[TVXQ Fiction] Contact Lens – Contact 06
posted on 13 Oct 2009 20:30 by kimyoonbe in 06-ContactLens
TVXQ fanfiction No.6
Title :: Contact Lens
Author :: KimYoonBe [KYB]
Category :: Romantic Comedy
Pairing :: YunHo/JaeJoong , YooChun/JunSu
[Contact 06]
“ทำไมฉันถึงต้องเล่นเอมวีตัวนี้ให้นาย?” เรียวคิ้วคนพูดกดเข้าหากันขณะหันมองเพื่อนซี้ที่นั่งกอดหมอนอยู่ข้างกัน เจ้าของห้องขยับตัวเอียงข้างเปลี่ยนจากหลังเป็นไหล่ใช้พิงโซฟาอย่างต้องการจ้องตาเพื่อนเพื่อคั้นเอาคำตอบ
แจจุงกับยูชอนนั่งเกลือกกลิ้งกันอยู่บนพื้นภายในห้องรับแขกของบ่ายวันอังคาร
นิ้วชี้เรียวยาวจิ้มจึ๊กใส่ปมคิ้วคนสวยทีนึง “ช่วยจัดการอะไรกับตรงนี้ของนายเสียทีเถอะ เห็นแล้วหงุดหงิดว่ะ”
มือขาวปัดมือใหญ่ออกแล้วขยี้หว่างคิ้วตัวเองเบาๆ “ฉันจะทำหน้ายังไงมันก็เรื่องของฉัน อย่ามาทำเปลี่ยนเรื่อง ถ้าเหตุผลนายฟังไม่ขึ้นฉันไม่ตกลงแน่”
ยูชอนสูดหายใจลึก ราวกับคนที่ต้องการออกซิเจนมาเลี้ยงสมองที่เข้าขั้นวิกฤตใกล้ลาโลกในอีกสองวินาที และเพื่อความปลอดภัย ยูชอนจึงรวบมือของแจจุงทั้งสองข้างมากำไว้ก่อนที่เขาจะเอ่ยอะไรออกไป
“ถ้าฉันบอกเหตุผลจริงๆ ให้นายฟัง สัญญามาก่อนว่านายจะไม่หนีอีก ห้ามลงไม้ลงมือกับฉันด้วย”
“หมายความว่าไง ฉันจะหนีไปไหน” แจจุงชักมือกลับ แต่กลับถูกยึดไว้แน่นขึ้น “นายต้องการจะพูดอะไรกันแน่ยูชอน”
แน่นอนว่ายูชอนไม่ได้หมายความว่าเพื่อนจะหนีไปไหน แต่หมายความว่าแจจุงจะไม่เลี่ยงที่จะเอ่ยคำตอบออกมา เขาไม่จำเป็นต้องอธิบายความหมายนี้ด้วยคำพูดอีกเมื่อใช้สายตาจ้องประสานอีกฝ่ายอย่างจริงจัง เป็นสายตาที่บ่งบอกให้ร่างเล็กรู้ว่าเพื่อนต้องการจะพูดเรื่องอะไร ยูชอนกำมือเล็กที่เริ่มสั่นให้แน่นขึ้น “นายกับชองยุนโฮ เคยเป็นแฟนกันใช่ไหม ...ไม่ต้องถามว่าฉันรู้ได้ยังไง แค่นายตอบมาแจจุง”
หลังเสียงทุ้ม เกิดความเงียบขึ้นอึดใจหนึ่ง ก่อนที่คนตัวเล็กจะเอ่ยตอบ “ใช่”
ร่างสูงพยักหน้ารับอย่างที่คิดไว้อยู่แล้ว “ถ้าอย่างนั้น ฉันขอถาม...”
“ไม่ ยูชอน” แจจุงพูดขัดขึ้น “ฉันไม่อยากพูดถึงมันอีก” ไม่อยากแม้แต่จะนึกถึง แจจุงรู้สึกอึดอัดในอกขึ้นมาอย่างฉับพลัน อดีตที่ร้ายกาจเป็นสิ่งเดียวที่แจจุงไม่อยากเปิดเผยให้ใครรับรู้แม้แต่เพื่อนสนิทอย่างยูชอน เพราะอย่างนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาจึงไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ ต่อให้เขาสนิทกับยูชอนมากแค่ไหนก็ตาม ...แค่เรื่องนี้เท่านั้น
“ทำไมล่ะแจจุง นายเอาแต่หนีอยู่อย่างนี้ แล้วนายจะมีความสุขได้ยังไง ฉันเพิ่งรู้ว่าการที่นายชอบออกไปดื่มก็เพราะต้องการหนีความจริงที่ต้องเผชิญ”
“ฉันไม่ได้หนี”
“คำพูดของนายมันฟังไม่ขึ้น ก็เห็นกันอยู่ว่านายเป็นยังไง ยิ่งช่วงนี้ที่นายกลับมาจากญี่ปุ่นนายแทบไม่ได้หยุดเที่ยวกลางคืนเลยสักวัน” ยูชอนยึดมือเล็กที่ทำท่าจะขัดขืน “นายกำลังหนีแจจุง บอกฉันมา ว่าหากนายไม่ได้หนี แล้วทำไมถึงปฏิเสธที่จะเผชิญหน้ากับชองยุนโฮ” ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กงานใหญ่ หากมีชื่อชองยุนโฮ แจจุงมักจะเลี่ยงเสมอ หรือต่อให้ต้องไปร่วมงานด้วยกันเจ้าตัวก็มักจะหงุดหงิดอารมณ์เสียอย่างเห็นได้ชัด นี่น่ะเหรอที่เค้าเรียกว่าไม่ได้หนี ต่อต้านกันเห็นๆ เลยต่างหาก
แจจุงกระชากมือตัวเองออกมาได้ในที่สุด เขาหันหนีสายตาเพื่อนพลางเสยผมตัวเองขึ้นก่อนจะปล่อยให้เส้นผมตกลงมาอย่างไม่สนใจจะจัดให้เข้าทรง “ถ้านายไม่ทันสังเกตเห็นล่ะก็ ฉันเป็นนักแสดงของ SM และยุนโฮก็เป็นนักร้องของ SM ถ้าฉันคิดจะหนี ฉันไม่มาเข้าสังกัดเดียวกันอย่างนี้หรอก”
“ถ้าอย่างนั้น นายก็ตอบรับเล่นเอมวีให้ฉันสิ” แน่นอนว่าเรื่องเอเยนต์ผู้จัดการเป็นคนทำเรื่องให้แล้ว แต่หากเจ้าตัวไม่ตอบรับเองก็ไม่มีความหมาย ยูชอนจึงใช้เวลาว่างที่มีน้อยนิดจากตารางงานที่เต็มเอี๊ยดแวะมาหาเพื่อนถึงห้องพัก และยูชอนก็รู้ดีว่าการจะกล่อมให้แจจุงรับปากทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าจะต้องร่วมงานกับชองยุนโฮเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะพูดเรื่องส่วนตัวของแจจุงออกไปอย่างนี้
เพราะสักวันเขาก็ต้องพูดออกไปอยู่ดี ต่อให้เขาไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ที่แท้จริงก็ตาม ในเมื่อเขาห่วงเพื่อนคนนี้ไม่ต่างไปจากคนในครอบครัว แต่ปัญหาก็คือ แจจุงเลือกที่จะบ่ายเบี่ยงทุกครั้งที่เขารุกเข้าหาอย่างในตอนนี้ การจะต้อนให้จนมุมคงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างน้อยตอนนี้เขาก็รู้แน่ชัดแล้วว่าแจจุงกับชองยุนโฮเคยคบหากันมาก่อน
“เพราะฉันไม่สมัครใจจะทำงานร่วมกับหมอนั่นมันก็แค่นั้น”
“นั่นเพราะนายกลัวหรือเปล่าแจจุง” ชายหนุ่มไม่เห็นหน้าของเพื่อนว่าเป็นยังไงเมื่ออีกฝ่ายพลิกตัวหันหลังให้กับเขาอย่างนี้
“ทำไมฉันต้องกลัว”
ยูชอนแอ่นหลังไปกับตัวโซฟาที่พิงอยู่ เขาเหยียดแขนสองข้างขึ้นสูงคล้ายจะบิดคลายกล้ามเนื้อพลางพูดเสียงสูงหวังให้บรรยากาศไม่ตึงเครียดมากเกินไป “ก็ไม่รู้สิ นายอาจจะกลัวใจตัวเองก็ได้ใครจะรู้ล่ะ”
“ฉันไม่เข้าใจ ทำไมนายต้องมาจับฉันไปเจอกับหมอนั่นทั้งที่นายก็รู้ว่าฉันไม่ชอบ นายเป็นเพื่อนฉันนะยูชอน”
“ก็เพราะว่าเป็นเพื่อนฉันถึงได้ห่วงนายอยู่นี่ไงเล่า!” มือใหญ่วางทับลงบนกลุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนแล้วขยี้เบาๆ “แจจุง ฉันพูดจริงๆ นะ ฉันเป็นห่วงนายมาได้พักใหญ่แล้ว ก่อนที่นายจะไปญี่ปุ่นเสียอีก” เขาลดน้ำเสียงให้เบาลง แทบจะเรียกได้ว่าอ่อนโยนด้วยซ้ำ มือยังคงลูบศีรษะเพื่อนที่นั่งหันหลังให้กับเขาอยู่ “จำได้ไหมวันที่นายไปอัดรายการที่มีชองยุนโฮเป็นแขกรับเชิญด้วย พอกลางดึกนายก็มาหาฉันถึงห้อง วันนั้นฝนตกหนัก และตัวนายก็เมาจนแทบคุมสติไม่อยู่ ...ดีเท่าไหร่แล้วที่นายขับรถมาหาฉันได้ แล้วยังมาตัวเปียกซะขนาดนั้น” ยูชอนเสริมเบาๆ แล้วเอ่ยต่อ “ตอนแรกฉันก็ไม่ได้ติดใจอะไรกับนิสัยกลัวฟ้าฝนของนายหรอกนะ เพราะนายก็มาหาฉันเวลาฝนตกหนักบ่อยๆ จนวันนั้นนั่นแหละที่ฉันเห็นว่ามันแปลก ทั้งที่นายน่าจะเมาหลับไปอย่างทุกที แต่วันนั้นนายละเมอพึมพำไม่หยุด พอฉันจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นายก็ดึงฉันไปกอดไม่ยอมปล่อย มานึกเอาตอนนี้แล้วก็เพิ่งจะเข้าใจว่าชื่อที่นายพึมพำฟังไม่รู้เรื่องน่ะคือคำว่า ‘ยุนโฮ’”
ไหล่บางเริ่มสั่น ยูชอนรู้สึกได้ เขาจึงวาดแขนรวบตัวของแจจุงเข้ามาในอ้อมกอดทั้งที่อีกฝ่ายยังนั่งหันหลังก้มหน้าก้มตา “แจจุง แค่ตอนนั้นฉันก็นึกห่วงนายจะแย่ ยิ่งนายต้องไปญี่ปุ่นตั้งครึ่งปีฉันก็กังวลว่านายจะมีเพื่อนหรือเปล่า เพื่อนดีๆ อย่างฉันเนี่ยไม่ได้หามาได้ง่ายๆ เลยนะ” แอบชมตัวเองนิดนึง “ยิ่งฉันมารู้ว่าเป็นเพราะชองยุนโฮ ฉันก็ยิ่งห่วงนายมากกว่าเดิม ...แต่จะบังคับนายมันก็ใช่เรื่องล่ะนะ เอาเป็นว่า ฉันจะไม่ถามว่าเพราะอะไรพวกนายถึงเลิกกัน แต่ฉันไม่อยากให้นายหนีหมอนั่นอีก จะเป็นเพราะอะไรไม่รู้แหละ แต่ฉันอยากให้นายเป็นคิมแจจุงอย่างที่ทุกคนรู้จัก ไม่กลัวใคร ไม่สนใจใคร หล่อเลือกได้อย่างนายเนี่ย ไม่สมควรจะเอาแต่หลบหนี ฉันชอบนายที่เชิดๆ หยิ่งๆ แบบนั้นมากกว่า”
ยูชอนกดวงแขนให้มากขึ้นอีกนิด “ว่าไง เหตุผลของฉันก็เพราะห่วงนายม๊ากมาก ตกลงจะเล่นเอมวีให้ฉันไหม”
ร่างสูงได้ยินเสียงสูดน้ำมูกเบาๆ ก่อนจะถูกมือเล็กยกขึ้นเกาะท่อนแขนของเขา ศีรษะเล็กเอนซบลงมากับอกกว้าง “ค่าตัวฉันแพงนะ”
ยูชอนยกยิ้ม พลางดึงร่างเพื่อนเข้ามากอดแน่นขึ้น “ถ้าค่าตัวถูกก็ไม่ใช่ยองอุง แจจุงคนดังของวงการน่ะสิ”
แจจุงระบายยิ้มบาง ปล่อยให้เพื่อนกอดอยู่อย่างนั้น ความรู้สึกดีๆ ส่งผ่านถึงกันโดยไม่จำเป็นต้องหันหน้าไปมองอีกฝ่าย นิสัยของยูชอนที่ทำให้แจจุงถูกชะตาตั้งแต่เจอกันครั้งแรกก็คงเพราะความอ่อนโยนของหมอนี่นั่นแหละที่ซื้อใจเพื่อนอย่างเขาได้
Rrrrr
ยูชอนขยับตัวใช้มือข้างที่ว่างจากการกอดเพื่อนล้วงหยิบมือถือในกระเป๋ากางเกง เลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้ามา “อ่า...โทษทีนะ เอาไว้วันหลังได้ไหม ตอนนี้ฉันไม่ว่างน่ะ”
ดวงหน้าฉ่ำแดงเพราะอาการเศร้าซึมเคล้าน้ำตาเมื่อครู่เงยขึ้นมองเพื่อน ริมฝีปากสีสดขยับเบา “นายไปทำธุระของนายเถอะ” แต่ก็ยังดังลอดไปถึงปลายสายโทรศัพท์
“อืม ฉันอยู่กับแจจุง เอาไว้คราวหน้าแล้วกันนะจุนซู ขอโทษด้วยนะ” พับโทรศัพท์เก็บเกือบจะพอดีกับที่มือเล็กตะปบตีเข้าที่ท่อนแขน
“โอ๊ย อะไรของนายเนี่ยแจจุง” ยูชอนคลำแขนป้อย
“เมื่อกี๊จุนซูโทรมาชวนให้นายไปหาพ่อเค้าใช่ไหม” ยูชอนเล่าให้แจจุงฟังตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนที่จู่ๆ จุนซูก็บอกว่าพ่ออยากพบยูชอน แจจุงอุตส่าห์คิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนคงจะราบรื่นขึ้นแล้ว แต่ไอ้เพื่อนน้ำขึ้นน้ำลงนี่กลับทำเสียเรื่องหมด ทีเรื่องชาวบ้านนี่พูดดีเหลือเกิน พอเป็นเรื่องตัวเองทำเป็นอินโนเซนต์ตีหน้าซื่อซะงั้น
“ไม่เป็นไรหรอกน่า มีเวลาเยอะแยะ ไว้ค่อยหาวันไปใหม่ก็ได้ พูดนั่นพูดนี่อยู่ได้นายน่ะ สภาพอย่างนี้ฉันจะทิ้งไปได้ยังไง มาๆ มาซบอกแมนๆ ของฉันนี่เร็วเข้า” พูดจบก็จัดแจงดึงร่างเล็กเข้ามากอดท่าเดิม แจจุงที่ยังอยู่ในอารมณ์อดีตแผลงฤทธิ์ก็หน่ายเกินกว่าจะขัดขืนจึงปล่อยให้เพื่อนโอบกอดอย่างช่วยไม่ได้ “ดูดิ ตาแดงแปร๊ดเลย จะร้องไห้ก็ไม่ร้อง กลั้นเอาไว้ให้ทรมานทำไมก็ไม่รู้ แล้วแบบนี้จะให้ฉันปล่อยนายซึมเป็นหมาหงอยคนเดียวได้ยังไงกัน กับจุนซูน่ะไม่สำคัญเท่าเพื่อนอย่างนายหรอกนะ หมอนั่นกับฉันก็แค่เพื่อนร่วมงานไม่มาคิดมากกับเรื่องเลื่อนนัดหรอก มีเวลาเจอหน้ากันอีกเยอะ”
แจจุงแอบคิดในใจว่ายูชอนมันแกล้งโง่ หรือโง่จริงๆ ที่คิดไปได้ว่าจุนซูเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน ก็ในเมื่อคิมจุนซูคนนั้นสารภาพว่าชอบยูชอน นั่นก็หมายความว่าเพื่อนร่วมงานที่ว่าน่ะคิดเกินเลยไปกว่าคำว่า ‘เพื่อนร่วมงาน’ แล้ว ไอ้ท่าทางไม่เดือดเนื้อร้อนใจอย่างนี้ คิดแล้วก็น่าสงสารคิมจุนซู
“กล่อมฉันได้หน่อยทำเหลิงเชียวนะ ระวังเถอะ เรื่องตัวเองจะเอาไม่รอด” ขมุบขมิบปากบ่นเพื่อน แต่ก็ขยับศีรษะจัดท่านอนอย่างไม่คิดจะต่อปากต่อคำให้มากความ อยากปลอบนักก็เชิญตามสบาย ดีเหมือนกัน นานๆ ทีจะได้หลับซบไหล่ใครอย่างนี้
และแจจุงก็หลับซบไหล่จริงๆ หลับยาวจนเกือบสามชั่วโมง แม้แต่ยูชอนเองที่ไม่มีอะไรทำก็เผลอหลับไปตั้งแต่สิบห้านาทีแรกด้วยซ้ำ ดังนั้นภาพที่เห็นจากสายตาของคนที่เพิ่งกลับเข้ามาถึงห้องจึงเป็นภาพของคนสองคนกำลังนอนหลับตาพริ้ม คนหนึ่งซบไหล่ อีกคนซบศีรษะเล็ก มือกว้างโอบกอดเอวบาง ขณะที่มือเล็กก็คล้องกอดท่อนแขนอีกฝ่ายไว้
ยุนโฮไม่รู้ว่าตัวเองยืนมองภาพเบื้องหน้านานเท่าไหร่ กว่าที่เปลือกตาของยูชอนจะค่อยๆ ลืมขึ้น เขาหมุนปลายเท้าทันทีเพื่อจะเดินตรงไปยังห้องนอนของตนเอง ทว่าเสียงทุ้มกลับเอ่ยทักขึ้นเสียก่อนที่จะเดินไปถึงบานประตู
“อ้าว ชองยุนโฮ กลับมาแล้วเหรอ ขอรบกวนหน่อยนะ” เรียวปากหยักฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นเจ้าของห้องอีกคนจำใจหันกลับมาพยักหน้ารับคำ ยูชอนก้มมองคนที่ยังหลับคาอกแล้วให้นึกสนุก เขากระชับอ้อมแขนอย่างจงใจให้ใครบางคนเห็น “หมอนี่มักจะหลับอย่างนี้ประจำเลย นายคงลำบากแย่เลยเนอะต้องมาอยู่บ้านเดียวกันอย่างนี้ เอ๊ะ ไม่สิ แจจุงไม่ชอบหน้านายนี่ งั้นนายคงไม่ต้องลำบากคอยกอดหมอนี่ตอนหลับล่ะสินะ”
“หืม? แจจุง ตื่นแล้วเหรอ?” คนงัวเงียขมวดคิ้วยุ่งมองหน้าเพื่อนที่ก้มลงมาถามเสียชิดจนปลายจมูกแทบจะแตะกัน ก่อนจะรู้สึกถึงสายตาของใครอีกคนจึงหันไปมองและพบว่าชองยุนโฮยืนมองอยู่ไม่ไกล
“เชิญพวกนายตามสบาย” ยุนโฮเอ่ยบอกก่อนจะหันเดินกลับเข้าไปยังห้องส่วนตัว
ยูชอนพ่นลมหายใจแรง “หมอนั่นมันหน้าตายสุดๆ เลยว่ะ เห็นแล้วหงุดหงิด” กะว่าเพื่อนจะพูดอะไรตอบกลับมาบ้าง แต่กลับมีแต่ความเงียบ ยูชอนจึงเรียกชื่อแจจุงเป็นเชิงถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่าทำไมเงียบนัก วงแขนที่ทำท่าจะคลายออกก็ถูกมือเล็กรั้งไว้ พร้อมๆ กับที่ศีรษะของแจจุงซบลงเช่นเดิม
“ขออยู่อย่างนี้อีกสักพักแล้วนายค่อยกลับนะ” ยูชอนมีงานแก้อัดเสียงตอนหกโมงเย็น ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงดี แต่เขาก็ตัดสินใจว่าจะเหยียบแบบเต็มพิกัดในเวลาสิบห้านาทีก็คงจะทัน
==+==+==+==+==+==
เอมวีเพลงเปิดตัวของ MX Shine อัลบัมที่สามมีชื่อว่า Wrong Number เนื้อเพลงกล่าวถึงผู้ชายคนหนึ่งที่เริ่มจะหมดรักแฟนสาวที่เอาแต่ตามระแวงโทรตามเขาไปทุกที่ ความรักที่ไร้ซึ่งการไว้วางใจนำพาให้ชายหนุ่มอยากตัดความสัมพันธ์กับเธอ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ทุกครั้งที่เบอร์ของหญิงสาวปรากฏขึ้นบนหน้าจอ เขาจะตอบกลับเธอไปว่า ‘คุณโทรผิดครับ’
ด้วยความหมายเหล่านั้นเอง ที่ทำให้คนสวยซึ่งถือสคริปต์อยู่ในมือได้แต่ตีสีหน้างงงวย ก็ไหนยูชอนบอกว่าเอมวีนี้มีเนื้อหาตรงกับตัวเขา ถึงเขาจะบ้าเหล้าเมาบุหรี่ แต่เขาก็ไม่เคยทำให้ผู้หญิงเสียใจนะเว้ย ถึงจะคบจะควงกันเล่นๆ ก็เป็นเขาเองที่ยอมรับผิดและขอโทษเธอเหล่านั้นก่อนจะตีตัวห่างออกมา ซึ่งมันก็ใช่ว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้บ่อยนักในช่วงชีวิตของเขา
“ตกลงเพราะบทมันเหมาะกับฉัน หรือแกเห็นว่าหมอนั่นมาฟีตเจอริ่งถึงได้เลือกฉัน ห๊ะ ปาร์ค” แจจุงชี้กระดาษสคริปต์ใส่หน้าเพื่อนพลางกระซิบกระซาบระหว่างการประชุมงานในห้องบนชั้นห้าของตึก SM
“แหม รู้ทันไปหมด” ยูชอนทำเสียงน่าถีบ เพราะถึงตอนนี้แจจุงจะว่ายังไงก็ยกเลิกสัญญาไม่ทันแล้ว
ผู้จัดการของแจจุงที่นั่งอยู่ใกล้กันหันมองเด็กของตนกำลังซุบซิบกับยูชอนแล้วก็ต้องเหนื่อยใจ เค้าประชุมกันก็ยังจะแอบคุย ใช้มือสะกิดที่ขาให้รู้สึกตัวได้แล้วสายตาก็บังเอิญไปสบกับชองยุนโฮที่นั่งตั้งใจฟังการประชุมอยู่ตรงข้าม
ให้มันได้สักครึ่งของชองยุนโฮจะได้มั้ยเนี่ยเจ้าพวกนี้!
เมื่อแจกตารางงานและรายละเอียดของวันที่จะถ่ายทำเอมวีเสร็จแล้ว การประชุมที่ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงก็สิ้นสุดลง
“จองโฮ ตกลงนายจะไปด้วยหรือยังไง?” จินอีเดินเข้าไปหาผู้จัดการหนุ่มของชองยุนโฮตอนที่ฝ่ายนั้นกำลังเก็บเอกสาร
“อ่า...สงสัยต้องให้คนอื่นไปแทนล่ะ ฉันต้องพา SJ ไปประเทศไทยน่ะ” ผู้จัดการของเอสเจคนหนึ่งต้องเข้าโรงพยาบาล จองโฮจึงถูกเรียกตัวให้ไปช่วย ในบรรดาผู้จัดการของเด็กในสังกัดมักจะดูแลศิลปินมากกว่าหนึ่งคนหรือหนึ่งวงอยู่แล้ว ดังนั้นการผลัดเปลี่ยนกันไปดูแลศิลปินต่างๆ จึงเป็นเรื่องปกติ
“อืม...เอางี้ก็แล้วกัน ฉันต้องไปกับแจจุงอยู่แล้ว ให้ฉันดูยุนโฮด้วยก็ได้นะ ตารางงานวันนั้นยังไงก็เหมือนกับของแจจุงอยู่แล้วด้วย อีกอย่างสองคนนั้นก็พักอยู่ด้วยกันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร นายไปแค่สองวันใช่ไหม?” จินอีเสนอ
“ได้อย่างนั้นก็ดี งั้นเดี๋ยวช่วงบ่ายฉันจะเอาตารางงานของยุนโฮไปให้นายที่โต๊ะก็แล้วกัน”
“โอเค”
ทันทีที่จองโฮเดินออกไปจากห้อง คนที่ยืนนิ่งตาค้างทนฟังอยู่นานก็พุ่งตัวแทบจะโดดข้ามโต๊ะประชุมไปล็อคคอผู้จัดการของตนเองอยู่รอมร่อ หากไม่ถูกยูชอนรั้งเอวรั้งตัวเอาไว้ได้เสียก่อน
“พี่จินอีทำงี้ได้ไง ทำไมพี่ต้องไปดูแลหมอนั่นด้วย!” แจจุงแว้ดเสียงสูง
“อย่าเสียมารยาทสิแจจุง” จินอีเหล่มองยุนโฮที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม ดูเหมือนเจ้าตัวจะกำลังจดรายละเอียดของงานลงในสมุดบันทึกเล่มเล็ก แต่มีหรือที่ยองอุง แจจุงจะสนใจ
“ผมไม่ยอม!”
“แจจุง! อย่าทำตัวเป็นเด็กจะได้ไหม” จินอีก็ชักจะขึ้นเสียงบ้างแล้วเหมือนกัน ยูชอนลังเลว่าจะพูดอะไรดีหรือเปล่า ก็เห็นว่าจุนซูที่เก็บของเรียบร้อยแล้วกำลังจะเดินออกจากห้องโดยไม่แม้แต่จะมองเขา ทั้งที่วันนี้พวกเขามีอัดเสียงด้วยกันหลังจากนี้ ...ไม่คิดจะรอกันเลยหรือไงวะ?
แจจุงกำมือแน่นเมื่อถูกผู้จัดการว่าสวนกลับว่าเขาทำตัวไร้เหตุผล ใช่สิ เขาไร้เหตุผล กับคนอย่างชองยุนโฮไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลเลยสักนิด!
“พี่จินอี เดี๋ยวผมคุยเอง” จินอีพยักหน้ารับเมื่อเห็นว่ายูชอนจะพูดให้ เขาส่ายหัวนิดๆ ให้กับท่าทางไม่ยอมใครของแจจุงก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
ยูชอนจับแจจุงหันมาเผชิญหน้ากัน ก่อนเอ่ยเสียงเบารอดไรฟัง “แกอาละวาดอีกแล้วนะแจจุง ไหนบอกว่าจะไม่หนีไง”
นัยน์ตากลมโตตวัดมองเพื่อนอย่างคาดโทษ ที่เขาต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้มันเพราะใครกัน ยูชอนเข้าใจสายตานั้นได้ดีจึงยอมยกมือขึ้นสองข้างเป็นเชิงบอกว่ายอมรับผิดแต่โดยดี
“โอเคๆ ไว้หลังจบงานนี้นายอยากได้อะไรบอกมาเลย เดี๋ยวปาร์คจัดให้”
“ก็ต้องอย่างนั้นแหละ!”
หลุยส์คอเลคชั่นใหม่ของซีซั่นนี้มีอะไรมั่งวะ ไม่ได้การต้องรีบกลับไปเช็คราคาโดยด่วน สมองของปาร์คยูชอนประมวลผลความซวยของตัวเองที่หาเรื่องเสียเงินโดยใช่เหตุ ก่อนรีบเอ่ยบอกลาเพื่อนเพราะมีงานต้องไปทำอย่างรวดเร็ว เพราะหากอยู่นานกว่านี้อาจเสียมากกว่าเงิน?
“แล้วเดี๋ยวคืนนี้จะโทรหานะ ไปและ” เสียงทุ้มตะโกนก่อนเจ้าตัวจะหายออกไปจากบานประตูกระจกฝ้าของห้องประชุม แจจุงจิ๊ปากไม่สบอารมณ์ก่อนหมุนตัวเดินกลับไปเก็บของบนโต๊ะที่ยังวางระเกะระกะ ทว่าทันทีที่หมุนปลายเท้า แรงฉุดวูบหนึ่งก็พาให้ร่างทั้งร่างกระแทกเข้ากับกำแพงห้องซึ่งเป็นกระจกฝ้ากั้นด้วยมู่ลี่แนวนอนสีครีม
เสียงมู่ลี่อลูมิเนียมดังสะท้อนภายในห้อง พร้อมกับที่ความรู้สึกเจ็บจากข้อมือซึ่งถูกมือใหญ่ยึดไว้ทำให้ต้องร้องออกมาเบาๆ
“ปล่อย ฉันเจ็บนะ!” น้ำหนักมือที่เพิ่มมากขึ้นทำให้แจจุงเบ้หน้า และเตรียมพร้อมจะหาเรื่องกลับอย่างไม่ยอมแพ้ หากแต่สายตาคมที่จ้องตอบกลับมานั้นดูคุกรุ่นด้วยความโกรธ แววตารัตติกาลจ้องมองราวกับจะแผดเผาคนตรงหน้าให้มอดไหม้ ดุดัน น่ากลัว จนแจจุงต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยความตกใจกับสีหน้าและแววตาที่ไม่เคยเห็นจากคนตรงหน้ามาก่อน
เสียงลมหายใจทั้งของตนเองและของอีกคนฟังชัดเจนขึ้นเมื่อไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดออกมา แจจุงเลือกที่จะหันหน้าไปด้านข้าง แต่เวลาที่เดินไปอย่างเชื่องช้ากว่าความเป็นจริงก็นานเกินกว่าที่แจจุงจะทนอยู่ในสภาพนี้ต่อไปได้ เขาหันใบหน้าตวัดสายตาขึ้นจ้องสบทั้งที่ไม่อยากทำ
“ต้องการอะไร” เสียงหวานฟังกระด้างเมื่อเจ้าตัวไม่อยู่ในอารมณ์ปกติ
“เลิกเสียทีได้ไหมแจจุง หยุดทรมานฉันเสียที” แม้อีกฝ่ายจะใช้น้ำเสียงไม่น่าฟัง แต่ยุนโฮกลับใช้น้ำเสียงที่อ่อนลง ราวกับจะยอมแพ้ทุกอย่างหากว่าคนตรงหน้าจะยอมรับความพ่ายแพ้ของเขา
ริมฝีปากบางเม้มแน่น ก่อนยกยิ้มคล้ายสิ่งที่ได้ฟังเป็นเรื่องตลกร้าย “หยุดทรมานนาย? ฉันจำไม่เห็นได้ว่าเคยทรมานนายตอนไหน อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย เพราะฉันไม่เคยสนใจอะไรที่เกี่ยวกับคนที่ชื่อชองยุนโฮแม้สักอย่างเดียว”
คำพูดเผ็ดร้อนทำให้คนฟังรู้สึกเจ็บไปทั้งใจ กระนั้นยุนโฮก็ยังพูดด้วยน้ำเสียงเช่นเดิม “เราต่างก็รู้ดี แจจุง ขอร้องล่ะ อย่ายืดเกมนี้ให้ไกลออกไปอีกเลย ฉันเหนื่อยที่จะไล่ตามนายอย่างไร้จุดหมายแบบนี้”
“อ๋อเหรอ!” แจจุงขึ้นเสียงสูง “ขอบใจที่บอกนะว่านายเหนื่อยที่ต้องไล่ตามฉัน แต่ฉันคงต้องบอกให้นายทำความเข้าใจเสียใหม่ว่าฉันไม่ได้ต้องการให้นายไล่ตาม และฉันก็ไม่ได้ว่างจนต้องมาเล่นเกมงี่เง่าอะไรกับนายด้วย ปล่อย! ฉันมีงานต้องทำ ไม่ว่างมาตอบปัญหาไร้สาระอะไรของนาย” แจจุงพยายามขืนแรงมืออีกครั้ง ทว่าก็ไร้ผล
“ใช่สิ เวลาเพื่อฉันนายไม่มี แต่เพื่อปาร์คยูชอนนายมีให้ตลอดเลยสินะ” น้ำเสียงของยุนโฮเปลี่ยนไปแล้ว แววตาที่อ่อนลงจนถึงเมื่อครู่ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน สายตาที่จ้องสบกลับไปเป็นสายตาที่แจจุงผวาอีกครั้ง
“เข้าใจถูกก็ดีแล้ว อึก!” แจจุงกัดฟันตอบโต้ทั้งที่กลัวกับสายตาของร่างสูง และทันทีที่พูดออกไปอย่างนั้นร่างกายก็ถูกดันกระแทกกับกระจกมากขึ้น มูลี่ขยับไหวรุนแรง
“ฉันเจ็บนะ!”
“น้อยกว่าฉัน” เสียงทุ้มดังอยู่ใกล้ใบหน้าหวาน “คนที่หนีไปจะรู้สึกอะไรได้มากกว่าคนที่คอยอยู่ข้างหลัง” ริมฝีปากหยักหนาขยับลงทาบทับกลีบปากสีสดที่เผยอขึ้นหมายจะตอบโต้ หากแต่ยุนโฮกลับกลืนคำพูดทั้งหมดของแจจุงลงไปด้วยรสจูบรุนแรงรุกเร้า
แจจุงดิ้น พยายามหันหนีแต่ก็ถูกริมฝีปากอุ่นตามรุกไล่ เสียงมูลี่ดังเคล้าไปกับเสียงจูบตะกละตะกรามที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ข้อมือที่บิดขัดขืนเริ่มชาจนหมดแรงจะต่อต้าน ริมฝีปากเริ่มรู้สึกเจ็บจนต้องปล่อยให้ลิ้นร้อนกระหายอยากรุกล้ำเข้ามาในโพรงปาก
“อื้อ!”
ลิ้นนุ่มถูกดูดคลึงขมเม้ม รสชาติหอมหวานอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมานานหนักหนาทำให้ร่างสูงดูจะปล่อยสติให้หลุดลอยคล้อยตามไปกับห้วงอารมณ์ปรารถนา ก้อนเนื้อในอกเต้นรัวแรงเป็นจังหวะคล้ายเพิ่งมีอะไรมากระตุ้นให้ทำงานเป็นครั้งแรกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหกปี ความรู้สึกมากมายที่เก็บอยู่ภายในเรียกร้องจะปะทุออกมาด้วยการสัมผัสกับริมฝีปากหวานฉ่ำตรงหน้า
หยาดน้ำใสเริ่มเอ่อท้นเมื่อร่างบางไม่อาจตอบสนองรสจูบที่รุนแรงจากอีกฝ่ายได้ พอๆ กับที่ไม่อาจต่อต้านหรือหยุดยั้งการจูบครั้งนี้ให้สิ้นสุดลง ร่างกายที่คล้อยตามไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของสมองทำให้ความอ่อนแอที่เก็บซ่อนเผยออกมาพร้อมกับน้ำตาเม็ดใส หากแต่ความเสียใจของแจจุงไม่อาจอยู่ในสายตาของคนที่กำลังหลงมัวเมาตรงหน้านี้ได้เลย
ฟันซี่คมขบกัดกลีบปากบางซ้ำแล้วซ้ำเล่าคล้ายเห็นเป็นขนมรสหวานน่าทาน บดเบียดยัดเยียดจูบให้กับริมฝีปากบวมเจ่ออย่างไม่รู้เบื่อ ไม่สนใจแม้ว่าคนร่างบางจะหอบหายใจช้าลงเพราะไขว่คว้าหาอากาศไม่ได้อย่างปกติ และเมื่อเรี่ยวแรงของคนถูกเอาเปรียบหมดลง มือใหญ่ก็ปล่อยข้อมือขาวแล้วรวบเอวเล็กคอดเอาไว้แม้ว่าริมฝีปากของพวกเขายังแนบสนิทกันไม่รู้ห่าง
แจจุงที่ไร้การต่อต้าน แจจุงที่ยอมตกอยู่ในอ้อมกอดของชองยุนโฮ บ่งบอกให้รู้ว่าชายหนุ่มได้รับชัยชนะเล็กๆ มาไว้ในกำมือ หากแต่ชัยชนะเล็กๆ นี้จะทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาดีขึ้นหรือไม่ ไม่อาจหาคำตอบได้
“อือ...ฮึก ฮั่ก ฮั่ก...” ทันทีที่ได้รับอิสระแจจุงก็หอบหายใจหนัก เขาเอนซบเกาะเกี่ยวไหล่กว้างอย่างไม่เต็มใจนัก รสเลือดฝาดขมที่เกิดจากการถูกขบกัดกลีบปากทำให้เรียวคิ้วได้รูปกดลึกด้วยความเจ็บ
ขณะที่ร่างบางยังไม่อาจเรียบเรียงความรู้สึกที่ถูกปั่นป่วนได้ วงแขนกว้างที่เคยอบอุ่นและตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นก็ได้โอบล้อมร่างกายของเขาให้แนบสนิทกันมากยิ่งขึ้น
เสียงหัวใจของยุนโฮดังสะท้อนมาถึงหน้าอกของแจจุง
มือใหญ่ข้างหนึ่งทาบลงกับศีรษะเล็กที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีน้ำตาลอ่อน มืออีกข้างกอดกระชับร่างอ่อนแรงในวงแขนไว้แน่น
“ฉันคิดถึงนาย” คำพูดและลมหายใจที่ดังรดอยู่หลังใบหูทำให้ม่านน้ำตาที่ยังไม่ถูกเช็ดออกไปเอ่อท่วมขึ้นมาอีกครั้ง แก้วตากลมโตพราวไปด้วยน้ำตาเม็ดใสเป็นประกาย ก่อนจะไหลลงตามพวงแก้มสีชมพูอ่อน
“คิดถึงแต่นายมาตลอด”
โสตประสาทตอบสนองได้ยินชัดเจน หากแต่หัวใจปฏิเสธที่จะรับฟัง มือบางยกขึ้นดันไหล่กว้างให้ออกห่าง แม้จะทำให้ระยะระหว่างกันมากขึ้นเพียงลมหายใจกั้นก็ตาม แจจุงเงยหน้าชื้นน้ำตาขึ้นสบสายตาคมเข้ม แม้ว่าจะมีปลายนิ้วอบอุ่นลูบไล้ข้างแก้มเกลี่ยซับน้ำตาให้แผ่วเบา แต่มันก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้หัวใจของแจจุงยินยอม
“ยังมีอะไรจะพูดอีกไหม ฉันมีงานที่ต้องทำต่ออีก ถ้านายพูดจบแล้วก็ปล่อยฉันไปเสียที”
คำพูดไร้เยื้อใยทำให้มือหนาหยุดลง ทั้งที่ยังร้องไห้ไม่หยุด ทั้งที่ร่างกายก็คล้อยตาม ทั้งที่เขายอมสารภาพความรู้สึกที่มีให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ไม่แม้แต่ความเห็นใจที่ได้รับกลับมา แจจุงยังไม่ยอมเปิดรับตัวเขาเลยแม้เศษเสี้ยว
ทำไมถึงได้ใจแข็งขนาดนี้
โอกาสสักเล็กน้อย มีให้เขาไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ
ความรู้สึกที่เอ่อท้นเมื่อครู่มลายหายไปด้วยสายตาเย็นชาจากแก้วตาคู่สวยตรงหน้า ยุนโฮยอมปล่อยมือจากร่างกายของแจจุง หากสายตายังคงจ้องมองอยู่เช่นเดิม
นานหลายวินาทีที่ได้สบตา ก่อนที่ร่างบางจะเป็นฝ่ายเบี่ยงตัวหลบออกมา เขาเดินไปเก็บข้าวของเอกสารลงกระเป๋าท่ามกลางความเงียบและบรรยากาศแสนอึดอัด มือบางที่กำลังเอื้อมออกไปคว้าที่จับประตูหยุดชะงักเมื่อเสียงทุ้มเอ่ยดังอยู่เบื้องหลัง
“ฉันเหนื่อยที่ต้องไล่ตามนาย แต่ฉันไม่คิดจะหยุด แม้ว่าฉันจะต้องทรมานมากกว่านี้ก็ตาม”
ยุนโฮไม่รู้ว่าแจจุงมีสีหน้าอย่างไรเมื่อได้ยินประโยคนี้ เพราะฝ่ายนั้นไม่ได้หันมามองเขา กระทั่งแผ่นหลังบางหายลับไปจากประตูกระจกเบื้องหน้า
แจจุงเดินก้มหน้าก้มตาไปยังตัวลิฟต์ ช่วงขาเรียวภายใต้ยีนส์สีเข้มก้าวเดินรวดเร็วไปจนถึงตัวรถที่จอดอยู่ในลานจอดรถ เมื่อโยนกระเป๋าลงที่เบาะข้างและทรุดตัวลงนั่ง มือที่ปิดประตูรถก็รีบยกขึ้นฝังใบหน้าลงไปพร้อมแรงสะอื้นเสียงดังที่จะมีเพียงเขาเท่านั้นที่ได้ยิน
ร่างบางร้องไห้ออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน ความทรงจำมากมายตีกันไปมากับความรู้สึก แยกแยะไม่ออกว่าควรทำอย่างไรต่อไป คำพูดของยุนโฮกำลังทำให้เขาหวั่นไหว บทเรียนที่ได้รับกำลังถูกสั่นคลอน
ไม่... แจจุง นายไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว ไม่มีทางจะเดินซ้ำรอยเดิมอีกเด็ดขาด
เจ็บมาพอแล้วกับผู้ชายคนนั้น
แค่คำพูดไม่กี่คำ ...เชื่อไม่ได้หรอก
คนอย่างชองยุนโฮ นายจะเชื่อไม่ได้นะแจจุง
ดวงหน้าแดงก่ำเงยขึ้น มือข้างที่สวมเชือกหนังสองสามเส้นคล้องกันเอื้อมหยิบกระดาษทิชชู่จากลิ้นชักคอนโซลรถ จัดการเช็ดคราบน้ำตาจนหลงเหลือไว้แต่เพียงร่องรอยความอ่อนแอ รวมถึงเลือดบนริมฝีปากก็ถูกเช็ดออกไปเช่นกัน
แต่จนแล้วจนรอด น้ำตาเจ้ากรรมก็ยังไม่ยอมหยุด สมองสั่งการหรือจะสู้หัวใจ พยายามเก็บซ่อนสักเท่าไหร่ก็ไม่มีทางหลีกหนีพ้น
แจจุงปาดน้ำตาอย่างโกรธตัวเอง ขณะเอื้อมมือควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าถือ กดเบอร์ที่จำได้ขึ้นใจแม้ไม่เคยเมมใส่เครื่องเลยสักครั้งเดียว เมื่อเสียงสัญญาณถูกแทนที่ด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคย แจจุงก็กรอกเสียงไปตามสายอย่างไม่คิดปิดบังว่าตนเองกำลังร้องไห้อยู่
“ฮยอนจุง...”
==+==+==+==+==+==
Please Wait Our Next Contact!
*ไม่ได้เล่นเนท 3 วัน โปรเจคเสร็จเลยอ่ะ ฮ่าๆ (อยากจะกรีดร้องให้โลกแตก มีความสุข กร๊ากๆ)
**อดีตยุนแจคัมมิ่งซูน....












ยุนก็ทรมานกับความเย็นชาของแจ
ส่วนแจก็ทรมานกับความเจ็บปวดในอดีต
แล้วอดีตที่ว่ามันคืออะไรล่ะ?
ดูแล้วยังรักกันอยู่แน่ๆ อะไรทำให้แจใจแข็งได้ขนาดนี้น้า...
มันเกี่ยวกับที่แจกลัวฟ้ากลัวฝนอ่ะป่าว?
ปาร์คทำเป็นเก่งนะเรื่องของคนอื่นน่ะ
ทีเรื่องของตัวเองงี้ไม่พัฒนาไปไหนเลย
จนป่านนี้แล้วยังไม่ไปเจอพ่อจุนซูอีก
#1 By mui (118.172.195.138) on 2009-10-13 21:30