุงเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ ตั้งแต่ที่รู้จักกันมาแรกๆ ยุนโฮก็บอกกับเขามาตลอดว่าอยากได้สร้อยข้อมือที่เขาสวมใส่อยู่ จนผ่านมาถึงห้าปีแล้วก็ยังไม่เปลี่ยนใจ เด็กผู้ชายอายุสิบสี่สิบห้าจะอยากได้สร้อยข้อมือเก่าๆ ไปทำไมกัน
“ก็เพราะว่าฉันเห็นนายให้ความสำคัญกับมันมาตลอดน่ะสิ” อาจจะเพราะนั่นเป็นสิ่งแรกที่แจจุงกล้าที่จะขัดขืนเพื่อนร่วมรุ่นที่มักจะหาเรื่องรังแกเขามาตั้งแต่เด็กเขาจึงเก็บรักษาเป็นอย่างดี เป็นครั้งแรกที่เขายอมเจ็บตัวจนถึงที่สุดก็ไม่ยกสร้อยข้อมือนี้ให้ใคร จะว่าเป็นความทรงจำที่ตัวเองคิดว่าน่าภูมิใจที่สุดก็คงได้แหละมั้ง แต่ถึงจะเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจแค่ไหนแจจุงก็ไม่คิดจะเล่าให้ยุนโฮฟัง ...เรื่องราวในอดีต ช่วงเวลาก่อนที่เขาจะหยุดเรียนไปหนึ่งปี แจจุงไม่เคยพูดถึงอีกเลย
เพราะมันไม่สำคัญอะไรอีกแล้ว เมื่อยุนโฮได้ก้าวเข้ามาในชีวิต
“แจจุง”
“หืม?”
“ขอจูบเป็นรางวัลหน่อยสิ”
ฝนตกอีกแล้ว...
ท้องฟ้าที่เห็นเมื่อมองผ่านระเบียงกระจกของตึกเรียนออกไปนั้นมืดครึ้ม เมฆฝนก่อตัวคล้ายจะเกิดพายุขนาดย่อม ช่วงขาเรียวก้าวยาวให้เร็วขึ้นเพื่อไปพบกับร่างสูงที่น่าจะซ้อมเต้นอยู่ในห้องชมรม ตั้งแต่ที่ผ่านการออดิชั่นเมื่อสองเดือนก่อน ยุนโฮก็ขยันฝึกซ้อมมากกว่าเดิมหลายเท่า ทั้งที่ช่วงเสาร์อาทิตย์ก็ต้องไปซ้อมที่สังกัดด้วยแท้ๆ
“รุ่นพี่ยุนโฮ วันนี้ฉันได้ยินข่าวแปลกๆ มาล่ะ” เสียงของหญิงสาวดังลอดออกมาจากประตูกระจกเลื่อนที่ปิดไม่สนิท แจจุงหยุดมือที่กำลังจะเปิดประตูขยับถอยออกเมื่อได้ยินเด็กผู้หญิงที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของชมรมเต้นเอ่ยชื่อของเขาออกมา
“จริงหรือเปล่าที่เค้าบอกว่ารุ่นพี่ยุนโฮกับฮันแจจุงคบกันอยู่?”
“ไปได้ยินมาจากไหน”
“ได้ยินจากไหนไม่สำคัญหรอก แค่บอกมาว่ามันจริงหรือเปล่า”
“ก็แค่เรื่องไร้สาระน่ะ”
“ชิส์ เจ้าพี่ยองเบบ้ากล้าดียังไงมากุเรื่องหลอก” หญิงสาวชักสีหน้าฉุนเฉียว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นท่าทางออเซาะชายหนุ่มร่างสูงด้วยการวาดวงแขนคล้องคอ “นี่ รุ่นพี่ยุนโฮ วันก่อนฉันได้ตั๋วหนังมาฟรีสองใบ ไปด้วยกันนะ”
แจจุงไม่ได้ยินว่าคนในห้องคุยอะไรกันต่อเมื่อเสียงสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาดังสนั่น และราวกับสติที่หมุนคว้างอยู่เมื่อครู่คืนกลับมาอีกครั้ง เขาหมุนตัวกลับหวังจะรีบเดินออกไปจากที่ตรงนี้ แต่กลับถูกร่างสูงใหญ่ของใครบางคนมายืนขวางไว้
“...ช...ชางยองเบ” แจจุงก้าวถอยหลังอย่างอัตโนมัติ ยิ่งเมื่อถูกมือหยาบใหญ่แตะปลายคางให้เงยขึ้น แจจุงก็ยิ่งลนลานอยากจะถอยหนี ทว่าขากลับไม่ยอมขยับ ความหวาดกลัวจากอดีตที่เคยถูกคนตรงหน้ากลั่นแกล้งมาตั้งแต่เด็กหรือแทบจะเรียกว่าตั้งแต่จำความได้ย้อนกลับมาให้เจ้าของร่างผอมบางได้สั่นสะท้านไปทั้งกาย
“หืม? โดนปฏิเสธซะแล้วนะคนสวย” ปลายนิ้วหยาบลากวนข้างแก้มเนียน “ไอ้ชองยุนโฮนั่นมันคงไม่คิดจะคบกับนายจริงๆ หรอก อย่าได้ใจไปหน่อยเลยว่านายมีคนปกป้องคุ้มกะลาหัว รู้ไว้ซะด้วยว่าที่แกกลับมาเรียนได้โดยไม่โดนพวกฉันแตะต้องก็เพราะน้องสาวฉันมันไม่อยากให้เพื่อนของคนที่มันชอบอยู่โดนรังแก หึ แต่ดูท่าว่าอีกไม่นานหมอนั่นก็จะออกจากโรงเรียนแล้วนี่นะ ทีนี้เราก็จะได้มาสนุกกันอีก”
“ออกจากโรงเรียน...”
“อ้าว นี่ไม่รู้หรือไงว่าเทอมหน้าทั้งน้องสาวฉันทั้งยุนโฮก็จะย้ายไปโซลแล้ว อ่ะ นี่คงไม่รู้สินะว่าสองคนนั้นผ่านออดิชั่นของ SM พร้อมกันน่ะ เอ...ไหนๆ ก็บอกแล้ว งั้นนายก็น่าจะรู้ไว้อีกอย่างนะ ว่าน้องสาวฉันกับชองยุนโฮน่ะคบกันอยู่ ก่อนที่นายจะรู้จักกับชองยุนโฮเสียอีก เพราะงั้นหมอนั่นมันถึงได้ทำแบบนี้ไงล่ะ” ใบหน้าขาวถูกมือหยาบบังคับปลายคางให้หันไปมองในห้องซ้อมเต้น
ภาพของคนสองคนที่กำลังจูบกันสร้างความปวดร้าวให้คนมองอย่างที่สุด
“ฮ่าๆ อะไรกัน ถึงกับร้องไห้เลยเหรอ นายนี่มันขี้แยไม่เปลี่ยนจริงๆ”
แจจุงสะบัดมือที่จับคางของตนออกแล้ววิ่งออกไปจากที่ตรงนั้นอย่างไม่สนใจเสียงหัวเราะที่ไล่มาตามหลัง อันที่จริงแล้วเป็นเพราะเขาไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น ในหัวอื้ออึงไปหมด ในอกก็เจ็บแปลบจนยากจะทานทน คงจะมีก็แต่เสียงสายฝนเท่านั้นที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในอกราวกับเม็ดฝนที่ตกกระทบลงมาเป็นเข็มแหลมคมนับหมื่นเล่มกำลังทิ่มแทงลงมากลางใจ
ทั้งหมดมันเป็นเรื่องหลอกลวงมาตลอดใช่ไหม
ห้าปีที่ผ่านมามันเป็นแค่เรื่องล้อเล่นใช่หรือเปล่า
ชองยุนโฮก็เป็นคนใจร้ายเหมือนทุกคนที่เข้ามายุ่งกับเขา
ทุกคนสนุกที่ได้ทำร้ายเขา
และครั้งนี้มันก็สำเร็จดีเสียด้วย
หัวใจของเขาถูกทำลายจนย่อยยับ
ชองยุนโฮ นายร้ายกาจกว่าทุกคน ฉันจะไม่มีวันยกโทษให้นาย
ไม่มีวัน!
“แจจุง กลับมาแล้วเหรอลูก” หญิงวัยกลางคนเดินเข้าไปเช็ดผมของลูกชายที่กลับมาถึงบ้านด้วยสภาพเปียกมะล่อกมะแล่ก “นั่งลงก่อนนะ แม่มีเรื่องที่ต้องบอก ...ลูกก็รู้ใช่ไหมว่าแม่พยายามทำงานใช้หนี้ให้พ่อของลูกมาโดยตลอด แต่ว่าหลังจากนี้แม่คิดว่ามันอาจจะดีกว่าถ้าลูกไปอยู่กับเพื่อนของแม่ ...แจจุง ลูกก็รู้ใช่ไหมว่าแม่รักลูก ...แม่รู้ว่ามันอาจจะฟังดูเห็นแก่ตัว หรือไร้ความรับผิดชอบ แต่ว่า....”
“จะให้ผมไปเมื่อไหร่ครับ” แจจุงตัดบทของผู้เป็นแม่ เขารู้ว่าแม่ต้องการอะไร สิ่งที่เขาปฏิเสธมาตลอดตั้งแต่เด็กเพราะกลัวกับการไปอยู่กับคนแปลกหน้า แต่ตอนนี้เขายอมย้ายไปอยู่กับคนแปลกหน้าแทนที่จะอยู่ใกล้กับใครบางคน บางที เขาควรจะย้ายไปตั้งนานแล้วแทนที่จะฝืนอยู่ต่อให้แม่ต้องลำบากเลี้ยงดูเขาทั้งที่มีหนี้สินมากมายอย่างนี้ ...เขาควรจะไปก่อนที่จะได้รู้จักกับผู้ชายใจร้ายที่ชื่อชองยุนโฮ
“ถ้าลูกตัดสินใจจริงๆ ทางบ้านคิมก็พร้อมจะมารับลูกทุกเมื่อ เอกสารทุกอย่างเตรียมหมดแล้ว ทันทีที่ลูกเปลี่ยนนามสกุลแม่ก็จะกลายเป็นคนอื่น แต่ว่า แม่ก็ยังจะเป็นแม่ของลูกอยู่เสมอนะ เรื่องหนี้สินแม่จะทำให้มันจบที่ชื่อของแม่คนเดียว แม่ไม่ยอมให้ลูกต้องลำบากเป็นอันขาด”
“ผมทราบครับว่าแม่ต้องลำบากมาตลอด ถ้าอย่างนั้นผมก็พร้อมจะไปให้เร็วที่สุด”
.
.
.
“อึก....” ความปั่นป่วนในท้องที่ก่อตัวขึ้นทำให้ร่างบางรีบลุกพรวดพราดจากโซฟาไปยังอ่างล้างจานในครัว เขาโก่งคอสำรอกของในท้องออกมาจนหมด มือเรียวเปิดก๊อกน้ำ ใช้มือรองน้ำมากลั้วปากก่อนจะชะโงกใบหน้าเข้าไปใกล้เพื่อชะล้างทั้งอาการปวดหัวและความง่วงงุน
“บ้าชะมัด” เสียงหวานสบถหงุดหงิด สายตามองสำรวจตัวเองแล้วเพิ่งเห็นว่าถูกรุ่นน้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ รวมถึงเพิ่งปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าคงเป็นเพราะฮยอนจุงมาส่งเขาที่นี่ตอนที่เขาเมาไม่รู้เรื่อง ก่อนจะพาตัวเองไปนอนลงบนโซฟาเช่นเดิม
ท่อนแขนขาวข้างซ้ายที่ปราศจากสร้อยข้อมือแสนรักมาหลายปีพาดลงบนหน้าผาก เปลือกตาบางหลับลงอย่างเหนื่อยล้าราวกับไปออกกำลังกายมาเป็นชั่วโมง ความฝันที่เพิ่งพ้นผ่านสร้างความอึดอัดใจให้กับเจ้าตัวไม่น้อย ทั้งที่อยากจะลืมมันไป แต่กลับยังจำได้ราวเห็นเป็นภาพแผ่นฟิล์มหนังเรื่องหนึ่ง
เมื่อไหร่จะลืมเรื่องพวกนั้นไปสักที
นายทิ้งตัวตนของฮันแจจุงไปแล้วไม่ใช่หรือไง
แจจุงที่โง่เง่ากับความรัก แจจุงที่เคยมีชองยุนโฮเป็นเหมือนโลกทั้งใบ แจจุงที่อ่อนแอ แจจุงที่ขี้แย คนไม่ได้ความอย่างนั้นเมื่อไหร่นายจะลืมๆ มันไปเสียทีคิมแจจุง!!!
“หยุดสักทีได้ไหม...” ริมฝีปากบางขยับแผ่วท่ามกลางความมืดสลัวของช่วงเวลาเช้าตรู่ ร่างกายรู้สึกหนักอึ้งจนยากจะข่มใจให้ลุกขึ้นตื่นได้ สายตาเหลือบมองนาฬิกาบนผนังห้องของรุ่นน้องแล้วเห็นว่ายังเหลือเวลาอีกกว่าสามชั่วโมง ก่อนจะถึงเวลานัดตามตารางงานจึงตัดสินใจที่จะนอนต่อ
ถ้าจะกลับเข้าไปในห้องแล้วต้องเจอหน้ากับหมอนั่นตอนนี้ ก็ขอเวลาให้เขาทำใจอีกสักนิดเถอะ
==+==+==+==+==+==
ความอึดอัดก่อตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อห้องอัดเสียงเหลือเพียงคนสองคนตามลำพัง
ตั้งแต่เมื่อวานแล้วที่นักร้องดูโอ้ซึ่งกำลังดังเป็นพลุแตกอยู่ในเวลานี้อัดเสียงผิดพลาดจนต้องยกเลิกมาอัดใหม่ในเช้าวันนี้ นักร้องมากความสามารถที่กล่อมใครต่อใครมานับไมถ้วน จู่ๆ ก็ร้องผิดคีย์สวนทางกันชนิดที่ว่าทีมงานพากันยกมือขึ้นกุมขมับรับไม่ได้ จนถึงกับต้องบังคับให้เด็กหนุ่มทั้งสองนั่งทำสมาธิกันสองคนภายในห้องอัดเสียงตามลำพัง ก่อนที่ทีมงานทุกคนจะกลับมาอัดเสียงกันใหม่ในช่วงบ่ายของวันนี้
เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับวง MX Shine มาก่อน ทุกคนจึงตั้งรับกันแทบไม่ทัน ไม่รู้ว่าต้องแก้สถานการณ์ยังไง ผลที่ได้จึงเป็นการปล่อยให้ตัวนักร้องเคลียร์ปัญหาด้วยกันเอง โดยที่พวกทีมงานเองก็ไม่รู้ว่ามันจะได้ผลหรือเปล่า
และถ้าจะให้ยูชอนอธิบายว่าทำไมเขาถึงได้ร้องเพลงผิดคีย์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนละก็ เขาเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แม้แต่เจ้าตัวเองยังไม่รู้ถึงสาเหตุ แล้วจะให้เขาเคลียร์ตัวเองด้วยวิธีไหนกันล่ะ? ยิ่งกับเหตุผลของจุนซูแล้วเขาก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าคนที่ร้องเพลงชวนฝันอย่างหมอนี่เหตุใดจู่ๆ ก็เพี้ยนขึ้นมาเสียได้
เกือบห้านาทีเห็นจะได้ ที่ยูชอนถูกปล่อยเกาะอยู่กับคนข้างกายตามลำพังท่ามกลางความเงียบ กระจกใสตรงหน้าสะท้อนภาพของร่างเล็กที่นั่งก้มหน้าสองมือเกี่ยวกันไปมา พอเห็นท่าทางอย่างนั้นยูชอนก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดไม่สบอารมณ์ ไอ้นิสัยไม่ยอมพูดกันตรงๆ ของคิมจุนซูมันน่ารำคาญชะมัดเลยให้ตายเถอะ
ร่างสูงถอนลมหายใจแรง ก่อนตัดสินใจหมุนเก้าอี้ที่นั่งอยู่หันไปทางเพื่อนร่วมวงที่มีเพียงหนึ่งเดียว
นิ่งคิดอยู่หลายวินาที ก่อนจะเอ่ยออกไป “ตกลง เราสองคนมีปัญหาอะไรกันหรือไง” เป็นคำถามที่ถามซ้ำซ้อนยังไงชอบกลเมื่อพูดออกไปแล้ว เพราะยูชอนเองก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขามีปัญหากันหรือเปล่า ก็ก่อนหน้านี้ไม่ได้ทะเลาะอะไรกันนี่?
คนถูกถามไม่ตอบด้วยคำพูด ศีรษะกลมส่ายเบาๆ แทนการปฏิเสธ
“ถ้างั้นนายมีปัญหาอะไรคับข้องใจหรือไง” บางทีจุนซูอาจจะมีปัญหาอะไรไม่สบายใจเจ้าตัวถึงได้ไม่มีสมาธิในการร้องเพลง ยูชอนคิดไปอย่างนั้นโดยไม่สนใจจะหาปัญหาของตัวเองที่ทำให้ร้องเพี้ยนแม้แต่น้อย ...ไม่แน่ว่าที่เขาร้องเพี้ยนอาจเป็นเพราะจุนซูเพี้ยนมาก่อน เขาถึงได้เพี้ยนตามก็ได้?
“ฉันผิดเอง” คำตอบไม่ตรงคำถาม ใบหน้าหวานเงยขึ้นสบตากับร่างสูงที่ตั้งท่าจะอ้าปากแต่กลับถูกเสียงเล็กเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน “ขอโทษที่ทำให้ยูชอนต้องเสียเวลาอัดเสียงใหม่ ฉันไม่ดีเองที่ร้องผิดคีย์”
วะ เห็นมะ บอกแล้วว่าเขาไม่ได้เพี้ยนเอง แต่เพี้ยนตามจุนซูต่างหาก ยูชอนให้คำตอบกับตัวเองหน้าด้านๆ
“แล้วตกลงนายมีปัญหาอะไรหรือไง ปรึกษาฉันก็ได้นะ”
“ปัญหาเหรอ...” จุนซูหลบตาลดเสียงที่เบาอยู่แล้วให้เบามากกว่าเดิม “...ยูชอน”
“ห๊ะ?”
“เพราะยูชอน...”
เจ้าของชื่อชักสีหน้า “หมายความว่าไงเพราะฉัน?”
“เพราะยูชอน ทำให้ฉันเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน”
บทจะโง่ยูชอนก็โง่ได้ใจ “ไม่เข้าใจ นายต้องการจะพูดอะไรกันแน่ ฉันไปทำอะไรให้นายเคืองหรือไง”
“ตรงกันข้าม เพราะยูชอนไม่ได้ทำอะไรเลยต่างหาก...” เหมือนว่าเจ้าตัวอยากจะพูดอะไรต่ออีก แต่ก็เปลี่ยนใจ “ช่างเถอะ เอาเป็นว่าฉันผิดเอง ต่อจากนี้ฉันจะไม่ทำให้ยูชอนต้องเดือดร้อนอีก”
ยิ่งฟังยิ่งหงุดหงิด ช่างเชิ่งอะไรวะ ตัดสินใจเอาเองทั้งที่มีเขาเกี่ยวโยงด้วยนี่มันน่าหงุดหงิดใจชะมัด ยูชอนไม่ยอมให้คนตัวเล็กหลบสายตาอีกต่อไป เขาเอื้อมมือออกไปจับคางให้เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมา
“ฉันเบื่อจะทำความเข้าใจนายแล้วนะจุนซู อารมณ์ของนายแปรปรวนจนฉันจับต้นชนปลายไม่ถูก ฉันพูดดีด้วยนายก็เอาแต่เงียบ พอฉันทนไม่ไหวนายก็ยอมพูดมากกว่าปกติ ทั้งที่ฉันคิดว่าเราคงเข้ากันได้แล้วหลังจากเรื่องยกเลิกแยกวงวันนั้น แล้วนี่อะไร พอมาวันนี้นายกลับไปเงียบอีกแล้ว ฉันเอาใจนายไม่ถูกจริงๆ จุนซู”
แม้จะถูกจับให้เงยหน้าขึ้น แต่จุนซูก็ยังเสสายตาหลบ
“ช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจหน่อยได้ไหมว่ามันเพราะอะไรนายถึงเป็นอย่างนี้ ถ้าเป็นเพราะฉันก็บอกมาว่าจะให้ฉันทำยังไงนายถึงจะพอใจ”
ความเงียบทำให้ยูชอนต้องแค้นเสียงหนัก “ว่าไงล่ะ บอกมาสิ”
“ยูชอนทำไม่ได้หรอก”
“ลองบอกมาก่อนสิ ตัดสินเอาเองได้ยังไงว่าฉันจะทำไม่ได้”
มือเล็กบีบกันแน่นขึ้น ขณะที่น้ำหนักมือที่ปลายคางเพิ่มตามไปด้วย จุนซูจึงจำยอมหันสายตามาสบกับรัตติกาลตรงหน้า ริมฝีปากเม้มบางก่อนขยับเอ่ย “ยูชอนก็ตอบรับความรู้สึกของฉันสิ”
เงียบไปชาติเศษ กว่าที่ร่างสูงจะหาเสียงตัวเองเจอ “อะไรนะ?”
“เพราะยูชอนไม่ตอบรับความรู้สึกของฉัน ฉันก็เลยเศร้าที่ถูกหักอก แล้วก็เลยเอาอารมณ์มาปนกับเรื่องงาน ...เพราะว่าฉันปวดใจจนอยากจะร้องไห้อยู่แล้ว”
อึ้งไปอีกสิบชาติ ยูชอนกระพริบตาปริบๆ สมองสั่งชัตดาวน์อะเกนแอนด์อะเกนคล้ายได้ยินทำนองเพลงของวงทูพีเอมดังแว่วอยู่ในหัว อะไรนะ? รีเพลย์ให้ฟังอีกทีดิ๊ ขอทำความเข้าใจอีกสักล้านรอบ
ไอ้ที่ต่อยแล้วจูบ ก่อนตะคอกใส่หน้าว่าชอบ ...นั่นคือวิธีการสารภาพความรู้สึกของคิมจุนซูจริงๆ งั้นเหรอ?
ซาดิสม์เกินไปแล้ว!!!
แต่ก่อนจะไปคิดถึงตรงนั้น มาคิดก่อนว่าเขาไปหักอกจุนซูตอนไหน ในเมื่อเขาก็เพิ่งจะรู้ว่าจุนซูชอบเขาจริงๆ ก็เมื่อสองวินาทีก่อนนี้เอง
“เดี๋ยวก่อนนะ เฮ้ย อย่าเพิ่งร้องไห้!” ยูชอนยกไม้ยกมือขอเวลานอก แล้วก็ต้องตกใจที่เห็นดวงตาเรียวเล็กฉ่ำไปด้วยน้ำตา มือใหญ่ลนลานปาดน้ำตาให้พ้นผิวแก้มนุ่ม ...โอ๊ย ทนมองไม่ได้ อย่ามาร้องไห้ต่อหน้ากันอย่างนี้สิเว้ย!
“ฮึก...ยูชอนทำไม่ได้จริงๆ ด้วย....” ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ร่างเล็กสั่นเทิ้ม
“นายจะบ้าหรือไง อยู่ๆ จะมาให้ตอบรับกันง่ายๆ ใครจะไปทำได้ โอ๊ย อย่าร้องได้ไหมเนี่ย นายเป็นผู้หญิงหรือไงกัน” ดูเหมือนว่าจะเช็ดเท่าไหร่ก็ไม่หมดเมื่อคนตัวเล็กร้องไห้ไม่หยุด ยูชอนชักเริ่มสงสัยแล้วว่าคิมจุนซูที่ใครๆ เห็นว่าร่าเริงสดใสไร้เดียงสา กับคิมจุนซูที่เขาเห็นว่าเงียบชอบเก็บตัว อาจไม่ใช่นิสัยที่แท้จริงของเจ้าตัวเลยก็เป็นได้
คนสามบุคลิค? บ้าแล้ว เกิดมาจนหน้าผากจะเถิกไปถึงกลางหัวปาร์คยูเพิ่งจะเคยประสบพบเจอก็วันนี้แหละ!
“จุนซู...”
“ฮึก ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันไม่อยากฟัง ยูชอนไม่ชอบฉันก็ไม่เป็นไร แต่อย่าพูดมันออกมาได้ไหม ไม่อย่างนั้นฉันอาจจะทนไม่ได้แล้วจับนายขืนใจมันตรงนี้เลยก็เป็นได้ โฮฮฮฮ~”
กูฟังอะไรผิดเพี้ยนไปหรือเปล่า? “เอ่อ...จุนซู เมื่อกี๊นายว่า......”
“ไม่ยอมหรอก ฮึก ยูชอนปฏิเสธฉันเพราะมียองอุง แจจุงคนนั้นใช่ไหมล่ะ ฮึก ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันเข้าใจแล้ว ถ้ายูชอนพูดอะไรออกมาล่ะก็ ฉันคงหยุดตัวเองไม่ให้แย่งนายมาจากยองอุง แจจุงไม่ได้แน่ๆ ฮือออ~”
“นายเข้าใจ.....” คำว่า ‘ผิดแล้ว’ ยังไม่ทันจะหลุดออกจากปากของคนที่ยังหาสติกลับมาได้ไม่ครบดี เสียงแหลมเล็กก็ตวาดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ก็บอกว่าไม่ต้องพูดไงเล่า!! ฮึ๊ก ไม่อยากฟัง!!!!” มือเล็กสองข้างยกขึ้นปิดหูตัวเองแน่น หลับตาก้มหน้าส่ายหัวเป็นพัลวัน
“ก็บอกว่าไม่ใช่....โอ๊ยย!!!” ถึงสติจะยังเอ๋อแดก แต่ยูชอนก็คิดว่าควรจะแก้ไขเรื่องเขากับแจจุงให้คนตรงหน้าเข้าใจเสียใหม่ แต่กลับถูกมือเล็กผลักไหล่จนตกเก้าอี้ไปนอนแอ่กกับพื้นดังโครม
เจ็บจุกแทบอ้วก
เก้าอี้กลมล้มตึงเฉียดศีรษะไปสองคืบ กำลังจะลุกขึ้นมาเอาเรื่องด้วยอารมณ์ของยูชอนขาดสะบั่นไปเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้ดูเหมือนทั้งสมองและร่างกายจะไปช้ากว่าใจคิดเสียเหลือเกิน
ร่างเล็กๆ ของจุนซูตามลงมานั่งคร่อม เรียกว่ากระโดดเทคตัวลงใส่เลยน่าจะถูกกว่า พร้อมๆ กับที่มือเล็กกดไหล่กว้างให้นาบลงกับพื้น
“ทำอะไรของนายวะ อื้อ!” จูบเน้นๆ แบบแนบสนิทไม่คิดจะผละออกทำเอาลูกตาของยูชอนแทบจะทะลักออกมาจากเบ้า ลมหายใจถูกสูบไปพร้อมกับวิญญาณที่กำลังจะล่องลอยออกจากร่าง
เดี๋ยวก่อนสิเว้ย อย่ามาถลกเสื้อคนอื่นแล้วจับบี้นมเค้าง่ายๆ อย่างนี้สิวะ!!!
“อ่ะ อื้ออ อื๊ม!!” ยูชอนพยายามจะยกมือที่ไร้เรี่ยวแรงเพราะความช็อกขึ้นดันร่างของคนด้านบนออกจากตัว แต่ไม่รู้ทำไมไอ้ความรู้สึกเสียววาบวูบจากปลายนิ้วเย็นๆ ที่มุ่งมั่นกับยอดอกของเขามันพาลจะไล่ตะเพิดเรี่ยวแรงและสติออกไปมากกว่าเดิม
เกือบๆ จะขาดออกซิเจนแล้วจริงๆ ประตูกันห้องอัดเสียงก็เปิดออกพร้อมกับเงาดำที่พาดทับลงมายังม่านตาของคนที่นอนตาค้างอยู่เบื้องล่าง หัวใจแฟ่บๆ ของปาร์คยูชอนขยายพองโตทันทีที่เห็นหน่วยกู้ภัยมาช่วยชีวิต ทว่าหน่วยกู้ภัยคนนั้นกลับคว้าเอวของคนตัวเล็กไว้แล้วซัดหมัดหนักๆ เข้ากลางดั้งจมูกของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเสียนี่!!
“ไอ้เชี่ย! แกทำอะไรจุนซูของฉันวะ!!”
เออ...คือ คนถูกทำคือกูนะครับ ไอ้สลัดอีฮยอคแจ!!!!
==+==+==+==+==+==
Please Wait Our Next Contact!
*ฟิคเรื่องนี้ตกลงจะอารมณ์ไหน?(กร๊ากกกกกกก)
**สำหรับผู้ที่รอรับที่คั่นหนังสือ อย่าลืมแวะไปดูรายชื่อด้วยเน๊อว่าตกหล่นอ๊ะป่าว Click
***ดูซีรี่ส์พี่กึนซอกวัยเยาว์ ตัวละครเรียกความสนใจด้วยการตะโกนว่า นั่น ทงบังชินกิ! (อิบีนั่งฮาไร้สาเหตุไปสิบชาติ 55)












ฉากฝนตกในอดีตทำให้รู้สึกว่าแจจุงเหมือนถูกสวรรค์กลั่นแกล้ง แต่แจจุงคงเข้าใจอะไรผิดยุนโฮรึเปล่า เพราะดูเหมือนยุนโฮจะไม่รู้เรื่อง
เรื่องนี้คู่ยูซูงงมากมาย จุนซูรุกปาร์คตลอด เดี๋ยวตบจูบ นี่ยังจะกดยูชอนอีก จุนซูดูเป็นคนน่ากลัวอย่างไงก็ไม่รู้ หลายบุกคลิก แต่เราก็รู้สึกว่าน่ารักดี
ขอบคุณคนแต่งคะ
#1 By ange (124.122.234.236) on 2009-10-19 03:20