[TVXQ Fiction] Contact Lens – Contact 05
posted on 07 Oct 2009 20:32 by kimyoonbe in 06-ContactLens
TVXQ fanfiction No.6
Title :: Contact Lens
Author :: KimYoonBe [KYB]
Category :: Romantic Comedy
Pairing :: YunHo/JaeJoong , YooChun/JunSu
[Contact 05]
“ฉันชอบนาย ได้ยินไหม ปาร์คยูชอน!!!!!” เสียงที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ นั้นสะกดใจคนฟังแบบที่ทำให้รู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่างกายจนระบบประสาททุกส่วนเกิดอาการเออเร่อร์ไปชั่วขณะ
ลำดับความคิดในสมองของปาร์คยูชอนทำท่าจะสั่งชัตดาวน์เสียดื้อๆ แม้แต่เสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นก็ถูกตัดออกจากระบบประสาทการรับฟัง กระทั่งร่างเล็กที่ยืนจ้องหน้าสบตากันอยู่หลายอึดใจสะดุ้งเฮือกขึ้นมาด้วยเสียงของบุคคลที่สามนั่นเอง
“พวกนาย...” มินจูยืนตะลึงค้างไม่ต่างไปจากยูชอน เขาชี้นิ้วสลับไปมาระหว่างคนทั้งสองภายในห้อง คำถามที่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงยังเอ่ยออกไปได้ไม่เกินสองคำ คนตะโกนเสียงดังลั่นห้องเมื่อครู่ก็วิ่งพรวดพราดออกไปจากห้อง ไม่สนใจว่าจะวิ่งชนไหล่ของผู้จัดการจนเซไปชนขอบประตูแม้แต่น้อย
มินจูหันซ้ายหันขวา ปากอ้าพะงาบๆ อย่างต้องการคำอธิบาย ทว่าอีกคนก็วิ่งหนีไปแล้ว ส่วนอีกคนก็ยืนหน้าเอ๋อส่งสายตาที่มีแต่คำถามมาให้ไม่ต่างกัน พอจับบรรยากาศของอีกหลายชีวิตที่ชะเง้อคอสอดส่องความเป็นไปอย่างสงสัยใคร่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็รีบดึงประตูห้องปิดรวดเร็ว
และแม้ว่าคนที่ยังอยู่ในห้องจะมองตากันแทนคำถามอีกหลายนาทีก็ยังคงไม่มีใครให้คำตอบหรืออธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้นักร้องคนดังอย่างมิกกี้ ยูชอนต้องมานั่งกลุ้มใจอยู่กับเพื่อนคนสนิทในเวลานี้
...เวลาที่เจ้าของห้องอย่างชิมชางมินต้องการพักผ่อนเป็นที่สุด นี่มันเที่ยงคืนแล้วนะเฟ้ย ทำไมพวกพี่ไม่ไปกินดื่มกันที่อื่นฟระ! เสียงร้องโหยหวนของชางมินไม่อาจเรียกร้องความเห็นใจจากรุ่นพี่ทั้งสองคนที่นั่งยึดครองโซนรับแขกได้เลย
“แล้วแกโทรไปหาจุนซูหรือยัง?” คนที่พยายามกลั้นเสียงหัวเราะจนตัวงอเอ่ยถามเพื่อนพลางขยับตัวขึ้นนั่งบนโซฟาดีๆ ไม่ใช่ว่าแจจุงจะเห็นเรื่องกลุ้มของเพื่อนเป็นเรื่องตลกอะไรมากมายหรอกนะ แต่ที่อยากจะหัวเราะก็เพราะเพื่อนของเขามันซีเรียสเสียเหลือเกินที่ถูกผู้ชายด้วยการสารภาพต่อหน้าว่าชอบ ...ในความหมายอย่างนั้น
“ยัง” ตอบแล้วก็กระดกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ ก่อนจะร้องซี๊ดเบาๆ ด้วยความเจ็บจากริมฝีปากที่โดนต่อยจนแตกเมื่อหลายชั่วโมงก่อน
“เอ้า แล้วทำไมไม่โทรไปหาเค้าวะ แกสงสัยอะไรก็ถามไปเลย”
“แกจะให้ฉันถามอะไรวะแจจุง หมอนั่นบอกว่าชอบฉันแล้วก็วิ่งหนี แล้วไอ้ที่ว่าชอบน่ะมันฉันคนนี้ที่เป็นผู้ชาย แล้วหมอนั่นมันก็ผู้ชายนะเว้ย! ฉันว่ามันต้องมีอะไรเข้าใจผิดกันแน่ๆ”
“เข้าใจผิดยังไงวะ เค้าก็บอกอยู่โต้งๆ ว่าชอบแก”
“ชอบบ้าอะไรวะ แกคิดดูนะแจจุง ตั้งแต่ทำงานด้วยกันมาหมอนั่นแทบไม่สบตาฉันเลยถ้าไม่จำเป็น พูดด้วยก็น้อยเสียยิ่งกว่า ตั้งท่าต่อต้านปิดกั้นกันถึงขนาดนั้นตรงไหนวะที่เรียกว่าชอบ คนที่ชอบกันเค้าทำกันอย่างนี้เหรอวะ ห๊ะ?” หากไม่มีพยานรู้เห็นอย่างพี่มินจูที่เปิดประตูเข้ามาได้ยิน ยูชอนก็คงจะคิดไปแล้วว่าตัวเองหูฝาดไป แล้วยิ่งไอ้ช็อตกระแทกจูบนั่นอีก ไม่รู้ว่าทำประชดอะไรกันหรือเปล่า ไร้ฟิลขนาดนั้นใครจะบ้านับเป็นจูบกันฟระ ดีนะที่ไม่มีใครเห็นดังนั้นเขาจึงเล่าแบบข้ามตอนนั้นไป “พูดก็พูดเลยนะ ฉันไม่เข้าใจความคิดหมอนั่นเลยว่ะ ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่”
มือขาวเอื้อมคว้ากระป๋องเบียร์จากโต๊ะกระจกใสขึ้นดื่มหลายอึก “ฉันว่านี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้จุนซูไม่ค่อยอยากคุยกับนาย บางทีจุนซูอาจจะเขินก็ได้นะ หรือไม่ก็อาจจะน่ารักๆ หน่อยประมาณว่า แอบรักข้างเดียว ไม่กล้าบอก กลัวเธอรู้แล้วจะทิ้งกัน ฮ่าฮ่า โอ๊ย”
“ไม่ขำ”
แจจุงลูบหน้าผากเบาๆ หลังถูกเพื่อนใช้ข้อนิ้วเขกไม่แรงนัก “ก็มันจริงนี่หว่า แหม จุนซูนี่ก็น่ารักแฮะ อารมณ์แอบชอบแบบนี้สาวน้อยสุดๆ” ยังไม่วายแหย่เพื่อนต่อไปด้วยความคึก ยิ่งเห็นว่าแกล้งแล้วได้ผล คนสวยก็ยิ่งสนุก
“ขนลุก! แกหยุดพูดเลยนะแจจุง” ยูชอนทำท่าขนลุกขึ้นมาจริงๆ
“ทำเป็นเล่นตัวไปเถอะ หลงเค้าขึ้นมาจะขำให้”
“ไม่มีทาง” เห็นหน้าเพื่อนเลิกคิ้วทำท่าว่า ‘เชื่อตายล่ะ’ ยูชอนก็เอ่ยย้ำ “ไม่มีทางทั้งฉันทั้งคิมจุนซูนั่นแหละ ฉันไม่คิดว่าหมอนั่นจะชอบฉันจริงๆ หรอก อาจจะพูดเพราะไม่อยากแยกให้วงแตกก็ได้”
กระป๋องเบียร์ถูกบีบจนยับ ก่อนลอยไปกองสมทบกับกระป๋องบู้บี้กว่าสิบกระป๋องบนโต๊ะกระจก คนเริ่มกึ่มได้ที่เหยียดตัวยาวบนโซฟา พาดศีรษะไว้บนตักเพื่อนอย่างเคยชิน มือขาวปัดท่อนแขนใหญ่ให้พ้นทางแล้วยื่นปลายนิ้วเข้าลูบแก้มอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนตบลงไปถี่ๆ ไม่แรงนัก “สมมติว่าจุนซูเป็นผู้หญิง นายคงไม่คิดงี้ใช่ไหม?” น้ำเสียงที่ใช้เริ่มฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ก็ยังไม่ยอมหยุดไล่ต้อนเพื่อน
“หมายความว่าไง?”
“ก็ที่นายมานั่งหน้าเครียดอยู่นี่ ก็เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ชายใช่ไหมล่ะ?”
สามชั่วโมงที่ผ่านมาตั้งแต่เขากับแจจุงมานั่งดื่มเบียร์กันอยู่นี้ก็มีแต่เรื่องเขาถูกจุนซูบอกชอบนั่นแหละที่เป็นหัวข้อสนทนา จะว่ามีอะไรให้คิดนักหนากับแค่คนมาบอกชอบก็น่าจะมีเยอะอยู่ แต่คงจะคิดอะไรได้ง่ายกว่านี้หากอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง การถูกบอกชอบไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่จะให้ดีก็ไม่ควรจะเป็นผู้ชาย เพราะอย่างนั้นเขาถึงได้กลุ้มใจอยู่นี่ไงล่ะ
คิดแล้วก็ยิ่งปวดหัวจี๊ด ยูชอนกระดกเบียร์เข้าไปอีกหลายอึกใหญ่ เลี่ยงการตอบคำถามที่เขายังหาคำตอบให้ตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ ไม่ได้
“นี่ยูชอน” คนพูดหลับตาลงแล้วด้วยฝืนความง่วงและฤทธิ์แอลกอฮอล์ไม่ไหว “ถ้านายตัดปัญหาเรื่องผู้หญิงผู้ชายออกไป บางทีนายอาจจะเข้าใจความรู้สึกของตัวเองและของจุนซูได้ดีกว่านี้ก็ได้นะ”
ถ้ามันตัดเรื่องนั้นออกไปได้ง่ายๆ ก็ไม่ต้องมานั่งมึนอยู่นี่หรอก ยูชอนคิดอย่างนั้นแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป ด้วยมือหอมๆ ของเพื่อนมันเริ่มก่ายปัดป่ายไปทั่วหน้าเขาด้วยอารมณ์คนเมา จนมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากล่างย้อยๆ ของเขาแล้วบีบยืดมันอย่างไม่มีคำว่าเกรงใจ “ไม่ว่านายจะคิดยังไงนะยูชอน...”
และก่อนที่คนเมาจะหลับลึก ประโยคหนึ่งที่เบาแสนเบาก็ดังผ่านริมฝีปากสีสดออกมาให้เจ้าของตักต้องขมวดคิ้วยุ่ง “...แต่ถ้านายล้อเล่นกับความรู้สึกของคนอื่น ฉันจะเลิกคบนายเป็นเพื่อน” พูดไปก็เขย่าริมฝีปากเพื่อนไปด้วยจนจบประโยคก็หลับไปทั้งอย่างนั้นเลย
ไม่ห่วงความหล่อกู ก็ช่วยห่วงแผลที่ปากกูด้วยครับเพื่อน สาด เจ็บ
“เอ่อ...สลบไปคนแล้ว พี่จะได้ฤกษ์กลับหรือยังครับพี่ยูชอน?” ชางมินที่รอจังหวะนี้มาตั้งแต่เห็นหน้ายองอุง แจจุงก้าวเข้ามาในห้องรีบแทรกบรรยากาศอย่างรวดเร็ว ง่วงจะแย่ พรุ่งนี้ก็มีงานถ่ายละครแต่เช้า ยังมาถูกบุกรุกพื้นที่ยึดเป็นฐานลับปรับทุกข์ของสองรุ่นพี่ไปเสียอีก แค่ต้องมาคอยดูแลพี่แจจุงคนเดียวก็เหนื่อยแล้วนะครับ ชิมชางมินอยากร้องไห้
ร่างสูงเหลือบมองเด็กหนุ่ม “ชางมิน ถามไรหน่อยสิ”
“ครับ?” พี่ยังจะมีอะไรถามอีกครับ กลับๆ ไปเห๊ออออออ
“นายว่าผู้ชายจะมีความรู้สึกดีๆ ให้กันได้จริงหรือเปล่า”
ชางมินนิ่งคิด ก่อนจะตอบออกไปอย่างไม่ได้คิดอะไรมากมายนัก “ความรู้สึกดีๆ ไม่ได้หมายถึงเรื่องภายนอกนี่ครับ จะชายหรือหญิง หน้าตายังไง ฐานะยังไง ถ้าชอบแล้วเรื่องอื่นก็ไร้ความหมายทั้งนั้นแหละครับ” และเพื่อเพิ่มความหน้าเชื่อถือ ชางมินจึงจิ้มนิ้วตัวเองลงกับหน้าอก “สำคัญที่ตรงนี้ต่างหาก”
“เหรอ...” ยูชอนพยักหน้ารับลอยๆ ในหัวพยายามคิดตามบทสรุปที่รุ่นน้องให้คำตอบมา ถ้าเกิดว่าทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ ถ้างั้นก็ต้องใช้ใจคิดงั้นสิ? แล้ว... ไอ้ใช้ใจคิดนี่มันทำยังไงวะ
เห็นหน้ารุ่นพี่บอกชัดว่ายังไม่เข้าใจ เด็กหนุ่มก็เอ่ยแนะ “พี่ยูชอน ทำไมพี่ไม่ปล่อยเรื่องนี้ให้มันเป็นไปล่ะ ไม่ต้องมานั่งคิดหาคำตอบ ก็แค่พี่เผชิญกับมัน สักวันพี่ก็ได้คำตอบเองแหละ ผมว่าพี่กับพี่จุนซูยังมีอะไรที่ไม่เข้าใจกันอีกเยอะ ไหนๆ ก็ได้รู้ความรู้สึกของพี่จุนซูแล้ว ผมว่าเรื่องแยกวงอะไรนั่นน่ะ พี่ยกเลิกความคิดนั้นไปเถอะ”
“เหรอ...” ยูชอนตอบแบบคล้อยตามสุดๆ ชางมินจึงจัดต่อไป
“อื้ม ผมว่าแบบนั้นแหละดี ถึงพี่จะแยกวงไปก็ใช่ว่าจะตัดปัญหาได้ ดีไม่ดีปัญหาอื่นๆ จะตามมาให้พี่ปวดหัวไม่หยุดเลยด้วยซ้ำ เอาน่า ผมว่าการค้นหาตัวตนของคิมจุนซูก็น่าสนใจดีออกนะ ไม่แน่พี่อาจจะได้ค้นใจตัวเองด้วย”
“เหรอ...”
“แต่ว่าตอนนี้ที่สำคัญ พี่ควรรีบกลับไปพักผ่อนได้แล้ว คิดอะไรมากไปมันไม่ดีต่อสุขภาพนะครับ” พูดไปก็จับศีรษะแจจุงออกจากตักรุ่นพี่พลางฉุดแขนให้ฝ่ายนั้นลุกขึ้นยืน “การนอนหลับเต็มอิ่มจะทำให้หัวสมองปลอดโปร่ง แล้ววันที่สดใสก็จะรอพี่อยู่ข้างหน้า” ชางมินดันตัวยูชอนที่กำลังตกอยู่ในห้วงความคิดบวกกับความมึนจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ไปจนถึงหน้าประตูห้อง “คิมจุนซูก็เหมือนลูกแกะตัวน้อยๆ ที่แสนน่ารักนั่นแหละครับ อย่าคิดมากๆ การไล่จับแกะไม่ใช่เรื่องยาก คืนนี้พี่ก็รีบกลับไปนอนฝึกจับแกะในฝันไปก่อน เอาล่ะ ผมส่งแค่ตรงนี้นะครับ ราตรีสวัสดิ์ครับพี่ยูชอน”
โว้ววว เหนื่อย! หลังจากปิดประตูห้องแล้วชางมินก็เท้าเอวพ่นลมหายใจแรง กล่อมคนเมานี่ยากใช่เล่นนะครับ ถ้าไม่อัจฉริยะนี่ทำไม่ได้นะเนี่ย
เมื่อหันมาเห็นอีกหนึ่งร่างนอนไม่รู้โลกบนโซฟา ไอ้ความเบาใจเมื่อครู่ก็พุ่งกลับมาอีกครั้ง
ใครก็ได้ มาเปลี่ยนห้องกับผมทีเหอะ!!!
ก๊อก ก๊อก!
ขอปุ๊บได้ปั๊บเลยเว้ย! ชางมินสะดุ้งเล็กน้อยกับเสียงเคาะประตู ก่อนจะสะบัดหัวแรงๆ ไล่ความคิดเลอะเทอะออกไป เขาเหลือบดูนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน ก่อนจะเดินกลับไปที่ประตูแล้วเปิดมันออก
“พี่ยุนโฮ...”
“แจจุงอยู่หรือเปล่า?” คนตรงหน้าใส่เสื้อผ้าที่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวเพิ่งกลับมาจากการซ้อมที่บริษัท ชางมินพยักหน้ารับแล้วเปิดทางให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาในห้อง
“พี่แจจุงเมาหลับอยู่บนโซฟาอ่ะครับ” เด็กหนุ่มเกาหัวงงๆ กับการมาของนักร้องคนดัง เขาเห็นว่าฝ่ายนั้นจับพลิกร่างที่นอนขดตัวกลมก่อนจะอุ้มร่างนั้นขึ้นมาด้วยท่าเจ้าสาว
“ขอโทษที แจจุงคงมารบกวนนายบ่อยๆ สินะ”
“ห๊ะ เอ๊ะ? เออ ครับ.......” ชางมินเอียงหัวขณะหมุนตัวมองตามยุนโฮที่อุ้มคนหลับเดินออกไปยังประตูห้อง เขาชี้นิ้วไปทางคนทั้งสอง สลับกับเกาหัวตัวเองเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็พูดไม่ออก มึนงงขึ้นมากะทันหัน
“จริงสิ” ยุนโฮหมุนตัวกลับมา “ถ้าหลังจากนี้หมอนี่มารบกวนนายอีก ก็บอกมาได้เลยนะ ...ให้ดี เอาเป็นตอนที่หมอนี่หลับแล้ว...” ยุนโฮเอียงศีรษะเล็กน้อยครั้งหนึ่งเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจความหมายในคำพูดนั้น
ชางมินพยักหน้ารับอย่างเข้าใจดี คนโวยวายอย่างพี่แจจุงไม่มีทางยอมกลับไปพร้อมชองยุนโฮง่ายๆ แน่
ความคิดบางอย่างแล่นวาบเข้ามาในหัว ชางมินวิ่งไปที่ประตูได้ทันก่อนที่ประตูห้องตรงข้ามจะปิด
“เอ่อ...กับพี่แจจุง...ขอโทษนะครับ ถ้าผมยุ่งมากเกินไป คือผมสงสัย ว่าทำไมพวกพี่ถึงเป็นอย่างนี้ทั้งที่เคย...เอ่อ...” อยากจะถามใจแทบขาด แต่ก็กล้าๆ กลัวๆ
“พี่ก็อยากจะรู้เหมือนกัน”
“เห๋?”
ดวงตาคมก้มลงมองใบหน้าของคนในอ้อมแขน เป็นเรื่องจริงที่เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างกัน เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มไม่สนใจว่ารุ่นน้องจะรู้เรื่องความสัมพันธ์นี้ได้ยังไง ใช่สิ เขาไม่สนใจว่าใครจะรู้หรือไม่ เพราะไม่คิดจะปกปิดมันอยู่แล้ว เขาเงยหน้าขึ้นแล้วพบกับความสงสัยบนใบหน้าของชางมิน สบตากันไม่นานนัก โดยไม่พูดอะไรอีกเขาก็ใช้ไหล่ดันประตูห้องให้ปิดลง
“อะไรคือทั้งที่เคย?” จู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มดังขึ้นมาจากโต๊ะวางแจกันริมผนังทางเดิน ชางมินสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นว่าคนที่ควรจะกลับบ้านไปนอนนับแกะได้แล้วยืดตัวยืนขึ้นมาจากมุมมืดของทางเดินหลังโต๊ะโชว์
“พี่ยูชอน ทำไมยังอยู่อีกล่ะครับ” ชางมินขมวดคิ้วยุ่ง
“เห็นชองยุนโฮมันเดินออกมาจากลิฟต์ เลยตามมา” อาการเมาคงจะสร่างไปเยอะแล้ว ดูจากสีหน้าที่อยากรู้เรื่องชาวบ้านเต็มที่ “จะไงก็เถอะ นายรู้อะไรเรื่องสองคนนั่น เล่ามาให้หมดเลยนะ ชิมชางมิน”
ตกลงจะได้นอนไหม?
==+==+==+==+==+==
แจจุงบิดตัวรำคาญเมื่อถูกมือหยาบใหญ่จับพลิกหน้าพลิกหลังเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ มือขาวปัดป่ายหลีกหนีสัมผัสอุ่นร้อนชวนหงุดหงิด
สำหรับคนเมา อะไรๆ มันก็ร้อนไปหมดแหละนะ
ริมฝีปากบางขมุบขมิบบ่นงึมงำ “ร้อนอ่ะ ...อือ ร้อน” ไม่เพียงแต่บ่น มือที่ปัดไปปัดมาอยู่เมื่อครู่ก็เปลี่ยนหน้าที่มาช่วยดึงทึ้งเสื้อตัวเองออกเสียอย่างนั้น เรียวคิ้วได้รูปขมวดยุ่ง
“ยกแขนขึ้นสิ เดี๋ยวจะถอดเสื้อให้” คนเมายกมือขึ้นตามแต่โดยดี
“งอขาขึ้นด้วย กางเกงยีนส์ก็จะถอดให้นะ” กางเกงที่ถอดค้างคาอยู่แถวสะโพกตั้งแต่เมื่อครู่ถูกดึงร่นออกมาตามเรียวขาขาว
“อือออ ร้อนอ่ะ” คนที่เหลือแต่บ็อกเซอร์ตัวเดียวบนร่างกายพลิกตัวไปมา ผ้าห่มหนานุ่มที่อยู่ใต้ร่างเหมือนจะยิ่งทำให้คนเมารู้สึกร้อน แม้แต่แอร์ที่เปิดจนเย็นฉ่ำก็ไม่ช่วยให้เย็นขึ้น
ยุนโฮจ้องมองร่างบางบนเตียง ผิวขาวนวลในเวลานี้ระเรื่อสีแดงอ่อนไปเกือบจะทั้งตัว โดยเฉพาะตรงคอและหน้าอกที่แดงจัดอย่างคนเมาแอลกอฮอล์ แม้จะรู้ว่ามันไม่ดี แต่ยุนโฮก็ชอบเวลาที่แจจุงเมาไม่ได้สติอย่างนี้ เพราะมันทำให้เขารู้สึกได้ว่าแจจุงยังเป็นเหมือนเดิม
ยังเป็นแจจุงที่น่ารักของเขาไม่เคยเปลี่ยน
“เช็ดตัวให้นะ”
“อือ...”
หลังจากนั้นก็มีแต่เสียงทุ้มที่คอยสั่งให้คนตัวเล็กยกแขนยกขา กระทั่งทุกส่วนของร่างกายเนียนนุ่มถูกเช็ดจนสะอาดหมดจด และมันก็ช่วยไม่ได้ที่ยุนโฮจะอดใจไม่ไหวที่จะแตะต้องร่างกายของคนที่ห่วงหามาตลอด มือใหญ่ลูบใบหน้าเรียวเบาๆ ก่อนจะไล้สัมผัสลงมาตามลาดไหล่ขาว ท่อนแขนที่เคยผอมบางมีกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่มีไม่มากเกินไปและน้อยเกินไปนี้เจ้าตัวคงใช้เวลายกเวตมาหลายปี ทั้งอย่างนั้นร่างกายของแจจุงก็ยังคงดูบอบบางสำหรับเขาไม่ต่างไปจากครั้งแรกที่ได้รู้จัก รูปร่างของแจจุงยังคงน่าทะนุถนอม ช่วงเอวเล็กคอดนี้ก็ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลย
ยุนโฮคิดว่าดีเสียอีกที่แจจุงให้ความสำคัญกับร่างกายอย่างนี้ เพราะหากร่างกายนี้ยังง่ายต่อการถูกรังแก เขาก็จะยิ่งกังวลและเป็นห่วง หนึ่งปีที่ไม่ได้เจอกันจนกระทั่งแจจุงมาอยู่ที่ SM เป็นช่วงเวลาที่เขาทรมานมาโดยตลอด ทั้งคิดถึง ทั้งเป็นห่วง คนที่เคยให้ความสำคัญด้วยจู่ๆ ก็หายตัวไปมันทำให้เขาใช้ชีวิตเลื่อนลอยแทบทุกวัน หากไม่มีเรื่องการเป็นเด็กฝึกหัดจนใช้เวลาเกือบทั้งหมดที่มีหมดไปกับการซ้อมเขาคงใช้ชีวิตเละเทะแน่ๆ
แต่ทั้งที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ยุนโฮกลับพบว่าเวลาหกปีนับตั้งแต่เจอกันตอนเป็นเด็กฝึกหัดมาถึงตอนนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย เขายังคงรู้สึกเหมือนว่าแจจุงยังหนีเขาไป การมีตัวตนของแจจุงสำหรับเขามันว่างเปล่าไม่ต่างไปจากช่วงเวลาหนึ่งปีที่ไม่มีอีกฝ่ายอยู่ด้วย ทั้งที่อยู่ใกล้กันแค่นี้ แต่เขากลับเอื้อมมือไปคว้าคนคนนี้ไว้ไม่ได้
หกปีที่มีแต่การทะเลาะ มันมากเกินที่ยุนโฮจะทนได้ เขาจึงคว้าโอกาสจากข่าวของแจจุงที่ก่อเรื่องที่ญี่ปุ่นจนถูกเรียกตัวกลับก่อนที่ซีรี่ส์จะทันได้ออนแอร์ ด้วยการเสนอกับผู้จัดการให้แจจุงมาพักด้วยกัน สร้างภาพลักษณ์ที่แปลกใหม่ให้ทุกคนได้เห็นว่าแจจุงเปลี่ยนไปแล้ว ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับงาน ทั้งทีมงานเองก็ยังสนใจกับการกลับมาเกาหลีครั้งนี้ของแจจุงด้วย รวมถึงแฟนคลับที่ต่างก็รู้ว่าแจจุงไม่ถูกกับเขาก็ได้เห็นว่าพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ถึงแม้จะเป็นได้แค่หน้ากล้องก็ตามที แต่ยุนโฮก็หวังว่าการฉวยโอกาสครั้งนี้จะช่วยให้เขากับแจจุงปรับความเข้าใจกันได้สักวันหนึ่ง
แต่มันไม่ง่ายอย่างที่ยุนโฮคิดไว้ ถึงจะมาอยู่ด้วยกันแล้ว แจจุงก็ยังสร้างกำแพงตีตัวออกห่างจากเขา ยิ่งเห็นว่าถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื้อใยแบบนี้ กลับยิ่งทรมานเขามากกว่าแต่ก่อน ที่แม้จะไม่ได้อยู่ตึกเดียวกัน สายงานไปกันคนละทาง เจอหน้ากันไม่บ่อยนักเมื่อต่างคนต่างเดบิวท์ไปทำงานของตัวเอง อย่างน้อยแบบนั้นมันก็ดีกว่าการถูกหลบหน้าอย่างนี้
ยกเว้นก็แต่ช่วงเวลาอย่างในตอนนี้นั่นแหละที่พอจะทำให้ยุนโฮรู้สึกดีอยู่บ้าง สามครั้งแล้วที่เขาได้มีโอกาสดูแลแจจุงตอนที่เมาแบบนี้ และทุกครั้งเขาก็มักจะใช้เวลาหมดไปกับการเฝ้ามองอีกฝ่ายอย่างไม่รู้เบื่อ
หลังจากที่จัดการสวมชุดนอนให้จนเรียบร้อย ยุนโฮก็ช้อนร่างของแจจุงสอดเข้าใต้ผ้าห่มแล้วจัดท่านอนให้ดีๆ ใช้เวลาลูบไล้เส้นผมนุ่มอยู่พักใหญ่ก่อนจะพาตัวเองไปจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกลับเข้ามายังห้องนอนอีกครั้ง
ร่างสูงสอดตัวเองเข้าใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน สปริงเตียงที่ขยับตามน้ำหนักทำให้คนหลับพลิกตัวกลับมาทางเจ้าของเตียง ริมฝีปากหยักยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อถูกท่อนแขนเล็กวาดวงแขนกอดรอบเอว เขาสอดแขนเข้าใต้ร่างของแจจุงแล้วขยับร่างเล็กนั้นเข้ามาในอ้อมกอด
ถึงจะเจ็บปวดที่ถูกปฏิเสธ แต่การได้สัมผัสตัวนายอย่างนี้ก็คุ้มค่าแล้ว ...คิดได้อย่างนั้นริมฝีปากอุ่นก็แนบลงบนหน้าผากขาว กลิ่นหอมอ่อนๆ แม้จะปะปนไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ก็ยังคงดึงดูดให้ชายหนุ่มหลงใหลในตัวอีกฝ่ายได้อยู่เสมอ เปลือกตาหนาปิดลงเชื่องช้า พร้อมกับเสียงหายใจเบาจากร่างเล็กในวงแขนที่เป็นดังเพลงขับกล่อมให้เข้าสู่ห้วงนิทราแสนหวาน
ทว่าฝันหวานของชองยุนโฮช่างสั้นนัก แสงอรุณรุ่งเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าได้ไม่นาน เหตุการณ์เดิมๆ ก็เริ่มต้นขึ้นอีกวันแล้ว
“ไอ้อีที แกมานอนทับฉันทำไมเนี่ย!!!!!!!”
==+==+==+==+==+==
หนึ่งอาทิตย์หลังจากปาร์คยูชอนเสียตัว
ไม่ใช่และ หลังจากปาร์คยูชอนโดนลูกแกะกระแทกจูบถึงใจต่างหาก
ซิงเกิ้ลตัวใหม่ที่มีการเปลี่ยนปกปล่อยออกสู่ตลาดทำปรากฏการณ์ให้วงการเพลงได้ตะลึงกันถ้วนหน้าด้วยยอดขายถล่มทลายเป็นอันดับหนึ่งของปีนี้ทั้งที่เป็นซิงเกิ้ลไม่ใช่อัลบั้มเต็ม และสาเหตุก็มาจากหลายทิศทาง บ้างก็ว่าเพราะความสามารถของทั้งเซีย จุนซูและมิกกี้ ยูชอนพัฒนามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บ้างก็ว่าแนวเพลงในซิงเกิ้ลนี้โดนใจคนทุกวัย และบ้างก็ว่าเป็นเพราะข่าวลือเรื่องแยกวงของคนทั้งสองทำให้แฟนคลับตื่นตูมเทเงินในกระเป๋าเหมาซื้อกันหมดแผงเพื่อเพิ่มยอดขายให้ไอดอลได้ตระหนักถึงแฟนคลับที่ยังเหนียวแน่นไม่ยอมให้พวกเขาวงแตก อารมณ์ประมาณกดดันเอเยนต์นั่นแหละนะ
และมันก็ช่างได้ผลดียิ่งนัก
“เฮ้อ นึกว่าจะแย่แล้วเสียอีก ยูชอน พี่ขอเลยนะ ต่อไปนี้อย่าทำให้ทุกคนใจหายอีก เรื่องแยกวงน่ะมันเป็นปัญหาใหญ่ยักษ์เลยรู้บ้างไหมเนี่ย” มินจูนั่งอยู่บนโต๊ะยาวหลังจบการประชุม เขาหยิบเอากราฟไตรมาสล่าสุดของยอดขายมาพัดราวกับแอร์ในห้องไม่ทำงานทั้งที่อากาศก็เย็นจนจะแข็งกันได้อยู่แล้ว
ยูชอนหัวเราะแห้งๆ ใช่ว่าเขาจะล้มเลิกการแยกวงอะไรหรอกนะ แต่จากเหตุการณ์เมื่ออาทิตย์ก่อนมันทำให้เขายอมให้ครั้งหนึ่งด้วยการหยุดเจรจาเรื่องยุบวงไปก่อนชั่วคราว เพราะตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้สนิทใจอะไรกับจุนซูมากไปกว่าแต่ก่อนซะเมื่อไหร่ หรืออาจจะยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ จากที่พูดน้อย ตอนนี้แทบจะไม่อ้าปากสักแอะ แถมด้วยอาการสะดุ้งเฮือกเวลาเขาเข้าใกล้อีกต่างหาก ...สุดจะทำความเข้าใจจริงๆ ให้ตายเถอะ
ดูอย่างตอนนี้ มาคุยงานกันแต่หมอนั่นกลับเลือกนั่งเก้าอี้เสียเกือบจะกลืนหายไปกับกำแพงห้องประชุม
“เอาล่ะ จากที่ประชุมกันเมื่อกี๊พวกนายมีคำถามอะไรไหม?” ตอนนี้ทีมงานฝ่ายต่างๆ แยกย้ายกันออกไปจากห้องหมดแล้ว
“ผมขอเลือกนักแสดงที่จะมาเล่นเอมวีเองได้ไหม?” ตั้งแต่เห็นเนื้อหาของเพลงที่จะใช้เปิดตัวอัลบั้มเต็ม ยูชอนก็ตั้งมั่นในใจแล้วว่าเอมวีตัวนี้มันเหมาะกับใครที่จะมาสวมบทบาท
“ก็ต้องดูก่อนแหละนะว่าทางเอเยนต์จะอนุมัติหรือเปล่า ยิ่งถ้าเป็นคนละสังกัดด้วยแล้ว...”
“อนุมัติแน่นอน เพราะถ้าได้คนนี้มาเล่นเอมวีให้นะ รับรองยอดขายพุ่งทะลุยิ่งกว่านี้อีก”
มินจูเลิกคิ้ว “ใคร?”
“ยองอุง แจจุง”
“เฮ้ย จะดีเหรอ เพลงนี้มียุนโฮมาฟีตเจอริ่งกับพวกนายด้วยนะ สองคนนั้นไม่ถูกกันนี่?” ชื่อที่ได้ฟังทำเอามินจูแทบจะตกจากโต๊ะ
ยูชอนยิ้มเย็น “ถูกกันหรือเปล่าใครจะรู้ แต่ที่แน่ๆ พวกพี่รอดูยอดขายได้เลย”
มินจูมีท่าทีลังเล เขาหันไปขอความเห็นจากจุนซู “แล้วจุนซูว่าไง นายก็เป็นนักร้องนี่ ออกเสียงหน่อยก็ได้อย่าปล่อยให้ยูชอนมันยึดอำนาจคนเดียวสิ”
ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นจาก PSP ที่กดอยู่ “ถ้ายูชอนอยากให้เป็นยองอุง แจจุง ผมก็ว่าเป็นยองอุง แจจุงครับ” ตอบหน้าตาเฉย ก่อนก้มลงกดเกมในมือต่อไป
หนึ่งในปัญหาของยูชอน ก็คือท่าทีของจุนซูที่เหมือนไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นระหว่างกันนี่แหละ!
“เอางั้นเหรอ?”
“เอางั้นแหละพี่ เชื่อผม เป็นแจจุงนี่แหละดีที่สุด”
“เออๆ เอาไงก็เอาวะ เห็นว่านายขอนะเนี่ยยูชอน เดี๋ยวฉันจัดการเรื่องให้เอง”
ยูชอนชกกำปั้นเข้ากับฝ่ามือของตัวเองอย่างหมายมั่น ...‘แจจุงของฉัน คู่ชีวิตของยุนโฮ สัญญาว่าจะดูแลนายตลอดไป’... งั้นเหรอ? หึหึ มาดูกันสิว่าพวกนายจะทำยังไงกัน
รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา ก็ไม่รู้หรอกนะว่าพวกแกมีเรื่องอะไรกันถึงได้เป็นอย่างทุกวันนี้ แต่ไม่ต้องห่วงนะแจจุง เพื่อนสุดหล่อของแกมาช่วยแล้ว ความรักของเพื่อนก็เหมือนความรักของฉันด้วย ถ้าฉันไม่ช่วยแกแล้วใครจะช่วยล่ะจริงไหม? คิดเองเออเองเสร็จสรรพอย่างไม่สนใจว่าเพื่อนอยากให้ช่วยหรือเปล่า ยูชอนก็ลุกขึ้นยืนเตรียมจะออกไปหาข้าวเที่ยงกินอย่างสุขสันต์ เสียงเล็กๆ ของคนที่น่าจะจมอยู่กับเกมก็ร้องเรียกชื่อของเจ้าตัว
“มีอะไร?” ถามกลับไปห้วนๆ แต่เท้าแทบสะดุด ลมหายใจแทบติดคอเมื่อหันกลับไปแล้วพบว่าคนตัวเล็กมายืนบิดมือตัวเองเสียชิดหลังของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ซ้ำดวงหน้าที่เงยสบสายตานี่ก็อีก ดวงตาคนมันจะใสแจ๋วเป็นประกายปิ๊งวิ้งวับได้ขนาดนี้เลยหรือไงวะ แล้วไอ้พวงแก้มแดงๆ นี่อีกล่ะเว้ยเฮ้ย!
“คือว่า ...ป๊ะป๋า อยากเจอยูชอน”
โอ๊ย แสบตา อย่าจ้องกันอย่างนี้เซ่!
กำลังมึนกับแสงสว่างบาดตา เลยใช้เวลาทำความเข้าใจนานไปนิดนึง “ห๊ะ? ป๊ะป๋า?” ป๊ะป๋าอะไรวะ?
“อื้อ ป๊ะป๋าของฉัน เค้า...เค้าอยากเจอยูชอน”
อยากเจอ? ฟอร์วอท? หรือจะเรียกไปตักเตือนที่ทำไม่ดีกับลูกเค้าวะ? บ้า! ฉันไม่ได้ต่อยนายนะเว้ย นายต่างหากที่ต่อยฉัน!
“ฉันไม่ไป”
“ตะ แต่ว่า ป๊ะป๋า...”
“พ่อนายมายุ่งอะไรด้วย ที่เราทะเลาะกันมันใช่เรื่องของพ่อนายหรือไง” ปกติก็เห็นหมอนี่มันทำงานเสร็จก็กลับบ้านไปหาพ่ออยู่บ่อยๆ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นลูกแหง่ติดพ่อขนาดนี้นะเนี่ย
“ขอโทษที่รั้งยูชอนไว้ ยูชอนไม่ต้องไป ...แล้วก็ได้ ฉะ ฉันกลับก่อนนะ”
ก่อนที่จุนซูจะเบียดตัวเดินออกจากประตูไป ยูชอนก็ทันได้คว้าต้นแขนเล็กให้เจ้าตัวหันกลับมา
“เดี๋ยวก่อน! นายร้องไห้ทำไมคิมจุนซู?”
“...เปล่า” เปล่าบ้าอะไร ก็ร้องไห้อยู่เห็นๆ ยูชอนสุดจะทนกับเพื่อนร่วมวงที่ใช้หลังมือปาดน้ำตาบนใบหน้าราวกับเด็กเล็กๆ
“กะ ก็ยูชอนกำลังโกรธ” เสียงเล็กสะอื้นฮัก
“ไม่ได้โกรธ”
“โกรธสิ ยูชอนกำลังโกรธ แต่ก่อน ฮึก แต่ก่อนยูชอนไม่เคยเสียงดังเลย แต่เดี๋ยวนี้ ฮึก อารมณ์เสียใส่ฉันตลอดเลย ฮึก....” ร่างของจุนซูเริ่มสั่นมากขึ้น
“นั่นมันก็เพราะนายไม่ใช่หรือไง! คนที่ควรจะร้องไห้น่ะมันฉันต่างหาก!!”
“ยูชอนตะโกนอีกแล้ว ฮึก...”
ไหงเป็นงี้วะ? ปกติหมอนี้ขี้แยหรือไงวะเนี่ย! ยูชอนเกาหัวตัวเองเมื่อเห็นท่าทางจุนซูร้องไห้หนักขึ้น
“ฉันไม่ได้โกรธ หยุดร้องไห้ได้แล้ว” มือใหญ่ทาบลงกับแก้มชื้นแล้วเช็ดน้ำตาให้อย่างทนเฉยต่อไปไม่ไหว
“ฮึก...” ทว่าจุนซูกลับร้องไห้หนักขึ้นซะงั้น
“เว้ย! บอกให้หยุดร้องไห้ไง ฉันไม่ได้โกรธนายเข้าใจไหมเนี่ย!!”
“ยูชอนโกรธฉันจริงๆ ด้วย ฮึก ฮือออออ”
และก่อนที่ใครจะเข้ามาเห็นภาพมิกกี้ ยูชอนกลั่นแกล้งดูโอ้ที่แสนจะบอบบางน่ารักจนร้องไห้ ชายหนุ่มก็สบถออกมาดังๆ แล้วเอ่ยรับปากไปอย่างต้องการตัดปัญหา
“โอเคๆ ฉันจะไปหาป๊ะป๋าของนาย เพราะงั้นหยุดร้องไห้ได้แล้ว”
เงียบ ...ทันที ขอบคุณสวรรค์
“จะให้ไปเมื่อไหร่ก็โทรมาแล้วกัน วันนี้ฉันไม่ว่าง”
“อื้อ!”
ระหว่างที่เดินออกมาจากห้อง ยูชอนก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนตัวเองเพิ่งหาเรื่องใส่ตัวยังไงชอบกล แต่เอ๊อะ กะอีแค่ไปหาพ่อของเพื่อนร่วมวงมันจะไปมีอาไร๊?
==+==+==+==+==+==
Please Wait Our Next Contact!
*เมื่อไหร่โปรเจคมหาลัยจะเสร็จ TOT!~(<<หนทางช่างยาวไกลนัก)
**วันนี้ดู ชบก. ไม่ได้อ่ะ ฮึก T^T












แล้วจะอ่าน กร๊ากกก
มาเอาเม้นท์แรกอีกแล้ว
เพื่ออะไรไม่ทราบ พยายามได้อีก
#1 By **ling** (61.90.91.179) on 2009-10-07 20:38