☆ KimYoonBe [KYB] ★ View my profile

เนื้อหาภายในบลอคนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
 

[TVXQ Fiction] Dong Bang Shin Gi - 31

posted on 24 Jun 2009 20:49 by kimyoonbe  in 05-DBSG
 
 TVXQ fanfiction No.5


Title : Dong Bang Shin Gi [Season 3]
Author : KimYoonBe [KYB]
Category : AU / Period / Fantasy
Pairing : YunHo/JaeJoong , YooChun/JunSu

 

 

[31]

 

 

เกือบคิดไปว่าได้ออกมาท่องเที่ยวชมทิวทัศน์เสียอีก

คนร่างบางมัวแต่สุขสันต์หรรษาเพลิดเพลินไปกับธรรมชาติระหว่างที่นั่งซ้อนอยู่บนหลังของอันนุน อาชาสีขาวสว่างตาของยุนโฮระหว่างเดินทางตามกองทัพไปยังค่ายที่อยู่เหนือสุดของเชินอัน จนลืมไปเสียสนิทว่าภารกิจสำคัญคือการออกรบของชายหนุ่มคนรักต่างหาก

ใต้ต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งว่างโล่ง คนตัวเล็กนั่งดึงยอดหญ้าเล่นอยู่ตามลำพัง โดยมีอันนุนยืนเล็มหญ้าอ่อนอยู่ไม่ไกล สายตาของคนที่นั่งเฉาอยู่คนเดียวละจากกลุ่มชายในชุดศึกที่เกาะกลุ่มวางแผนรบอยู่เบื้องหน้าไปมองทิวเขาสีเขียวชอุ่มของภาคเหนือเชินอัน ภูมิอากาศของเชินอันไม่หนาวจัดเหมือนอย่างฮานึล จะมีแค่ช่วงปลายปีที่อากาศลดต่ำสุดทำให้หิมะตกประปรายไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ ดังนั้นช่วงกลางเดือนสิบเช่นนี้จึงถือว่าเป็นช่วงที่เชินอันมีภูมิอากาศดีที่สุด คือไม่เย็นมากจนเกินไปนั่นเอง

ทั้งที่อากาศออกจะดีขนาดนี้ แล้วเหตุใดถึงต้องมารบกันด้วยเล่า!

คนที่ไม่เคยสนใจเรื่องศึกสงครามได้แต่คิดขัดข้องใจอยู่คนเดียว สถานภาพของแจจุงตั้งแต่เล็กนั้นถูกเลี้ยงดูมาห่างไกลจากคำว่าสงครามมากนัก ทั้งที่เป็นโอรสแท้ๆ แต่กลับอยู่แต่ในวังหลัง วันๆ เอาแต่เก็บตัวไม่ได้ออกไปไหนหรือพบปะกับผู้ใด หน้าที่อย่างเดียวที่มีคือการสวดขอพรต่อเทพเจ้าเท่านั้น ผ่านมาก็หลายปีคิดจะให้สนใจเรื่องพวกนี้ตอนนี้ ทำได้ยากนัก

แจจุงขมวดคิ้วยุ่งเมื่อไม่เห็นทีท่าว่าคนตัวสูงที่บอกว่าประชุมเสร็จจะพาขี่อันนุนไปเดินเล่นรอบๆ จะพูดคุยกันเสร็จเสียที ร่างบอบบางยันตัวเองลุกขึ้นยืน สถานที่แบบนี้ถึงจะเป็นเชินอันแคว้นเกิดก็ตาม แต่สำหรับแจจุงเป็นสถานที่ที่แปลกใหม่ในสายตามากเหลือเกิน

ชิ! ข้าไม่มาเสียเวลานั่งรอเจ้าหรอก!

หลังจากจบศึกก็ต้องกลับเข้าวัง เวลาอันแสนอิสระเช่นนี้มีหรือที่แจจุงจะยอมปล่อยให้ผ่านไปง่ายๆ มือเรียวจัดการผูกเชือกของอันนุนคล้องไว้กับต้นไม้ ก่อนจะพาตัวเองเดินตรงไปยังทุ่งดอกไม้สีเหลืองสดที่อยู่เบื้องหน้า

จากสายตาที่เห็นไม่คิดว่าลำต้นของดอกไม้จะสูงเสียมิดศีรษะขนาดนี้ แจจุงตื่นเต้นกับดอกไม้ตรงหน้าราวกับเด็กเล็กๆ ได้ชื่อว่าเป็นโอรสแห่งเชินอัน แต่กลับเพิ่งเคยเห็นดอกไม้ขึ้นชื่อของแคว้นก็วันนี้ ปกติแล้วถ้าจะได้เห็นก็คือดอกที่ตัดออกมาแล้วเท่านั้นเอง

“อ๋า~ นึกออกแล้วๆ ดอกเฮบารากิ!” คนตัวเล็กระบายยิ้มกว้างเมื่อหยุดคิดอยู่นานว่าชื่อของดอกไม้ชนิดนี้คืออะไร

พลันสายตาคู่สวยก็สบเข้ากับผีเสื้อหลากสีสองสามตัว

โดยไม่สนใจจะคิดให้มากความ แจจุงเดินฝ่าดงดอกเฮบารากิเข้าไปเพื่อที่จะไล่ตามผีเสื้อตัวน้อย ระยะห่างของลำต้นเฮบารากินั้นไม่เบียดเสียดจนเกินไป ทำให้มีช่องว่างมากพอที่คนคนหนึ่งจะเดินแทรกตัวเข้าไปกลางทุ่งได้

จากสายตาคมที่เฝ้ามองอยู่เป็นระยะ ชายหนุ่มสังเกตเห็นชายอาภรณ์ที่คนร่างบางสวมใส่นั้นหายลับเข้าไปในทุ่งดอกเฮบารากิ เรียวคิ้วเข้มกดลึก นึกเหนื่อยใจกับคนสวยที่ทำตัวไม่ต่างจากเด็กที่คลาดสายตาเป็นไม่ได้ต้องก่อเรื่องให้ใจของเขาว้าวุ่นอยู่เป็นประจำ

“ตกลงตามนี้ล่ะ จัดการเรื่องเรือรบทั้งสองลำนั้นก่อน เมื่อเราไปถึงค่อยจู่โจมที่เหลือในคราวเดียว” เสียงทุ้มสรุปสั่งความกับทหารม้าเร็วที่นำสาส์นมาส่งจากค่ายทหาร

เมื่อม้วนกระดาษตีตราประทับส่งให้นายทหารเรียบร้อยแล้ว ชองยุนโฮก็หันไปหาชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนกอดอกคอยออกความเห็นมาตลอด “ราชครูยูชอน ข้าขอถามอะไรอย่างสิ”

นัยน์ตาคมเข้มไม่แพ้คนถามเหลือบขึ้นมองเป็นเชิงตอบรับ

“ปกติแจจุงเป็นอย่างนี้หรือ”

“คงเรียกว่าปกติไม่ได้ เรียกว่าเป็นนิสัยที่แท้จริงน่าจะถูกกว่า” ไม่ต้องอธิบายมากไปกว่านั้นยุนโฮก็เข้าใจได้ดี เพราะโดยปกติของแจจุงคือการถูกฉาบด้วยหน้าที่ของวังชอนซา บ่อยครั้งเข้าสิ่งเหล่านี้ก็ได้กลืนกินตัวตนของแจจุงให้ถูกฝังลึกลงไปเรื่อยๆ

“ชองยุนโฮ ข้าเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้จักลูกศิษย์ การที่เด็กคนนั้นยิ้มได้อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เป็นเพราะท่านปลดปล่อยโซ่ที่พันธนาการเจ้าตัวมาตลอดถึงทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเช่นนี้ได้ ...ข้ารู้สึกขอบคุณท่านยิ่งนัก และข้าก็หวังว่าท่านจะไม่ละทิ้งเด็กคนนั้นในภายภาคหน้า”

“ไม่มีเหตุผลใดที่ข้าต้องทิ้งแจจุง คนที่จะมาเป็นชายาของข้าในอนาคต”

“ได้ฟังเช่นนี้ข้าก็เบาใจ คนสำคัญคนนี้ต้องฝากท่านแล้ว รัชทายาทชองยุนโฮ”

ยุนโฮไม่ตะขิดตะขวงใจเมื่อเห็นว่าราชครูผู้มีอายุมากกว่าตนถึงสองปีก้มศีรษะให้ตนเช่นนี้ เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว มันคือการให้ความเคารพในฐานะจอมยุทธที่นับถือซึ่งกัน

“ท่านเองก็เถิด คิมจุนซูเป็นเหมือนน้องชายของข้า ข้าต้องฝากท่านด้วยเช่นกัน”

การพยักหน้ารับคำพูดของราชครูหนุ่มทำให้ยุนโฮระบายยิ้มออกมา เขาฝากงานที่เหลือให้ยูชอนจัดการให้เรียบร้อยแล้วปลีกตัวออกไปตามแจจุง ที่ตอนนี้ไม่รู้วิ่งเล่นทะลุออกนอกทุ่งเฮบารากิไปถึงไหนแล้ว

เรียวขายาวก้าวเดินไปด้านหน้าด้วยความรวดเร็ว เขาสาวเท้าจนไปถึงแนวทุ่งดอกเฮบารากิ แต่ยังไม่ทันจะได้แหวกลำต้นเดินเข้าไป กลุ่มลำต้นตรงหน้าก็ขยับไหว แล้วร่างของใครคนหนึ่งก็พุ่งตัวออกมาสู่อ้อมแขนของเขาพอดิบพอดี

“อ๊าคคคคค!!~ ยุนโฮ๊ววว!!~

คนตัวเล็กตะปบแขนเกาะร่างหนาเมื่อเห็นว่าเป็นใคร ใบหน้าที่เปื้อนดินเงยขึ้นมองคนรักด้วยดวงตาตกตื่น “ตรงนั้นมีงูด้วยล่ะ! งูตัวใหญ่ยักษ์มากกกก!!” เดาเอาจากการลากเสียงของคนในวงแขนแล้ว คงตัวใหญ่ไม่น้อยเลยทีเดียว

“แปลว่าเจ้าจะได้เจอเนื้อคู่น่ะสิ ซึ่งก็คือข้าคนนี้” ยุนโฮพูดขำพลางสางเส้นผมสีดำยาวที่ยุ่งเหยิงให้เป็นทรง

แจจุงยู่หน้า “ไม่ตลกเลยนะ แล้วอะไรเนื้อคู่ ข้าเคยได้ยินแต่ว่าต้องฝันเห็นงูรัด เจ้าอย่ามาซี้ซั้ว” ความกลัวปลิวหายไปตั้งแต่ได้วงแขนกว้างโอบกอด คนสวยแหงนหน้าปล่อยให้ชายหนุ่มลูบไล้ผิวแก้มเช็ดรอยเปื้อนดินออกให้ทั้งที่สายตายังตวัดค้อน

“อะไรกัน อย่ามาจ้องหน้าคาดโทษข้าอย่างนี้นะ เจ้าหาเรื่องใส่ตัวเองแท้ๆ” พูดไป มือก็จัดการปัดเศษดินเศษหญ้าตามตัวคนร่างบางออกให้ ไม่รู้ว่าเจ้าตัวไปล้มท่าไหนถึงได้หมดสภาพอย่างนี้

“ก็เจ้ามัวแต่คุยอยู่ได้ตั้งนานสองนาน ข้านะ เบื่อจะแย่อยู่แล้ว” สองแขนเล็กยกขึ้นสูงตามแรงมือบังคบของอีกฝ่ายเพื่อความสะดวกในการปัดเศษดินตามจุดต่างๆ ได้มากขึ้น

“แล้วเป็นอย่างไรล่ะ หายเบื่อเลยไหม หืม?”

ดวงหน้าคมเข้มที่ก้มลงมาใกล้จนลมหายใจรดกันทำให้คนสวยคลายอาการขัดเคืองใจ แววตาเป็นประกายสุกใสจ้องสบสายตารัตติกาลด้วยหัวใจที่เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ

สัมผัสบางเบานุ่มละมุนที่ทาบทับริมฝีปากสร้างความหวั่นไหวในอกได้มากพอจะทำให้หมดแรง แจจุงเกาะเกี่ยวแผ่นหลังกว้างแล้วปล่อยให้วงแขนใหญ่โอบรอบแผ่นหลังเพื่อพยุงตัวให้ ใบหน้าเรียวเล็กแหงนเงยตามองศาจูบที่ถูกหยิบยื่น ปลายลิ้นเล็กเกี่ยวกระหวัดตอบรับอีกฝ่ายอย่างว่านอนสอนง่าย

“อือ...” จูบยาวนานไม่เว้นจังหวะให้พักหายใจทำให้โพรงปากเล็กเก็บกักหยาดน้ำใสที่แลกเปลี่ยนไปมาระหว่างกันไม่หมด

เสียงเปียกลื่นของน้ำลายที่เอ่อล้นเรียกความอายให้ดวงหน้าขาวขึ้นสีระเรื่อ

ยุนโฮขบเม้มกลีบปากล่างสีแดงสดทิ้งท้ายก่อนจะผละจูบออก แล้วกระซิบเสียงนุ่มหวานหูในระยะประชิดให้คนตัวเล็กได้เขินอายอีกระลอก

“หงส์ตัวน้อยของข้าซนได้ขนาดนี้แปลว่าหายไข้สนิทแล้วสินะ”

.

.

.

เป็นเพราะต้องเร่งเดินทางให้เร็วขึ้น ทั้งกลางวันและกลางคืนแทบไม่ได้หยุดพัก เส้นตายของคนตัวเล็กจึงยืดยาวออกไปอีกหน่อย

ทว่าสามวันหลังจากนั้น ขบวนกองทัพที่เจ็ดของรัชทายาทหนุ่มก็มาถึงค่ายทหารเป็นที่เรียบร้อย

ภายในกระโจมพักขนาดใหญ่ที่สุดถูกสร้างขึ้นด้วยผ้าหนังสัตว์ถึงสามชั้นเพื่อกันความหนาวให้กับคนด้านใน เตียงไม้ก็ได้ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้ามาเป็นอย่างดีตามคำสั่งของแม่ทัพที่เจ็ด ดังนั้นในเวลานี้จึงเหมาะสมที่สุดในการใช้สอยสิ่งนี้

บนผืนผ้ายับย่นที่คลุมทับฟูกเตียงนั้น ร่างเปลือยเปล่าขาวนวลนอนบิดกายน้อยๆ อย่างทรมานต่อสัมผัสที่รุกไล่จากฝ่ามือหยาบใหญ่

ผิวเนื้อเนียนละเอียดค่อยๆ เปลี่ยนจากสีขาวมุกเป็นสีชมพูระเรื่อตามแรงบีบเฟ้นของคนที่คร่อมทับ เนื้อตัวของแจจุงในตอนนี้เป็นที่น่าพอใจของยุนโฮยิ่งนัก เพราะตลอดการเดินทางชายหนุ่มคะยั้นคะยอเป็นผู้ป้อนอาหารให้ร่างบางด้วยตนเองมาตลอด เริ่มตั้งแต่ที่เจ้าตัวฟื้นขึ้นหลังจากที่จมน้ำนั่นแหละ ผ่านมาร่วมสองอาทิตย์ ไม่ว่าจับไปตรงไหนก็ดูจะเต็มไม้เต็มมือมากกว่าแต่ก่อนเยอะทีเดียว

“อ๊ะ”

ปลายนิ้วแกร่งสะกิดผ่านตุ่มไตสีชมพูสดเรียกเสียงหวานครางจากลำคอเพรียวระหง

“ความรู้สึกเจ้าไวเสมอเลยนะแจจุง” ยุนโฮเอ่ยเย้า เขาลากไล้ฝ่ามือไปตามส่วนโค้งเว้าของร่างบางอย่างถือวิสาสะ สำรวจไปตามเรือนร่างที่ไม่ว่าจะจับตรงไหนก็ล้วนแต่สร้างกระแสแห่งเพศรสให้เขาได้ทั้งสิ้น

เอวเล็กคอดถูกบีบเฟ้นลามเรื่อยลงถึงเนินสะโพกบาง

สัมผัสมือร้อนระอุราวเปลวเพลิงที่จงใจเพิกเฉยต่อสัดส่วนที่ตื่นตัวนั้นทำให้แจจุงหายใจติดขัดด้วยความทรมาน ร่างเล็กบิดกายด้วยท่าทางเย้ายวนอย่างต้องการเรียกร้อง ทว่ายุนโฮยังไม่คิดจะสนใจ

นัยน์ตาเชื่อมแสงปรือมองคนรักเว้าวอน ริมฝีปากบางกัดเม้มจนแดงจัด ในใจนึกโกรธขึ้นมาที่ถูกอีกฝ่ายแกล้งให้เกิดอารมณ์แต่กลับไม่ยอมตอบสนองเสียที

คิ้วเข้มเลิกขึ้นข้างหนึ่ง ยุนโฮยกยิ้มที่มุมปาก “ทนไม่ไหวแล้วหรือ ข้ายังไม่ทันได้ทำอะไรเจ้าเลยนะ”

ไม่ทำอะไรที่ไหนกัน เจ้าคนเสแสร้ง! แจจุงอยากจะตะโกนใส่นักว่าที่ถูกเล้าโลมอยู่ตั้งนานนี่เรียกว่าไม่ทำอะไรงั้นหรือ แต่ติดตรงที่มีปลายลิ้นอุ่นๆ มาแลบเลียต้นขาทำให้เสียงที่เปล่งออกมากลายเป็นเสียงครางไปเสียนี่

“ฮ๊ะ อะ....”

มังกรหนุ่มลอบยิ้ม เขาจงใจกดซี่ฟันลงไปที่เนินเนื้ออ่อนของต้นขาเล็กแล้วขบกัดจนเกิดรอย ก่อนจะเลื่อนไปกัดอีกสามจุดใกล้กับโคนขา วิธีปลุกเร้าที่เร่าร้อนรุนแรงมากขึ้นทำให้แจจุงยิ่งควบคุมสติไม่อยู่

มือเล็กที่จับบิดผ้าข้างตัวเมื่อครู่เลื่อนลงขยุ้มกลุ่มผมของคนที่ก้มหน้าวุ่นวายอยู่กับหว่างขาของตนให้ขยับมาตรงกลางอย่างห้ามใจไม่อยู่ ความต้องการของคนร่างบางที่ดูจะชัดเจนกว่าที่ผ่านมาทำให้ยุนโฮยอมหยุดแกล้งแต่โดยดี เขาครอบครองสัดส่วนที่ตื่นตัวได้อย่างน่ารักด้วยริมฝีปากอุ่นร้อน

“อ๊ะ อาาาา.....” ดวงหน้าขาวชื้นเหงื่อแหงนเงย แผ่นหลังบางแอ่นขึ้นรับสัมผัสจากการถูกโลมเลียหยอกเย้าด้วยปลายลิ้นที่เกี่ยวกระหวัดตั้งแต่ส่วนปลายจนถึงส่วนโคน ปลายลิ้นร้อนที่ลากไล้ขึ้นลงด้วยจังหวะที่เน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกยิ่งเพิ่มความรุ่มร้อนในกายของแจจุงให้พุ่งขึ้นสูง เสียงหวานครางหลายต่อหลายครั้งเมื่อที่สุดของอารมณ์ถูกกระตุ้นเร้าให้ปลดปล่อย ร่างกายที่ถูกปั่นป่วนมาตั้งแต่เริ่มทำให้แจจุงไม่อาจฝืนทนได้มากกว่านี้

“ยุนโฮ อ่ะ อาาาาา” หยาดน้ำขาวขุ่นพวยพุ่งเต็มช่องปากของแม่ทัพหนุ่ม แจจุงเบือนหน้าหนีเมื่อเห็นว่าของของตัวเองนั้นถูกอีกฝ่ายกลืนกินจนหมด ยังไม่ทันจะได้พักหายใจซึมซับกับอารมณ์ที่หลุดลอยไป ช่วงเอวก็ถูกจับยกให้ร่างทั้งร่างลอยขึ้นมานั่งคร่อมลงบนตัวของร่างสูงอย่างกะทันหัน

แจจุงตัวอ่อนปวกเปียกจนยุนโฮต้องประคองสีข้างของแจจุงเอาไว้ แก้วตาคู่สวยฉ่ำหวานทอดมองคนด้านล่างคล้ายกำลังยั่วยุอารมณ์ราชสีห์ ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจจะทำเช่นนั้น

ยุนโฮมองคนสวยของเขาอย่างพึงใจ รูปร่างหน้าตาอย่างนี้ต่อให้เป็นสตรีมาเห็นเข้าก็คงไม่ปล่อยให้พ้นมือเป็นแน่ นับประสาอะไรกับบุรุษเพศอย่างเขากัน ยุนโฮจ้องมองสีหน้าเชิญชวนของแจจุงที่ยังอยู่ในวังวนของอารมณ์ที่เจ้าตัวเพิ่งไปถึงที่สุด เส้นผมสีดำยาวจากศีรษะได้รูปตกระผิวกายหยาบของเขายิ่งสร้างภาพลักษณ์ให้แจจุงดูมีเสน่ห์มากเป็นเท่าตัว เขาเลื่อนมือข้างหนึ่งที่ประคองร่างบางขึ้นเกลี่ยไล้ใบหน้าขาว ปลายนิ้วกดลงที่กลีบปากสีแดง ออกแรงเพียงเล็กน้อยข้อนิ้วก็ล่วงล้ำเข้าไปในโพรงปากเล็ก

คนที่ยังอยู่ในห้วงแห่งความสุขสมเกาะกุมข้อมือหนาด้วยสองมือ ลิ้นเล็กตอดรัดปลายนิ้วแกร่งราวกับทานขนมหวาน แลบเลียดูดคลึงจนไม่น่าเชื่อว่าเจ้าตัวจะไร้เดียงสากับเรื่องบนเตียง ดูท่าว่าคนร่างบางคงตกเป็นทาสของอารมณ์แล้วกระมัง

ใบหน้าหล่อเหลาของแม่ทัพหนุ่มเผยรอยยิ้มร้าย ยุนโฮปล่อยให้แจจุงสนุกกับการเล่นมือของเขาไม่นานนัก เขาก็ใช้มืออีกข้างกอบกุมสัดส่วนที่อ่อนตัวไปเมื่อครู่อีกครั้ง

ซี่ฟันเล็กพลันกดลึกลงบนข้อนิ้วหนา

มือหยาบขยับขึ้นลงถี่รัว รู้สึกได้ถึงสิ่งที่กอบกุมอยู่นั้นขยายตัวและแข็งสู้การปลุกเร้า หยดน้ำสีขุ่นซึมจากปลายยอดเกิดเป็นเสียงเหนอะหนะ สะโพกเล็กแอ่นขึ้นลงอย่างห้ามไม่อยู่ เสียงร้องแว่วหวานครางดังเป็นระยะ ไม่ถึงอึดใจต่อมา แผ่นหลังขาวนวลก็หยัดแอ่นขึ้น ลำคอเพรียวแหงนเงย ก่อนที่ร่างผอมบางจะกระตุกเกร็งพร้อมกับปล่อยสายธารแห่งห้วงอารมณ์ออกมาเต็มฝ่ามือหยาบใหญ่

“ฮึก....” ก่อนที่ร่างของแจจุงจะทรุดลงอย่างหมดแรง ยุนโฮก็ลุกขึ้นนั่งจับประคองคนร่างบางไว้บนตัก เขายื่นมือที่เต็มไปด้วยน้ำอุ่นๆ เข้าจ่อกลีบปากสีกุหลาบ

“เลียซะ”

หากเป็นเวลาปกติ คำสั่งแบบนี้คงไม่มีทางที่แจจุงจะยอมทำตาม

“อึ อืมมม” เรียวคิ้วบางขมวดยุ่ง ขณะที่ปลายลิ้นก็แลบเลียของของตนเองตามคำสั่ง รสเฝื่อนขมที่ได้ลิ้มรสทำให้ใบหน้าสวยบิดเบี้ยวเล็กน้อย แจจุงไม่อาจเลียทั้งหมดได้ ศีรษะเล็กส่ายปฏิเสธพร้อมกับไอสำลัก ยุนโฮจูบปิดปากคนที่พยายามทำตามคำสั่งเป็นการปลอบโยน ก่อนที่เขาจะใช้มือข้างนั้นกอบกุมสิ่งที่กำลังจะทนรอไม่ไหวของตนเอง

ร้อนราวกับเปลวเพลิง แจจุงรู้สึกถึงสิ่งที่นาบอยู่บริเวณหน้าท้อง สิ่งนั้นทั้งใหญ่และร้อนจนราวกับจะถูกแผดเผาหากโดนสัมผัสมากกว่านี้ คนตัวเล็กขยับยุกยิกอยู่บนตักเมื่อสัญชาตญาณเริ่มทำงาน

“จะไปไหน หืม? ตัวเองสบายไปถึงสองครั้ง คิดจะปล่อยให้ข้าทรมานหรืออย่างไร?”

“ไม่เอาท่านี้ ยุนโฮ...ไม่เอาแบบนี้นะ” แจจุงรีบร้องบอกเมื่อเห็นทีท่าว่าจะถูกเจ้าป่าผู้มากราคะกลืนกินทั้งตัวไปในท่านี้จริงๆ

การถูกกกกอดด้วยท่านั่งอย่างนี้เขาเข็ดแล้วจริงๆ!!

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา แล้วยังความทรงจำครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นอีกตัวตนหนึ่งของตัวเองมีอะไรกับยุนโฮด้วยท่านี้ แค่คิดแจจุงก็ทำใจยอมรับไม่ได้ การถูกยุนโฮกอดคือสิ่งที่เขาต้องการ แต่เขาไม่อยากเจ็บอีกแล้ว หากทำท่านี้จริงๆ มีหวังต้องได้เลือดแน่

สำหรับแจจุงแล้ว ร่างกายของตนเองบอบบางยังไงเจ้าตัวก็รู้ดี ขีดจำกัดที่ทนได้มีเท่าไหร่ ทั้งความทรงจำที่เคยถูกยุนโฮทรมานก็มากเกินพอที่จะทำให้แจจุงต่อต้านการถูกรุกรานอย่างรุนแรง เมื่อครั้งที่ถูกปีศาจครอบงำก็ยังจำความรู้สึกที่แสนเจ็บปวดทรมานได้อย่างชัดเจน ตัวตนของปีศาจอาจจะชอบความรุนแรงโหดร้ายอย่างนั้น แต่กับแจจุงไม่ใช่เลย

น้ำตาเม็ดใสที่ไหลเอ่อถูกปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยซับให้

“กลัวเจ็บหรือ?” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอ่อนโยน ก่อนหน้านี้แจจุงก็เคยมีอาการต่อต้านมาก่อนจึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้ชายหนุ่มหงุดหงิดเสียอารมณ์ ที่มากกว่านั้นยังทำให้ยุนโฮรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เขาอยากจะทะนุถนอมคนรักคนนี้ให้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

เขาจับพลิกแจจุงให้นอนราบลง หลังมืออุ่นไล้ใบหน้าสวยชื้นน้ำตาเบาๆ “ข้าจะค่อยๆ ทำ เชื่อใจข้านะ”

ให้หยุดตอนนี้แจจุงก็ไม่เอาเหมือนกัน คนสวยจึงพยักหน้ารับ

ยุนโฮก้มลงจูบเบาๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะจับท่อนขาเรียวเล็กขึ้นพาดบ่าทั้งสองข้า ยกสะโพกเล็กให้สูงขึ้นแล้วใช้หมอนสอดรองรับน้ำหนักของเจ้าตัว ชายหนุ่มแลบเลียนิ้วของตนจนชุ่มก่อนจะค่อยๆ ใช้เปิดทางให้ส่วนนั้นได้คุ้นเคย เขากวาดไปรอบๆ ราวกับกำลังวาดรูปวงกลมจนกระทั่งช่องทางเล็กเริ่มอ่อนตัวพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งที่ใหญ่กว่า ฝ่ามือใหญ่ตรึงข้อพับขาขาวไว้ให้กดต่ำลงขณะที่เขาดันกายเข้าหาอย่างเชื่องช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้

แจจุงหลับตาแน่น สองมือกำผ้าปูไว้จนยับย่น หยาดน้ำสีขุ่นที่เชื่อมทับรอบกายของร่างสูงไว้ทำให้การรุกล้ำเป็นไปอย่างนุ่มนวลง่ายดาย ทว่าก็ยังคงสร้างความเจ็บให้กับร่างบางอยู่ดี

“อื้อ!!!” แจจุงผวาเกาะไหล่กว้าง ปลายเล็บกดจิกลงไปบนมัดกล้ามของนักรบหนุ่มอย่างไม่ออมแรง

“มา ให้ข้าจูบที” ใบหน้าเล็กที่หันซ้ายขวาด้วยความเจ็บถูกสั่งให้เงยหน้าขึ้นรับจูบหวานๆ

ยุนโฮจูบแจจุงซ้ำๆ ไม่ยอมผละห่าง รู้สึกตัวอีกทีแจจุงก็พบว่าร่างกายของตัวเองรับตัวตนของอีกฝ่ายไว้จนหมดสิ้น

“หายเจ็บแล้วหรือไม่?”

คำถามนั้นทำให้แจจุงหน้าแดงไม่ต่างจากถูกแสงแดดแผดเผา จะไม่ให้อายได้อย่างไรในเมื่อตอนนี้เขารู้สึกได้ถึงตัวตนของยุนโฮที่เต้นตุบตุบ อยู่ภายในร่างกายของเขา

คนสวยช้อนสายตาขึ้นมองคนถาม ริมฝีปากเล็กเม้มแน่นก่อนจะเผยอน้อยๆ เอ่ยตอบเสียงเบาเสียยิ่งกว่าสายลมพัดผ่าน

“ข้าจะเจ็บยิ่งกว่านี้ หากเจ้าไม่ขยับเสียที”

 

 

 

ทุกอย่างเป็นไปตามแผนรบที่ยุนโฮวางไว้ จำนวนคนของแคว้นทางเหนือมีไม่มากพอที่จะตั้งรับทหารของฮานึล ดังนั้นการโจมตีเรือรบทั้งหมดที่มีของฝ่ายศัตรูไปในเวลาพร้อมกันจึงสร้างความปั่นป่วนให้กับฝ่ายนั้นได้เป็นอย่างมาก ทั้งยังทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความเสียหายไม่น้อยด้วย หากแต่ในวันที่ห้าของการทำศึกนั้นเอง ดูเหมือนว่าฝ่ายเหนือจะยอมพ่ายต่อสงครามแล้ว จึงใช้วิธีการสกปรก ระหว่างที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายประกาศยุติสงคราม ยุนโฮที่ยืนอยู่บนฝั่งของเชินอันนั้นวางอาวุธตามข้อตกลงยุติการรบ ผู้นำอีกฝ่ายก็วางอาวุธเช่นเดียวกัน ในตอนนั้นเอง เรือรบที่ผู้นำฝ่ายเหนือยืนอยู่กลับยิงระเบิดขึ้นมาบนฝั่งถึงสามครั้ง ควันสีเทาคลุ้งตลบอบอวลทั่วบริเวณ ภายในม่านหมอกที่มองไม่เห็นนั้นเอง ลูกธนูหลายพันดอกก็ถูกยิงใส่ทหารฮานึล ความวุ่นวายดำเนินไปไม่นานมากนัก หลังจากที่กลุ่มควันหายไป เรือรบฝ่ายศัตรูก็หายไปด้วยเช่นกัน เหลือไว้แต่ผืนผ้าสีขาวที่ลอยอยู่เหนือน้ำทะเลเป็นสัญญาณบอกถึงการยอมจำนน

เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของทหารหลายคนดังขึ้นเป็นระยะ ขณะที่พลทหารที่ไม่ได้รับบาดเจ็บช่วยกันปฐมพยาบาลกันอย่างเร่งรีบ

นายพลซูวอนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอะไรวิ่งวุ่นไปทั่ว ก่อนจะเห็นราชครูยูชอนประคองทหารที่เจ็บอยู่ไม่ไกล

“ท่านราชครู! ท่านเห็นองค์รัชทายาทหรือไม่ ข้าหาจนทั่วแล้วก็ไม่พบ!!

“แย่ล่ะ รัชทายาทยืนติดริมฝั่งมากเกินไป อาจได้รับบาดเจ็บจนตกทะเลก็เป็นได้” ยูชอนเรียกทหารที่อยู่ใกล้ๆ มารับร่างคนเจ็บไป ก่อนจะหันกลับไปหาซูวอนอีกครั้ง “ท่านนายพลไปสั่งให้ทหารเอาเรือเล็กออก ข้าจะวิ่งไปดูในจุดที่รัชทายาทยืนอยู่เมื่อครู่”

ราชครูหนุ่มรีบสาวเท้าไปที่ชายฝั่ง ที่ตรงนี้เป็นผาสูง นอกจากท่าเรือที่ยื่นออกไปแล้วก็ไม่มีบริเวณใดที่จะพาลงไปสู่น้ำทะเลได้ เพราะบริเวณนี้เป็นทะเลน้ำลึก ชายหาดที่มีเม็ดทรายละเอียดอยู่เลยจากที่ตรงนี้ไปอีกไกลนัก

ยูชอนก้มมองผิวน้ำทะเลที่นิ่งสงบ

ชองยุนโฮไม่น่าจะจมน้ำ ชายผู้นั้นย่อมว่ายน้ำเป็น นอกเสียจากจะได้รับบาดเจ็บจนไม่มีแรงว่าย

ลูกธนูที่ยิงมาอาจมีสักดอกสองดอกที่พุ่งโดนร่างของชองยุนโฮ เพราะฝ่ายนั้นยืนอยู่หน้าสุดของคนทั้งหมด ไม่มีทางที่จะโดนสะเก็ดระเบิดที่ตกเลยไปด้านหลังไกลขนาดนั้น

นับเวลาที่จมน้ำ หากเป็นตอนนี้ก็อาจจะยังทัน

คิดคำนวณเวลาเสร็จสรรพ ราชครูหนุ่มก็ปลดกระบี่ลงจากบั้นเอว แล้วกระโดดลงไปในน้ำทะเลทั้งอย่างนั้น

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

 

หอม...

 

กลิ่นดอกไม้หรือ?

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดคือสัมผัสรับรู้ทางกลิ่นที่ชัดเจนจนอดสงสัยไม่ได้ จากนั้นความเจ็บปวดรุนแรงที่หน้าอกและแขนซ้ายก็ตามมา

เจ็บจนแทบอยากจะร้อง แต่ก็ร้องไม่ออก

นัยน์ตาพร่าเลือนพยายามปรับแสงให้คุ้นชิน ภาพของเพดานกระโจมที่เห็นทำให้ความทรงจำทั้งหมดไหลคืนสู่สมอง

ก่อนหน้านี้เขาโดนลูกธนูแทงเข้าที่หน้าอกกับแขนซ้ายอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

ประสาททั้งหมดตื่นตัวในเวลารวดเร็ว ยุนโฮผุดลุกขึ้นนั่งในทันที เขามองไปรอบกระโจมพักของตนเอง ก่อนเลื่อนสายตาลงมองต้นกำเนิดของกลิ่นหอมหวาน

ศีรษะเล็กที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีนิลเป็นประกายนั้นฟุบหลับอยู่ข้างกาย มือเล็กทั้งสองข้างยังคงเกาะเกี่ยวท่อนแขนขวาของเขาไว้ไม่ยอมปล่อย แม้จะเจ็บบาดแผลที่ตอนนี้ถูกพันด้วยผ้าสีขาวอย่างดีแล้วก็ตาม ชายหนุ่มก็ยังลุกไปจัดการอุ้มร่างบางขึ้นมานอนบนเตียงด้วยกัน

ดูเหมือนว่าแจจุงจะอดหลับอดนอนมาหลายชั่วยาม ตอนนี้ถึงได้ไม่รู้สึกตัว ...เห็นแล้วก็ชวนให้ลักหลับเสียเหลือเกิน

ยุนโฮเอนตัวลงนอนอย่างยากลำบากด้วยบาดแผลยังสดใหม่

ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่ร่างสูงเอาแต่นอนมองใบหน้ายามหลับของคนรัก กระทั่งเปลือกตาบางนั้นขยับเผยแก้วตาสุกใส

“อะ! ยุนโฮ!! เจ้าฟื้นแล้ว!!

“โอ้ย! เจ้าจะฆ่าข้าหรืออย่างไร!

แจจุงรีบปล่อยอ้อมกอดอย่างรวดเร็ว ใบหน้าสวยระบายยิ้มกว้างอย่างตื่นเต้น “ข้าขอโทษ เจ็บมากไหม เจ้านอนรอก่อนนะ เดี๋ยวข้าจะออกไปตามหมอจากึนมาให้”

“ไม่ต้องหรอก เจ้าอยู่กับข้าที่นี่แหละ ดึกดื่นอย่างนี้ให้ทุกคนได้พักผ่อนเถิด”

“แต่ว่า...”

“ไม่มีแต่ มานั่งตรงนี้เร็วเข้า ข้าอยากได้จูบจากเจ้าเป็นยาแก้ปวด”

แจจุงเดินกลับไปนั่งบนเตียงแต่โดยดี คนตัวเล็กก้มลงจูบชายหนุ่มตามคำขอ จูบหนึ่งครั้งไม่น่าจะพอแก้ปวดได้ แจจุงเลยเพิ่มให้อีกสองครั้ง เป็นทั้งยาเป็นทั้งรางวัลที่อีกฝ่ายออกไปรบจนได้รับชัยชนะกลับมา

“หายปวดหรือไม่?”

“ยังปวดอยู่ จูบอีกสิ”

“ได้คืบจะเอาศอกเชียวนะ”

บ่นอุบอิบแต่ก็ยอมก้มลงจูบแต่โดยดี เมื่อผละจูบออก ยุนโฮกลับยังรั้งท้ายทอยขาวให้ก้มค้างในระยะประชิด

“ไม่ใช่แจจุงของข้า ข้าก็ไม่เอาสิ่งใดหรอก”

“ปากหวาน พูดอย่างนี้กับหญิงสาวทุกคนเลยล่ะสิ”

“หึงหรือ?”

“ใครจะกล้าหึงองค์รัชทายาทอย่างเจ้ากัน วันๆ มีแต่คนเข้าหาไม่ขาดสาย ข้ายอมรับได้อยู่แล้ว”

ยุนโฮลูบไล้ดวงหน้าขาวแผ่วเบา “แจจุง มีแต่เจ้าที่ข้าเอ่ยวาจาเช่นนี้ด้วย อย่าว่าแต่ผู้ใดเลย แม้แต่กับจุนซูข้าก็ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองหวั่นไหวได้เท่ายามที่อยู่ใกล้ชิดเจ้า ข้าคิดไม่ออกเลยว่า หากข้าไม่ได้พบเจอเจ้า ข้าจะกลายเป็นคนไร้ความรู้สึกหรือไม่ ชั่วชีวิตนี้ข้าอาจไม่รู้จักกับการรักใครสักคน”

ข้อศอกเล็กที่เท้าอยู่กับเตียงเพื่อพยุงตัวไม่ให้ทับแผลของร่างสูงทำท่าจะหมดแรงเอาเสียดื้อๆ คำสารภาพที่ไม่คิดว่าจะได้ฟังจากคนรักทำให้แจจุงอยากร้องไห้ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

ตอนที่รู้ว่ารักยุนโฮ ก็คิดว่ายอมได้ทุกอย่างเพื่อคนคนนี้ ทว่าในตอนนี้เมื่อรู้ว่ายุนโฮก็รักตน กลับอยากผูกมัดให้ยุนโฮมองแค่เขาเพียงคนเดียว ไม่อยากให้ใครได้ใกล้ชิด ไม่อยากยอมในทุกๆ สิ่งที่จะเป็นการกัดกร่อนหัวใจของเขา

“น้ำตาของเจ้า เมื่อไหร่จะเหือดแห้งเสียทีนะ” ยุนโฮเช็ดหยาดน้ำให้พ้นจากดวงตาที่บวมช้ำมาก่อนหน้า ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเจ้าตัวคงจะร้องไห้ที่เห็นเขาบาดเจ็บ

“ต่อไปภายหน้าเจ้าก็จะเป็นชายาแล้ว อย่าได้ร้องไห้ให้ผู้ใดเห็นนอกจากข้าเสียล่ะ”

ชายา... คำคำนี้ทำให้แจจุงหลุดออกจากห้วงความคิดของตนเอง แล้วเริ่มวังวนความคิดใหม่ที่มีแต่ม่านหมอกบดบัง เขาอาจจะเป็นชายาให้กับยุนโฮได้ แต่เขาเป็นผู้หญิงให้กับยุนโฮไม่ได้ ถึงจะได้ยืนเคียงข้าง แต่ไม่สามารถสืบเชื้อสายให้กับยุนโฮได้อย่างที่ควรจะเป็น ...ที่สุดแล้ว ยุนโฮก็ต้องมีหญิงอื่นนอกจากเขาอยู่ดี

ทำไมชองยุนโฮถึงมีแค่คิมแจจุงไม่ได้...

เขาจะทำอย่างไรกับความรู้สึกเห็นแก่ตัวนี้ดีนะ...

โดยไม่รู้ตัว น้ำตาก็ได้ไหลเอ่อออกมาราวกับสายน้ำ หยดลงตามผิวแก้มและใบหน้าของคนที่นอนอยู่ใต้ร่าง

“แจจุง เจ้าเป็นอะไร” เขาแน่ใจว่าแจจุงหยุดร้องไห้แล้วเมื่อครู่นี้ แต่ครั้งนี้ร้องไห้เพราะอะไรกัน ทั้งยังตัวสั่นไปหมดอย่างนี้

ฝ่ามือใหญ่ข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บบีบไหล่เล็กบังคับให้คนร่างบางเงยหน้าสบตา แต่อีกฝ่ายก็ยังนิ่งไม่ขยับ เอาแต่ส่ายศีรษะไปมาอยู่อย่างนั้น

“เจ้าเป็นอะไรบอกข้าสิ ร้องไห้ทำไม”

พูดดีๆ คงไม่ยอมฟัง ยุนโฮจึงจับปลายคางเล็กให้เงยหน้าขึ้น ถึงอย่างนั้นแล้วแจจุงก็ยังเสหลบสายตาไปทางอื่น ปฏิกิริยานั้นทำเอาความอดทนของยุนโฮแทบขาดผึง

“ข้าเจ็บแผลมากนะ เจ้าอยากให้ข้าลุกขึ้นมาขืนใจเจ้าตอนนี้เลยใช่ไหม!

“ฮึก...”

เสียงตวาดทำให้คนตัวเล็กสะดุ้ง ยุนโฮถอนหายใจครั้งหนึ่ง หลับตาลงแล้วลืมขึ้นใหม่อีกครั้ง คราวนี้เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลลง

“แจจุง อย่าทรมานข้าอย่างนี้ เห็นเจ้าร้องไห้คิดว่าใจของข้าเป็นสุขหรือ”

ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรง ทั้งกลั้นเสียงร้องไห้ทั้งพยายามกัดไม่ให้หลุดพูดความในใจออกไป แต่สุดท้ายประโยคของร่างสูงที่เอ่ยออกมาก็เอาชนะทุกอย่างของแจจุงได้เหมือนเช่นทุกครั้ง

“ข้าโกรธตัวเอง”

“โกรธ? เพราะเหตุใด” คำตอบของแจจุงทำเอายุนโฮต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ

“โกรธสวรรค์ด้วย โกรธทุกอย่างที่ทำให้ข้าเป็นอย่างนี้ โกรธหัวใจของข้าที่รักเจ้า โกรธชะตาชีวิตของข้าที่ทำให้เจ้าไม่ได้ทุกอย่าง ฮึก...ยุนโฮ ข้าโกรธที่ตัวเองอยากผูกมัดเจ้าไว้คนเดียว ทั้งที่ข้าไม่มีค่าเพียงพอที่จะทำเช่นนั้นกับเจ้า...”

ยุนโฮกดท้ายทอยที่ถูกปกคลุมด้วยเรือนผมนุ่มแล้วจูบปิดปากที่ยังพูดไม่จบ

ประกบริมฝีปากกันอยู่นาน จูบราวกับจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้หายใจอีกเป็นครั้งที่สอง

“ยองอุง แจจุง จะเป็นชายาเพียงคนเดียวของข้า ไม่มีสนม ไม่มีหญิงนางโลม ไม่มีผู้ใดทั้งนั้น มีแต่เจ้าที่อยู่ตรงหน้าของข้านี้เท่านั้น”

ดวงตาที่ยังฉ่ำน้ำจ้องมองคนพูดอย่างไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ...ไม่มีสนมงั้นหรือ? จะเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไรกัน

ยุนโฮยกยิ้มเมื่ออ่านสายตาที่จ้องมองมาออกราวกับได้ยินความคิดของอีกฝ่าย เขาลูบผิวแก้มเปียกน้ำอย่างอ่อนโยนขณะเอ่ย “ข้าหวังที่จะครองราชย์ แต่ไม่ได้หวังที่จะมีลูก นอกจากข้าแล้วก็ยังมีชางมิน ยุนอา เสด็จน้าของข้าก็มีบุตรมากมาย ฮานึลเป็นแคว้นใหญ่ย่อมมีผู้คนมากมายที่เหมาะสมกับตำแหน่งกษัตริย์ แล้วข้าเองก็ใช่จะอายุมากเสียเมื่อไหร่ นับตามอายุข้าไปก็คงหลายสิบปีนั่นแหละกว่าที่ข้าจะตาย ถึงตอนนั้นก็มีผู้ที่เหมาะสมนับไม่ถ้วนแล้ว”

ทุกอย่างมันจะง่ายอย่างนั้นจริงหรือ? แม้แต่ยุนโฮก็ไม่อาจตอบได้อย่างชัดเจน ทว่า ตอนนี้สิ่งที่เขาคิดและตัดสินใจ คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาจะทำเพื่อแจจุงและตัวของเขาเอง เมื่อกลับถึงวังหลวง เขาจะต้องจัดการทุกอย่างตามที่หวังนี้ให้สำเร็จลุล่วง แม้แต่เสด็จย่าก็ไม่สามารถขัดขวางได้

“ข้าบอกว่าจะมีเพียงเจ้า ได้ยินหรือไม่?”

ศีรษะเล็กพยักตอบเบาๆ

“แล้วเหตุใดยังร้องไห้อยู่อีก”

ถ้าบอกว่าดีใจจนหยุดร้องไห้ไม่ได้ จะเป็นอะไรไหมนะ? แจจุงแอบคิดในใจ ก่อนจะสูดจมูกเสียงดังเพื่อระงับอาการสะอื้น

“ชองยุนโฮ เป็นข้าดีแล้วจริงๆ หรือ?”

แจจุงอดถามออกไปไม่ได้ ที่ยุนโฮต้องทำทุกอย่างนี้ก็เพื่อเขา ทั้งที่อีกฝ่ายสมควรจะมีลูกหลานสืบทอดต่อไป แต่กลับหยุดอยู่กับเขาคนนี้...

“บนแผ่นดินนี้ข้าเห็นแต่เจ้า”

“ชองยุนโฮ ข้ารักเจ้า ฮึก ข้ารักเจ้า รักเจ้ามากที่สุด”

ยุนโฮประคองดวงหน้าเล็กให้ก้มลงมาใกล้แล้วจูบลงกลางหน้าผากมน ก่อนไล้ลงจนถึงริมฝีปากอิ่ม

 

 

“รักข้าให้มากๆ เพราะข้าจะเรียกร้องความรักจากเจ้าไปชั่วชีวิต คิมแจจุง”

 

 

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

 

To be continue*

 

  

Talk : กระดูกเข่าเคลื่อน ฮึก T^T เก็บตัวให้หายก่อนคอน ฮ่าฮ่า ดีนะนั่งสองวัน ฮึกฮืออ TOT ~.... ใครนั่ง 27SK/28SG เจอกันเน๊อ (ใครอยากเจอแกอิบี กร๊ากกกก) - - - - - 32 วาฮ่าฮ่า อัพวันไหนดี? (ถามใคร?)