[TVXQ Fiction] Contact Lens – Contact 04
posted on 01 Oct 2009 00:10 by kimyoonbe in 06-ContactLens
TVXQ fanfiction No.6
Title :: Contact Lens
Author :: KimYoonBe [KYB]
Category :: Romantic Comedy
Pairing :: YunHo/JaeJoong , YooChun/JunSu
[Contact 04]
“เฮ้ย ยุนโฮ รู้ยังว่ากลุ่มเราจะมีเด็กใหม่เข้ามาคนหนึ่ง” เสียงทุ้มใหญ่มาพร้อมกับแรงมือหนักๆ ที่ตบลงบนไหล่เจ้าของชื่อ ก่อนจะรวบวงแขนคว้าลำคอรุ่นน้องเข้ามาใกล้ “เห็นว่าหน้าตาดีน่าดูเชียวล่ะ”
“เห๋ หาสมาชิกคนที่สี่ได้แล้วเหรอ?”
“อื้อ ตอนนี้เด็กใหม่รออยู่ที่ห้องผู้จัดการแล้ว”
“แล้วพี่ฮีชอลล่ะ?”
“หมอนั่นก็อยู่ในห้องพี่จองโฮแล้ว ฉันออกมาตามนายนี่แหละ” ว่าจบก็จัดการลากคอรุ่นน้องไปห้องผู้จัดการทันที
เมื่อผลักบานประตูเข้าไป ผู้จัดการหนุ่มก็รีบกวักมือเรียกรัวๆ “คังอิน ยุนโฮ มาๆ คนนี้คือสมาชิกคนที่สี่นะ ตอนนี้โปรเจคต์อยู่ในช่วงร่างแผนงาน ชื่อยังไม่เป็นทางการของพวกนายก็คือ Four Season นะ”
ที่หน้าโต๊ะของผู้จัดการ สมาชิกคนใหม่ที่ว่าก็ลุกขึ้นยืนหมุนตัวกลับมาพร้อมกับผงกศีรษะให้เล็กน้อย
“ว้าว หน้าตาดีกว่าที่คิดนะเนี่ย!”
“น้อยๆ หน่อยคังอิน เด็กผู้ชายก็ไม่เว้นนะนาย” คนที่นั่งไขว่ห้างอยู่ที่โซฟาข้างห้องอดจะแขวะเพื่อนร่วมรุ่นขึ้นมาไม่ได้
“เออน่า แหม ก็คนมันดีใจนี่ วงเราต้องเป็นวงที่หน้าตาดีที่สุดในเกาหลีใต้อย่างแน่นอน” คนตัวใหญ่ล่ำหัวเราะกลบเกลื่อน
“เวอร์ไปแล้วนาย”
“ก็มันจริง” คนไม่เคยอายตอบหนักแน่น ก่อนที่สายตาจะหันไปเห็นสีหน้าของคนข้างตัวที่เอาแต่จ้องมองเด็กหน้าหวานที่เพิ่งเข้าสังกัดมาซะอย่างกับเจอสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอันดับที่แปด “อะไรยุนโฮ เป็นอะไรไป จ้องหน้าซะอย่างกับเจอผี อย่าเสียมารยาทกับน้องใหม่ของพวกเราสิฟระ”
“นั่นสิ เป็นอะไร มีอะไรหรือเปล่า” ผู้จัดการเองก็เห็นถึงความผิดปกติ แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก เขาหันไปตบหลังแจจุงเบาๆ “เอ้า แนะนำตัวเองหน่อย ทั้งสามคนนี้จะต้องร่วมงานกับนาย”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมคิมแจจุง”
“อื้มๆ ฉันคิมยองอุน แต่เรียกฉันว่าคังอินก็ได้ ส่วนนี่ก็คิมฮีชอล แล้วก็นี่ ชองยุนโฮ” คังอินและฮีชอลต่างก็พยักหน้าให้พร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร ต่างจากชายหนุ่มร่างสูงอีกคนที่ยืนนิ่งราวกับหิน จนคังอินต้องตบไหล่เด็กหนุ่มเน้นๆ เป็นเชิงเรียกสติ
“ไอ้ยุนโฮ ทักทายเค้าหน่อยสิวะ”
“อ่ะ อือ” สติที่ยังไม่ตื่นดีทำให้รับคำไปได้เพียงเท่านั้น
“ฮีชอล ไปตามผู้จัดการจองโฮ หรือใครมาก็ได้เร็วเข้า!! เห้ย พวกนายก็เข้ามาแยกไอ้สองคนนี้หน่อยสิวะ เดี๋ยวได้ตายห่ากันจริงๆ หรอก ...แจจุงพอแล้ว! แยกๆๆๆ”
“ปล่อยผมนะพี่คังอิน ผมจะต่อยมัน!”
“พี่คังอินปล่อยแจจุงเถอะ ถ้าเค้าอยากจะต่อยก็ปล่อยให้เค้าทำ”
“หนอย แก! ทำเป็นปากดี ฉันต่อยแกแน่ไม่ต้องขอหรอก!”
เสียงเอะอะตึงตังยังคงดังต่อไปอีกพักใหญ่ เด็กฝึกหัดที่อยู่บริเวณห้องซ้อมเต้นต่างก็กรูกันมารุมดูการทะเลาะวิวาทของดาวเด่นทั้งสองคนราวกับเห็นเป็นการแสดงโชว์อย่างไรอย่างนั้น จนกระทั่งฮีชอลวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาพร้อมกับลากผู้จัดการหนุ่มมาด้วย
“พวกแกสองคนนี่มันยังไงกันวะห๊ะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ทำไมต้องลงไม้ลงมือกันด้วย” เห็นสภาพห้องและสภาพของเด็กในสังกัด จองโฮก็ได้แต่ยกมือขึ้นกุมขมับกับเหตุการณ์เดิมๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน สองคนนี้ก็หาเรื่องวิวาทกันไปได้ทุกครั้ง
“เล็กน้อยตรงไหน! แบบนี้มันหาเรื่องกันชัดๆ!!” คนที่เข้ามาเป็นเด็กฝึกหัดได้หกเดือนเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงหน้าขาวซับสีเลือดด้วยความโกรธ
“แจจุง นายก็พูดเวอร์ไป แค่เต้นผิดจังหวะชนกันนิดหน่อยเท่านั้นเอง” ฮีชอลเองก็พลอยเหนื่อยใจไปกับรุ่นน้องทั้งสองคนไม่ได้
“ไม่เองอ่ะ ขาผมยังเจ็บอยู่ แล้วเกิดอักเสบไปจะว่าไง”
“ก็นายเองนั่นแหละที่ไม่ขยับตัวตามเสต็ป เลยทำให้ยุนโฮหมุนตัวไปกระแทกเข้า” แจจุงขาเจ็บ ฮีชอลรู้ดี เพราะอย่างนั้นถึงทำให้แจจุงขยับตัวไม่ได้ดังใจคิด แต่ก็อดจะติกลับไปไม่ได้
“พี่จะโทษว่าเป็นความผิดผมคนเดียวงั้นเหรอ!”
“พี่ไม่ได้หมายความอย่างนั้น ตรงกันข้าม พี่อยากให้นายเห็นเป็นความผิดของสองฝ่ายต่างหาก” ฮีชอลยอมแพ้ เขาเดินไปนั่งปุลงหลังห้อง แล้วปล่อยให้ผู้จัดการสานต่อ
จองโฮเห็นสีหน้าเหนื่อยอ่อนของทั้งฮีชอลและคังอินก็รู้สึกเหนื่อยตามไปด้วย “เอาล่ะๆ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ให้มันยุติจะได้มั้ย พี่ขอล่ะนะ แจจุง ยุนโฮ ให้มันจบไปตรงนี้ก็แล้วกันนะ”
คนตัวเล็กสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของคังอิน เจ้าตัวไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงแต่เดินไปที่มุมห้องแล้วทิ้งตัวลงนั่ง คว้ากระเป๋าหาหลอดยาออกมาทาข้อเท้าที่บวมเป่งเงียบๆ ส่วนยุนโฮเองก็เดินไปยังฝั่งตรงข้ามของห้องแล้วทรุดตัวลงนั่ง คว้าขวดน้ำจากกระเป๋าขึ้นดื่มโดยไม่พูดอะไรออกมาเช่นกัน บรรยากาศที่เปลี่ยนไปยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัดไปมากกว่าเดิม เมื่อครู่ก็เสียงดังกันซะ ตอนนี้กลับเงียบสนิท จองโฮ ฮีชอล และคังอินต่างพากันส่ายหน้าระอา
“มุงอะไรกันอยู่อีก ไปๆ แยกย้ายกันไปซ้อมได้แล้ว” จองโฮหันไปไล่เด็กฝึกหัดที่มุงดูกันอยู่หน้าห้องให้แยกย้ายกันไป
“พี่จองโฮ ผมว่าแบบนี้จะแย่เอานะ” ฮีชอลเดินตามออกมาจากห้องซ้อมพร้อมกับคังอินที่มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน
“พี่ก็ไม่รู้จะยังไงเนี่ย ทางเอเยนต์ก็ระบุมาแล้วว่าจะให้พวกนายสี่คนทำวงด้วยกัน”
“ไอ้ผมกับฮีชอลน่ะยังไงก็ทนได้อยู่แล้ว แต่ยุนโฮกับแจจุงนี่สิ ไม่รู้ว่าถ้าทำงานด้วยกันจริงๆ จะทนกันได้หรือเปล่า นี่แค่อยู่ในช่วงเก็บตัวฝึกซ้อมยังเป็นกันขนาดนี้เลย”
“ก็นั่นน่ะสิ ตอนนี้ก็คงต้องให้นายสองคนช่วยดูแลกันไปก่อนนั่นแหละ”
.
.
.
“ก็อะไรประมาณนี้แหละ” เค้กสตรอเบอร์รี่ถูกจิ้มกินเป็นคำสุดท้ายพอดีกับที่เรื่องเล่าในอดีตสิ้นสุดลง คิมฮีชอลเคี้ยวขนมเค้กด้วยสีหน้ามีความสุข มือเรียวยกน้ำส้มคั้นดื่มตาม พลางว่า “นี่ ขอเค้กอีกก้อนได้ป่ะ”
ปาร์คยูชอนขมวดคิ้วยุ่งทันที “โหพี่ สามก้อนนี่ยังไม่พออีกเหรอ”
“จะฟังต่อมั้ย ถ้าฟังก็ไปซื้อเค้กก้อนนั้นมาให้พี่เร็วๆ เลย” ปลายนิ้วเรียวกรีดกรายชี้ไปยังเค้กชอคโกแลตหน้าตาบอกราคาแพงลิ่ว
อยากรู้เรื่องชาวบ้านนี่ต้องลงทุนสูงจริงๆ ยูชอนเพิ่งตรัสรู้ก็วันนี้
เมื่อเค้กหน้าตาน่าทานถูกเสิร์ฟลงบนโต๊ะ ยูชอนก็ยิงคำถามต่อทันที “แล้วทำไมวง Four Season ถึงยุบล่ะ?”
“แจจุงมันเข้าโรง’บาลน่ะ รู้สึกจะตกบันไดมั้ง ข้อเท้าที่มันเจ็บอยู่แล้วเลยยิ่งเป็นหนัก แล้วเอ็นเข่าก็มาฉีกเพราะกระดูกเคลื่อนอีกเลยต้องผ่าตัด เรื่องมันก็เลยใหญ่โตขึ้นมา เพราะต้องใช้เวลารักษาตัวนาน ทางเอเยนต์ก็เลยเปลี่ยนโปรเจคต์ ฉันกับคังอินถูกยัดเข้าไปใน SJ ส่วนยุนโฮมันก็ออกอัลบั้มเดี่ยว ...เอ้อใช่ รู้สึกตอนแจจุงมันพักฟื้น จุนซูก็หลอดเสียงอักเสบด้วยนะ ตอนแรกหมอนั่นจะได้เป็นนักร้องเดี่ยว แต่พอดีนายเข้ามาตอนที่จุนซูมันเริ่มอาการดีขึ้น ทางเอเยนต์ก็เลยเสนอจับคู่นายขึ้นมา”
ถามเรื่องเพื่อนอยู่ดีๆ ได้รู้เรื่องใครอีกคนด้วยซะงั้น ยูชอนปั้นหน้าลำบากเมื่อได้ยินชื่อของดูโอ้ แต่ก็เพียงแป็บเดียวเท่านั้น ชายหนุ่มก็สะบัดเรื่องบัดดี้ออกไปจากหัว “แล้วไหงแจจุงมันมาเป็นนักแสดงล่ะ ถ้ามันร้องเพลงได้”
ใบหน้าเรียวของฮีชอลเงยขึ้นจากก้อนเค้กที่หายไปแล้วครึ่งก้อน มือที่ถือช้อนยกขึ้นกระดิกนิ้วชี้ขึ้นมาส่ายไปมาซ้ายขวาช้าๆ “ไม่ใช่ ‘ร้องเพลงได้’ แต่ ‘ร้องเพลงโคตรเทพ’ ต่างหาก โอ๊ย ครั้งแรกที่ได้ฟังเสียงหมอนั่นนะ ขนฉันงี้ลุกเกรียวพรึ่บพรั่บไปทั้งตัว ขนาดไอ้ยุนโฮมันยังยืนตะลึงตาค้างเล้ยยยย”
ขนาดนั้นเลย? ยูชอนอดทึ่งไม่ได้ ตั้งแต่รู้จักกับแจจุงมา ไม่เคยเห็นหมอนั่นร้องเพลงให้ฟังสักครั้ง
“แล้วงั้นทำไมไม่เป็นนักร้องอ่ะ?”
“ไม่รู้ดิ พอออกจากโรง’บาล แจจุงก็เดบิวท์เป็นนักแสดงแล้ว งงๆ เหมือนกัน พี่จินอีก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังด้วย ถามเจ้าตัวก็บอกมาว่าอยากเป็นนักแสดงมากกว่า งี้อ่ะ”
ยูชอนพยักหน้ารับพลางคิด ไม่มีเหตุผลเลยที่แจจุงมันจะเปลี่ยนจากนักร้องไปเป็นนักแสดง ส่วนความสัมพันธ์ของแจจุงกับยุนโฮก็ดูจะกัดกันมาตลอดตั้งแต่แรกแล้ว ถึงจะดูเหมือนคนไม่ชอบหน้ากันทั่วไปก็เถอะ แต่มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ แต่ว่ามันอะไรล่ะ?
Rrrrrrrrr
เสียงโทรศัพท์เรียกให้ยูชอนหลุดออกจากห้วงความคิด เขาล้วงหยิบมือถือออกจากกระเป๋ากางเกงซ้ายแล้วกดรับ เมื่อได้ฟังปลายสายพูดจบแล้วชายหนุ่มก็เก็บเครื่องมือสื่อสาร พลางหยิบบิลขึ้นจากโต๊ะ
“ขอบคุณพี่ฮีชอลมาก เดี๋ยวผมขอตัวก่อนแล้วกันนะ”
“อ้าว จะกลับแล้วเหรอ?” คนตลกแด๊กเอ่ยถามได้ตรงข้ามกับท่าทางมาก เพราะแทนที่จะทำเหมือนอยากรั้งรุ่นน้องไว้ด้วยมารยาท แต่เจ้าตัวกลับนั่งกินขนมตรงหน้าต่ออย่างหน้าชื่นตาบาน “ถ้างั้นก็ โชคดีนะ~” ซ้ำยังโบกมือลาบ๊ายบายปิดท้ายให้รุ่นน้องได้แต่ยิ้มแห้งๆ ตอบกลับมา
ทันทีที่จอดรถ ยูชอนก็รีบเดินเข้าไปในตึก SM ตั้งแต่กลับจากพูซานหลังจบคอนเสิร์ตก็เลยมาหนึ่งอาทิตย์แล้วที่เขาต้องรอผู้จัดการมินจูเพื่อคุยเรื่องแยกวงกับจุนซู ดูเหมือนว่าเขาจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อย พี่มินจูจึงต้องขอเวลาเพื่อปรึกษากับทางต้นสังกัดหลายๆ คนก่อนถึงจะเรียกประชุมเรื่องนี้ได้ เมื่อครู่นี้เองที่พี่มินจูโทรมาบอกว่าพร้อมจะคุยแล้ว
เมื่อเปิดประตูห้องผู้จัดการเข้าไปก็พบพี่มินจู และเพื่อนร่วมวงที่ไม่ได้เห็นหน้ามาตั้งแต่จบคอนเสิร์ท ดูเหมือนว่าจุนซูจะเป็นไข้หนักจริงๆ เจ้าตัวฝืนขึ้นร้องเพลงกับเขา แล้วก็แทบจะหมดสติหลังเพลงสุดท้ายจบลงทำให้ต้องรีบส่งตัวกลับโซลเพื่อพาไปรักษาที่โรงพยาบาล และแน่นอนว่ายูชอนไม่ได้โผล่หน้าไปเยี่ยมดูโอ้คนนี้เลยสักครั้งเดียว
ยูชอนไม่ได้ปรายสายตามองคนที่นั่งก้มหน้านิ่งอยู่บนโซฟาตรงข้ามกับผู้จัดการ เขาเลือกนั่งลงที่โซฟาเดี่ยวตัวซ้าย
“ยูชอน พี่ยังต้องการพูดคำเดิมนะ ช่วยคิดให้ดีอีกครั้งได้ไหม”
“ผมว่าผมบอกไปชัดเจนแล้วนะว่าผมต้องการแยกวง”
“พี่รู้ว่านายตัดสินใจแล้ว แต่ก็อยากให้คิดใหม่อีกครั้ง...”
“ให้คิดอีกกี่สิบกี่ร้อยครั้งผมก็ให้คำตอบพี่เหมือนเดิมนั่นแหละ”
มินจูยกมื่อขึ้นเป็นเชิงเข้าใจเมื่อเห็นว่าน้ำเสียงของยูชอนเริ่มจะดังขึ้น “โอเคๆ นายคิดดีแล้ว พี่รู้ แต่ว่าพี่อยากให้นายคิดให้กว้างกว่านี้ การที่นายกับจุนซูแยกวงกันมันกระทบหลายฝ่ายนะ ตัวนายเองก็ด้วย สัญญาที่ร่างไว้ระบุว่านายกับจุนซูต้องทำวงด้วยกันเป็นเวลาหกปี แต่นี่เพิ่งจะผ่านไปสามปีเท่านั้นเอง ค่าเสียหายที่นายต้องชดใช้ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะยูชอน”
“ผมรู้ เรื่องนั้นผมดูรายละเอียดมาแล้ว แต่พี่เข้าใจไหมว่าผมอึดอัด ผมทนทำงานกับคิมจุนซูต่อไปไม่ไหวแล้ว”
“อย่าพูดจาใจร้ายอย่างนั้นสิยูชอน” มินจูเหลือบมองร่างเล็กที่สะดุ้งเล็กน้อยแล้วถอนหายใจเบา “ยังไงพวกนายก็เคยทำงานด้วยกันมาตั้งนานแล้ว ปรับความเข้าใจกันก่อนที่เรื่องจะบานปลายดีกว่านะ”
“ใจร้าย? ปรับความเข้าใจ?” ยูชอนพ่นลมหายใจแรง “ผมว่าพี่บอกจุนซูดีกว่ามั้ง!”
“โอเค ถือว่าพี่ไม่ได้พูดอะไรกับนายแล้วกันยูชอน” มินจูยอมแพ้เด็กหนุ่มที่ดูท่ายิ่งพูดก็ยิ่งจะพาให้อารมณ์ฝ่ายนั้นเสียขึ้นเรื่อยๆ เขาหันไปหาจุนซูที่ยังนั่งก้มหน้ากุมมือตัวเอง ผิดวิสัยร่าเริงที่มักจะแจกยิ้มให้เขาอยู่บ่อยๆ นี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจุนซูไปทำอะไรให้ยูชอนมันองค์ลงของขึ้นได้ขนาดนี้
“จุนซู ไหนลองอธิบายเรื่องราวมาสิ ว่าตกลงแล้วมันยังไงกันแน่ นายทำอะไรให้ยูชอนไม่พอใจ? ลองพูดอธิบายออกมาหน่อย เผื่อว่าถ้ามันเป็นเรื่องเข้าใจกันผิดจะได้หาทางปรับความเข้าใจกัน”
มือเล็กบีบกันแน่นขึ้น ก่อนที่ศีรษะกลมจะส่ายไปมา เห็นอย่างนั้นยูชอนก็ยิ่งหงุดหงิด มือใหญ่ตบโต๊ะกระจกดังลั่นจนมินจูเองยังสะดุ้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน
“ส่ายหน้านี่หมายความว่ายังไง ห๊ะ! ...นี่พี่มินจู” ยูชอนหันควับไปหาผู้จัดการหนุ่ม “ปรับความเข้าใจอะไรนั่นน่ะ พี่ลืมมันไปได้เลย เพราะถึงตอนนี้ผมก็ไม่อยากจะฟังคำแก้ตัวอะไรของหมอนี่ทั้งนั้น รีบๆ จัดการยกเลิกสัญญาให้มันจบๆ ไปสักทีดีกว่า!!”
“ยูชอน ใจเย็นก่อนสิ นายไม่คิดจะฟังความเห็นอะไรจากจุนซูเลยเหรอไง”
“ฟังความเห็นบ้าไรล่ะ ไม่เห็นว่าหมอนี่จะพูดอะไรออกมาสักเอะ ใจจริงก็คงไม่อยากจะทำงานร่วมกับผมอยู่แล้วล่ะสิ!”
“ไม่ใช่....” เสียงแหบๆ ดังลอยขึ้นมาจากคนที่ก้มหน้าก้มตา ยูชอนฟึดฟัดตวัดสายตาลงมองคนตัวเล็ก
“ไม่ใช่อะไร ไหนบอกมาสิว่าไม่ใช่อะไร!”
“แกอย่าขึ้นเสียงสิวะยูชอน จุนซูมันกลัวตัวสั่นแล้วไม่เห็นเหรอไง ค่อยๆ พูดกันสิ” มินจูแทบจะยกมือขึ้นกุมขมับเป็นรอบที่ร้อย
“ก็พูดมาสิว่ามันไม่ใช่อะไร!”
“...” จังหวะที่ศีรษะเล็กเงยขึ้น ประตูห้องก็เปิดผ่างออก พร้อมกับพนักงานหน้าตาจืดชืดโผล่หัวเข้ามาร้องเรียกเจ้าของห้อง “พี่มินจู มีประชุมด่วนจากคณะกรรมการฝ่ายการตลาด”
“อ่ะ เออ จะไปเดี๋ยวนี้แหละ” งานเข้าแบบไม่ทันได้ตั้งตัวทำเอามินจูเรียบเรียงสติไม่ถูก เขารีบลุกขึ้นจากชุดโซฟารับแขกไปยังโต๊ะทำงานแล้วคุ้ยหาเอกสารการประชุมที่ควรจะเริ่มพรุ่งนี้เช้า ไม่ใช่บ่ายวันนี้ คว้าแฟ้มหนาหนักไว้ได้แล้วก็หันไปหานักร้องเจ้าปัญหาสองหน่อที่มุมห้อง “พวกนายคอยอยู่ที่นี่ก่อน อย่าเพิ่งไปไหน อีกสามสิบนาทีฉันจะกลับมาเคลียร์” ชี้นิ้วสั่งเสร็จก็รีบผลุบหายไปจากบานประตู เหลือทิ้งไว้แต่บรรยากาศอึมครึมภายในห้องให้คนสองคนได้เผชิญ
“เสียเวลา!” เสียงทุ้มตะโกนหงุดหงิด ก่อนเจ้าตัวจะเดินวนไปวนมาอยู่ภายในห้องอย่างต้องการระงับอารมณ์ที่มันพลุ่งพล่านอยู่เมื่อครู่ ทว่าผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าผู้จัดการจะกลับเข้ามาในห้อง คนที่เบื่อการรอคอยอย่างปาร์คยูชอนก็เริ่มจะทนไม่ไหว
“อะไรกันนักหนาวะเนี่ย คุยให้มันจบๆ ไปเลยก็สิ้นเรื่อง จะมายื้อเวลากันทำไมวะ” หงุดหงิดอะไรนักหนายูชอนก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน ตั้งแต่วันนั้นที่ฟิวส์ขาดเขาก็รู้สึกหงุดหงิดไปเสียทุกอย่าง อารมณ์เสียกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนตัวเองยังไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร
เพราะอะไร? บ้าหรือเปล่ายูชอน ก็เพราะคิมจุนซูนี่ไงเล่า!
หาตัวการต้นเหตุความหงุดหงิดได้แล้วก็หมุนตัวก้าวเดินไปหยุดยืนใกล้โซฟาที่คนตัวเล็กนั่งอยู่ “เฮ้ย นายน่ะ เดี๋ยวพอพี่มินจูกลับมาแล้วก็บอกๆ พี่เค้าไปเลยว่านายก็อยากแยกวง จะได้ไม่ต้องมายืดเยื้อให้เสียเวลา เข้าใจไหม!” หยาบคายไร้สมบัติผู้ดีเป็นที่สุด สถุลมากยูชอน วิธีการเรียกอีกฝ่ายด้วยคำว่า ‘เฮ้ย’ นี่มันไม่ใช่นิสัยคุณชายของเขาเลยสักนิด แต่พูดไปแล้วก็ช่างปะไร!
“....วง”
“ห๊ะ ว่าไงนะ?” ขณะที่มือสองข้างยังเท้าเอวหาเรื่องอยู่ ยูชอนก็โค้งตัวลงไปใกล้ใบหน้ากลม
“....แยกวง”
“พูดให้มันดังๆ หน่อยสิ!!”
“ไม่อยากแยกวง” ถึงจะไม่ดังเท่าที่ยูชอนหวังไว้ แต่เขาก็ได้ยินมันแล้วทุกคำ
“ไม่อยากแยกวง? ทำไม นายยังมีปัญหาอะไรอีก? หรือนายไม่อยากจ่ายค่าเสียหายเรื่องสัญญา? ไม่ต้องห่วง ถ้านายเสียดายเงินเดี๋ยวฉันออกเอง เพราะฉันไม่อยากร่วมวงกับนายอีกแล้วไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่”
“ไม่ใช่เรื่องเงิน........”
“เงยหน้าขึ้นมาพูดดีๆ ฉันฟังไม่รู้เรื่อง มีอะไรก็พูดออกมาดังๆ ฉันรอฟังนายอยู่เนี่ย พูดๆ ออกมาเลยฉันจะได้เข้าใจว่านายคิดอะไรอยู่ รู้ไหมว่ามันน่าหงุดหงิดแค่ไหนที่นายเอาแต่เงียบใส่ฉันอยู่อย่างนี้! แม่ง ปากก็มีไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ นอกจากจะร้องเพลงแล้วนายใช้ปากไว้เอาใจพวกทีมงานผู้จัดการเท่านั้นหรือไงวะ! กลัวใครไม่รักหรือไง หรือว่าทำไปเพราะฝืนใจเพื่อแลกกับหน้าตาในวงการ? อย่างนี้เค้าเรียกคนตีสองหน้ารู้หรือเปล่า โอ๊ย!!!!!!!”
พร้อมเสียง ‘โอ๊ย’ ของยูชอน เสียง ‘ผัวะ’ ก็ดังขึ้นพร้อมกันจากหมัดเล็กๆ ที่เสยเข้าเต็มปากของร่างสูงสุดแรง
“นายทำบ้..า....!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” เลือดกลบปากจนเจ็บจี๊ดไปถึงสมอง กำลังจะกระชากคนต่อยเข้าหาหวังจะซัดหมัดคืนเป็นการตอบโต้ แต่ยังไม่ทันจะได้คว้าอะไรไว้ในมือ คอเสื้อก็ถูกดึงกระชากให้ก้มหน้าลงปะทะริมฝีปากอุ่นๆ นุ่มๆ ของคนตรงหน้าเสียก่อน
เฮ้ย เขากำลังจูบกับจุนซู!
ไม่ใช่อ่ะ จุนซูกำลังจูบเขา!!!
ยูชอนหลับตาแน่น มือไม้ที่ยกค้างก็ได้แต่ยกเก้ๆ กังๆ วางมือไม่ถูก ไม่กล้าแตะตัวของจุนซูขึ้นมาเสียเฉยๆ ดังนั้นไอ้การจะผลักอีกฝ่ายออกให้พ้นตัวจึงลืมไปได้เลย
เกือบๆ จะได้ยินเสียงเข็มนาฟิกาข้างฝาผนังวิ่งอยู่แล้วด้วยความเงียบมันเข้ามาปกคลุมยาวนานเสียเหลือเกิน ริมฝีปากนุ่มนิ่มก็ผละออกห่างเสียก่อน
สาบาน ปาร์คยูชอนสาบานว่าเพิ่งเคยเห็นใครหน้าแดงได้น่ารักขนาดนี้เป็นครั้งแรก
“ทำอะไรของนาย” แม้จะตื่นตะลึงตกใจ สติกระเจิดกระเจิงไปโลกหน้า แต่ปาร์คยูชอนก็ยังคงเก็บอาการได้เนียนจนน่ายกย่อง หลังมือหนาปาดคราบเลือดที่มุมปากขณะที่เอ่ยถามออกไป
ดวงหน้าแดงซ่านไม่หลบตาเหมือนเคย
“จูบ”
อ้าวสาด ตอบง่ายไปไม๊?
ปวดหัวจี๊ดขึ้นมายิ่งกว่าตอนโดนต่อย “รู้แล้วว่าจูบ นายทำแบบนี้ทำไม คิมจุนซู”
“....นาย”
“ห๊ะ?”
“.....นาย”
“พูดให้มันดังๆ สิเว้ย!” ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว คนอะไรวะ ตอนจูบคนอื่นก็ทำเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่พอจะพูดทีนี่ไม่รู้จะเล่นตัวอะไรนักหนา ทีตอนร้องเพลงนี่แหกปากไปถึงจักรวาล เป็นคนที่เข้าใจยากอะไรอย่างนี้วะ!
ยูชอนเห็นว่าริมฝีปากเล็กๆ ที่เพิ่งได้แตะสัมผัสกันนั่นเม้มแน่น เมื่อเลื่อนสายตาขึ้นมองแก้วตาเรียวรีก็เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้หลบสายตาอย่างที่คิด เขาก็เลยรอ รอให้อีกฝ่ายพูดออกมา จนเกือบจะตัดใจช่างแม่งแล้ว ไม่อยากพูดกูก็ไม่อยากฟัง เสียงแหลมเล็กกลับตะโกนออกมาพอดีกับที่บานประตูเปิดออกเสียนี่
“ฉันชอบนาย ได้ยินไหม ปาร์คยูชอน!!!!!”
==+==+==+==+==+==
“แจจุงเป็นอะไรหรือเปล่าคะ?” เสียงของทีมงานร้องถามเมื่อเห็นว่านักแสดงรับเชิญคนดังพลัดตกลงมาจากสะพานไม้ที่ใช้ถ่ายทำตอนสำคัญของภาพยนต์ที่มีโลเกชั่นหลักคือชายหาดริมทะเล
มือขาวโบกไปมาเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร แต่พอจะลุกขึ้นยืนก็ต้องนิ่วหน้าแล้วทิ้งตัวล้มลงไปกองกับผืนทรายอีกครั้ง
สงสัยอาการปวดที่เข่าจะกำเริบ แจจุงนึกเซ็งอยู่ในใจกับสภาพร่างกายที่ถึงแม้ว่าเขาจะหันมาจริงจังกับการออกกำลังกายแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ทำให้อาการบาดเจ็บที่เคยได้รับหายไป
“ยื่นมือมาสิแจจุง” พระรองของเรื่องส่งมือไปตรงหน้าร่างบางที่นั่งจุมปุ๊กอยู่กับที่ด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“ฮยอนจุง... อืม ขอบใจนะ” เมื่อลุกขึ้นมาและถูกทีมงานประคองพาไปนั่งพักแล้ว การถ่ายทำก็เริ่มต่อ โดยเว้นซีนที่มีแจจุงออกไปก่อน
“ขายังไม่หายดีอีกเหรอ?” ระหว่างรอเข้าฉาก ฮยอนจุงก็มานั่งคุยเป็นเพื่อนแจจุง อันที่จริงแล้วพวกเขาเป็นเพื่อนกันมานานแล้วตั้งแต่ที่เข้าวงการมาใหม่ๆ เพราะได้มีโอกาสทำงานร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง ซ้ำก่อนหน้านี้แจจุงยังเคยเรียนมัธยมปลายที่เดียวกับฮยอนจุงอีกด้วย แต่ตอนนั้นพวกเขาไม่ได้สนิทกันเพราะอยู่คนละห้อง และต่างคนต่างก็ต้องไปเป็นเด็กฝึกหัดคนละสังกัด ทำให้เวลาเรียนแทบไม่พอ ดังนั้นเวลาเจอหน้ากันแทบไม่ต้องพูดถึง
“อืม จริงๆ ก็ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วล่ะ แต่ถ้าไปฝืนมากๆ มันก็จะรู้สึกปวดนิดหน่อย พอดีเมื่อกี๊ก้าวพลาดด้วยตอนล้มก็เลยเจ็บขึ้นมาน่ะ”
“ไม่เป็นไรมากก็ดีแล้ว ฉันว่านายพักผ่อนหน่อยก็ดีนะ เห็นช่วงนี้รับงานเต็มไปหมด”
“โธ่ งานมาเงินก็มาไง” แจจุงยิ้มกว้างพลางหัวเราะขำ “ว่าแต่ฉัน นายเองก็ด้วยแหละ รับทั้งงานภาพยนตร์ทั้งงานละครเลยไม่ใช่เหรอช่วงนี้น่ะ นี่ๆ ฉันดูแล้วนะเรื่อง BOF อ่ะ” คนตัวเล็กกระทุ้งศอกใส่เพื่อน “พวกพี่สาวโทรมาเล่าให้ฟังใหญ่ว่านายหล่อมากกกกก”
“เวอร์ไปแล้วแจจุง” คนถูกยอยกนิ้วดีดหน้าผากขาวไปเบาๆ อย่างหมั่นไส้
“อ๊ะ แต่ฉันชอบคิมบอมมากว่านะ ฮ่าๆๆ”
“เออๆ แหย่ไปเถอะ ฉันไม่หลงกลนายหรอก”
“โหย ไม่สนุกเลย!” ทั้งสองนั่งคุยกันไปอีกพักใหญ่กว่าที่ทั้งคู่จะโดนเรียกเข้าฉากอีกครั้ง ซีนที่มีแจจุงถูกถ่ายซ่อมได้ทันก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน เมื่อสิ้นสุดแสงแดดสุดท้ายผู้กำกับก็บอกเลิกกอง
“แจจุง นายมารถทีมงานใช่ไหม ถ้าไงให้ฉันไปส่งมั้ยล่ะ?” ฮยอนจุงเอ่ยถามขณะเก็บข้าวของใส่เป้สีดำใบใหญ่
“อือ เอาสิ” ว่าตามนั้นแล้วก็พากันไปขึ้นรถออดี้สีดำที่จอดเรียบอยู่ริมถนนไม่ไกลจากกองถ่ายทำภาพยนตร์มากนัก คนมือซนไม่รอช้าที่จะรื้อข้าวของในรถทันที
“อ่า... เนทบุ๊คสีแหว๋วไปไม๊เนี่ย” แจจุงแซวขึ้นมาเมื่อเห็นเนทบุ๊คสีชมพูหวานนอนกองอยู่ในลิ้นชักคอนโซนรถ คนที่เพิ่งสตาร์ทเครื่องก็หัวเราะขำบอกว่าแฟนคลับให้มาตอนวันเกิดปีที่แล้ว
“เออใช่ พูดถึงแฟนคลับ ฉันว่าจะถามนายพอดี เรื่องคลิปนั้นอ่ะ ตกลงมันยังไงเหรอ?”
“คลิปไหน?” คนสวยขมวดคิ้วยุ่ง เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าคลิปไหน วันๆ มีคลิปของเขาปล่อยออกมาตั้งกี่ไฟล์ แฟนคลับของเขานี่สุดยอดจริงๆ ถ้ามีการประกาศรางวัลแฟนคลับดีเด่น รับรองว่าแฟนคลับของเขาติดหนึ่งในสามอย่างแน่นอน
“ก็คลิปในลานจอดรถไง ที่นายกับยุนโฮเหมือนจะทะเลาะกันอยู่หน้าลิฟต์อ่ะ”
“อ๋อ คลิปนั้น” นึกขึ้นมาแล้วก็สุดจะทึ่ง จำได้ว่าแฟนคลับจอดรถที่หน้าทางเข้าพารากอนแล้วนะ แล้วไหงถึงมีใครไปแอบถ่ายได้ก็ไม่รู้
“ก็ไม่มีอะไรหรอก ไม่ได้ทะเลาะกัน อ่ะ นี่นายอย่าไปเชื่อข่าวในเว็ปบอร์ดนะ” แจจุงรีบพูดดักทางขึ้นมาทันทีเมื่อหันไปเห็นคนขับลอบยิ้ม “’ยุนแจ’ อะไรนั่นน่ะ แฟนคลับเค้ากำลังตามกระแสมาจากรายการการกุศล จริงๆ มันไม่มีอะไรหรอก นายห้ามคิดตามนะ!”
“อะไรแจจุง ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลยนะ ร้อนตัวไปแล้ว” ฮยอนจุงแทบจะหลุดขำกับการตั้งการ์ดเตรียมปฏิเสธเสียเต็มที่
“ก็นายยิ้มอ่ะ!”
“เออๆ ไม่ยิ้มๆ โอ๊ย! อย่าตีสิแจจุง ฉันขับรถอยู่นะ”
ฮยอนจุงหันไปมองคนที่ขยับตัวนั่งกอดอกทำแก้มป่อง ก่อนจะหันมองถนนเบื้องหน้า มือที่กำเกียร์เลื่อนขึ้นไปตบหน้าผากขาวเบาๆ โดยไม่หันไปมอง
“ไม่มีเรื่องอะไรกับยุนโฮก็ดีแล้ว” น้ำเสียงของฮยอนจุงที่เอ่ยไม่ได้ล้อเล่นเหมือนตอนแรก แต่เป็นน้ำเสียงแสดงความเป็นห่วง
“อืม จะไปมีเรื่องอะไรได้ล่ะ” เสียงหวานตอบกลับไปห้วนๆ ก่อนจะหันหน้าออกไปทางหน้าต่างด้วยสายตาเลื่อนลอย ฮยอนจุงเองเมื่อเห็นท่าทางของเพื่อนก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาขับรถต่อไปเงียบๆ
“นี่ฮยอนจุง”
“หืม?”
“เรามาคบกันไหม”
“ตลก”
“อะไรเล่า จะได้เป็นคู่ ‘จุงจุง’ ไง น่ารักจะตาย”
“ชื่ออย่างกับหมา”
“หยาบคาย ขับรถไปเงียบๆ เลย”
“ไว้นายลืมชองยุนโฮได้ก่อนค่อยมาขอฉันคบละกัน”
“.................”
==+==+==+==+==+==
Please Wait Our Next Contact!
*เมื่อไหร่โปรเจคมหาลัยจะเสร็จ TOT!~(โหยหวนสุดๆ)
**วันนี้ ชบก. ก็หล่ออีกแล้วววว~~~
***แจกที่คั่นหนังสือฟรีเน๊อ กดที่รูปใต้บลอคเน๊ะ ^^
****ถึงคุณ H@rUkO.o* ช่วยบีแก้คำผิดได้ตลอดเลยค่ะ ทุกคนเลยเน๊อ ดีใจมากมายมีคนช่วย ฮ่าๆ(สรุปนังบีมันขี้เกียจ กร๊ากๆ)

ที่แท้จุนจังก็ชอบปร๊ากนี่เอง 555
เห็นด้วยกะพี่แกอย่างแรงค่า อิอิ











ปาร์คถึงขั้นซึมได้เลยนะเนี่ย ฮ่าๆๆ อ่านแล้วสะใจดีเหมือนกัน
ฮยอนจุงผู้กุมความลับ สงสัยจะได้รู้ไรดีๆจากฮยอนจุงรึป่าว
....จุงจุง... น่ารักดีนะ ~
ว่าแต่มีำไรสะเทือนอกสะเทือนใจนักหรอคิมแจ
เลิกร้องเพลงซะงั้น ชอบคำนี้ >>> ร้องเพลงโคตรเทพ
ดูสมจริงสมจังดี โฮ๊ะๆๆ
รอพาร์ทหน้าค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
#1 By pattybluet (125.27.209.27) on 2009-10-01 01:10