[SuJu Fiction] One Word - Question

posted on 07 May 2008 00:05 by kimyoonbe  in Fiction

  One Word - 1 [Question]

 

เพียะ!!!!

  

มือเรียวบางของหญิงสาวสั่นระริกอยู่ข้างกาย ใบหน้าสวยงามยามแย้มยิ้มบัดนี้งอง้ำขึ้นสีจัดด้วยแรงโทสะ หล่อนจ้องมองสามีที่มีสีหน้าเรียบเฉยแม้ว่าเพิ่งจะโดนเธอตบเข้าที่ข้างแก้มเมื่อวินาทีก่อน

“คุณทำแบบนี้ได้ยังไง!” เธอกล่าวเสียงดังโดยไม่สนใจสาวใช้หน้าไหนทั้งนั้นที่ตอนนี้กำลังพยายามห้ามไม่ให้เธอโวยวาย

“เธอมีสิทธิ์อะไรฮวายอง ฉันจะพาใครเข้ามาอยู่ที่นี่ก็ได้ทั้งนั้น!” ร่างสูงกำยำของผู้เป็นเจ้าของบ้านและประธานบริษัทชั้นนำโฮโซรา พูดเสียงดังอย่างมีอำนาจ ดวงตาคมตวัดมองข้ามไหล่ภรรยาไปยังประตูหน้าบ้าน แววตากร้าวแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนทันทีเมื่อสบกับดวงตาใสของเด็กน้อยวัยห้าขวบเศษ

ร่างเล็กๆ ของเด็กน้อยยืนตัวสั่นด้วยความกลัวต่อเสียงที่ดังเกินความจำเป็นของผู้ใหญ่ทั้งสองคน แม่บ้านร่างท้วมนั่งคุกเข่าลงโอบกอดร่างของเด็กน้อยเป็นเชิงปลอบ

“โซอา พาคุณหนูไปพักที่ห้อง”

เมื่อผู้เป็นนายสั่ง แม่บ้านโซอาก็รีบปฏิบัติตามทันที เธอยกกระเป๋าเดินทางขนาดกลางของหนูน้อยขึ้นแล้วยื่นมืออีกข้างไปจูงมือเล็กๆ ที่ยังสั่นเทาให้ออกเดินตามไปด้วยกัน

“อีแทวอน!” หญิงสาวตะโกนอย่างสุดจะทน การที่สามีของเธอมาประกาศว่าจะพาลูกชายอีกคนที่เกิดกับผู้หญิงนอกสมรสเข้ามาอยู่ที่นี่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนโดนหักหน้าเข้าเต็มๆ แล้วเรื่องนี้ก็ต้องกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวในวงสังคมแน่ๆ!

“ฮวายอง เธอก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรือว่าเราอยู่ด้วยกันเพราะอะไร ดีแค่ไหนแล้วที่ฉันพาแค่ลูกชายมาอยู่ด้วย! เธอควรจะขอบคุณอึนเฮนะที่เค้าพอใจที่จะอยู่แค่ในฐานะนั้น!!” อีแทวอนกล่าวเสียงกร้าวกับภรรยาก่อนจะสะบัดเสื้อสูทที่เพิ่งถอดออกจากตัวหลังจากที่เขาไปรับเด็กชายตัวเล็กมาอยู่ด้วยกัน ร่างสูงหันหลังแล้วก้าวขึ้นชั้นบนของคฤหาสน์

“คุณทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไงแทวอน!” ฮวายองกล่าวเสียงต่ำกับตัวเองก่อนจะหันกลับแล้วเดินออกจากตัวคฤหาสน์หลังใหญ่ท่ามกลางสาวใช้ที่ต่างก็หลบทางให้ผู้เป็นนาย

ทางเดินเม็ดกรวดสีดำสนิททอดยาวจากบันไดหินอ่อนขนาดใหญ่จากด้านหน้าของตัวคฤหาสน์ ทางเดินที่โรยด้วยเม็ดกรวดเลี้ยวเข้าไปด้านข้างผ่านน้ำพุขนาดใหญ่ก่อนจะเลี้ยวไปทางขวานำไปสู่ทางเดินตรงกลางระหว่างพุ่มไม้ที่อยู่ริมสวนประดับ ตลอดทางเดินขนาบข้างไปด้วยต้นกุหลาบสีแดงสดส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ ร่างเพรียวของหญิงสาวเดินไปตามทางเดินจนในที่สุดก็ปรากฏให้เห็นบ้านสองชั้นสีขาวสะอาดตา

ระเบียงไม้สีขาวตรงชานบ้านที่ยื่นออกมาจากห้องรับแขก ร่างของเด็กน้อยวัยสิบขวบกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้เอนหลังสีเดียวกับระเบียง เด็กชายขยับลุกขึ้นนั่งเมื่อรับรู้ถึงการมาของหญิงสาวร่างเพรียว

มือเล็กปิดหนังสือวางลงบนโต๊ะ เขาขยับนั่งตัวตรงรอให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้

“คิบอม! ตั้งแต่วันนี้แกต้องไปทานข้าวที่คฤหาสน์ทุกเช้าและเย็นพร้อมพ่อของแก เข้าใจไหม!” ฮวายองไม่แม้แต่จะก้าวเข้าไปยังตัวบ้านของลูกชาย เธอกล่าวเสียงดังแล้วหมุนตัวกลับจนเด็กน้อยเกือบจับใจความของผู้เป็นแม่ไม่ทัน ร่างเล็กของเด็กชายวัยสิบขาวรีบวิ่งลงมาจากชานบ้านให้ทันร่างเพรียวของมารดา

“หมายความว่ายังไงครับ ผมไม่เข้าใจ ทำไมผมต้องไปที่คฤหาสน์ด้วย?”

“ฉันสั่งให้ไปก็คือไป แกจะถามอะไรนักหนา” ฮวายองหมุนกายกลับมาจ้องลูกชาย

คิบอมจ้องสายของผู้เป็นแม่แล้วเอ่ยถามราบเรียบด้วยท่าทางเย็นชาเกินเด็ก

“เพื่ออะไรครับ?” แววตาที่ไร้ซึ่งความอ่อนแอของคิบอมจ้องตอบผู้เป็นแม่แน่วแน่ ตลอดสามปีที่เขาย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้คนเดียวก็ไม่เคยมีใครมาเรียกเขาให้ไปที่คฤหาสน์ ส่วนตัวเขาเองก็ไม่ได้อยากไปในที่ที่เหมือนป่าช้านั่นนักหรอก แล้วทำไมจู่ๆ แม่ต้องบังคับเขาให้ไปที่นั่นทั้งที่ผ่านมาแม่แทบไม่เคยมาหาเขาเลยด้วยซ้ำ!

“เพื่อตัวฉัน และตัวแก!” ฮวายองหมุนตัวกลับแล้วออกเดินทันที คิบอมไม่ได้รั้งผู้เป็นแม่ให้หยุดอีก เขากำลังใช้ความคิด...อะไรกันที่ทำให้แม่ของเขาหงุดหงิดได้ขนาดนี้?...

 ร่างเล็กๆ ของคิบอมเดินกลับไปหยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้ก่อนจะเปิดประตูระเบียงห้องรับแขกเข้าไปด้านในตัวบ้าน  

 

++++++++++++++++++++++++++++++++            

    

ศาลากลางสวนดอกไม้ของคฤหาสน์ตระกูลอีได้จ้างช่างไม้ฝีมือดีบรรจงออกแบบและประกอบให้ศาลาทรงหกเหลี่ยมนี้ดูงดงามจนแวดวงคนดังที่เคยเห็นยามเมื่อแวะเวียนมาที่แห่งนี้อดที่จะเอ่ยปากชมไม่ได้ แค่ศาลายังว่าสวยแล้ว แต่ที่ยิ่งทำให้สวยราวกับภาพวาดนี่ต่างหากที่น่าสนใจมากกว่าที่เคยเห็นมาทุกวัน

                ผีเสื้อหลากสีที่มักจะบินวนรอบๆ สวนดอกไม้แห่งนี้ต่างก็บินว่อนราวกับจะเต้นรำไปตามท้วงทำนองดนตรีคลาสสิคก็ไม่ปาน สีสันสดใสที่มองเห็นเป็นจุดเล็กๆ บินสลับกันไปมาผ่านร่างเล็กของใครคนหนึ่งที่ยืนอยู่กลางศาลา เส้นผมบางสีดำปลิวสะบัดไปตามจังหวะที่เจ้าของร่างหมุนตัวไปรอบๆ อย่างช้าๆ ริมฝีปากบางน่าสัมผัสระบายยิ้มกว้างคลอไปกับบรรยากาศยามเย็น

                ...สวยงาม จนไม่กล้าแตะต้อง... 

 

                “คุณหนูคะ”

                “อะ ครับ?” คิบอมหมุนกายกลับไปหาเจ้าของเสียงที่เรียกอย่างตกใจ

                สาวใช้ร่างท้วมที่มีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าแม่บ้านระบายยิ้มบางๆ ให้เด็กชายผู้เป็นนาย เธอเงยหน้าขึ้นมองไปยังศาลากลางสวนที่อยู่ห่างจากตรงนี้ไปราวๆ ห้าเมตรก่อนจะหันกลับมามองที่คิบอมอีกครั้งแล้วเอ่ยถามเสียงนุ่ม

                “ยังไม่ทราบใช่ไหมคะ?”

                เด็กชายส่ายหน้าเป็นคำตอบ “เค้าเป็นใครครับโซอา?”

                “คุณหนูทงเฮ เป็นลูกของคุณท่านคะ”

                คำตอบที่ได้รับช่วยให้คิบอมคลายความสงสัยเรื่องของมารดาได้อย่างรวดเร็ว แม่คงต้องการให้เขาเข้าหาพ่อเพื่อให้เขาเป็นลูกคนโปรดเพราะกลัวลูกคนใหม่จะได้หน้ามากกว่าสินะ ทำไมแม่ต้องกลัวนักหนาในเมื่อเขาเป็นลูกแม่ที่เป็นคนที่สมรสกับพ่อ ทำไมถึงได้กลัวเด็กคนนั้นจะมาแย่งต่ำแหน่งประธานบริษัทในอนาคตทั้งที่เป็นลูกของผู้หญิงนอกสมรส       

คิบอมผ่อนลมหายใจอย่างคิดไม่ตก เรื่องที่พ่อมีเมียน้อย เขาเองก็รู้มานานแล้ว เพราะแม่เฝ้ามาระบายให้เขาฟังบ่อยๆ ทุกครั้งที่พ่อกลับบ้านดึก แต่ไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะมีลูกกับพ่อของเขาด้วย

                “คุณหนู เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

                อาการขมวดคิ้วตีหน้ายุ่งของคิบอมเรียกความเป็นห่วงจากโซอา

                “อ้อ เปล่าครับ ผมไม่เป็นไร” คิบอมส่ายหน้าไปมาแรงๆ แล้วยิ้มตอบ “ว่าแต่ ป้าโซอาจะเอาของว่างไปให้....” ไม่รู้ทำไมถึงพูดไม่ออก จะว่าไงดีละ เขาไม่รู้ว่าจะเรียกสรรพนามของเด็กคนนั้นว่าอะไร

                “คุณหนูคิบอม” โซอาระบายยิ้มบางแล้วค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ให้สายตาอยู่ระดับเดียวกับเด็กชาย เธอถือถาดคุกกี้ไว้ระหว่างอก “ป้ารู้ว่าคุณหนูอาจจะยังปรับตัวไม่ทันที่อยู่ๆ ก็มีน้องชายกะทันหันแบบนี้”

                ...ก็คงใช่ จู่ๆ ก็มีน้องชายแบบนี้มันก็น่าตกใจอยู่...

                “คุณหนูทงเฮเพิ่งจะหยุดร้องไห้ไม่นาน เธอกลัวมากที่จะต้องจากแม่มาอยู่ที่นี่โดยที่เธอเองไม่รู้จักใครมาก่อนเลย แม้แต่คุณท่าน คุณหนูทงเฮก็เพิ่งรู้ว่าเป็นพ่อของเธอวันนี้” โซอายังคงพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลตามแบบของเธอ “คุณหนูคิบอมก็โตมากแล้ว ป้าอยากให้คุณหนูเอ็นดูคุณหนูทงเฮให้มากๆ อย่างน้อยเธอก็ถือเป็นน้องชายของคุณหนูนะคะ”

                “ป้าพูดอะไรน่ะครับ ผมไม่ใช่คนใจแคบแบบนั้นสักหน่อย” เด็กชายพูดขึ้นทันทีเพื่อแก้ความเข้าใจผิดของคนตรงหน้า

                “แน่สิ ป้ารู้อยู่แล้วว่าคุณหนูคิบอมของป้าใจกว้างและใจดีกว่าใคร” โซอายิ้มกว้างอย่างสบายใจที่เห็นว่านายของเธอไม่ได้คิดมากว่าจะถูกแย่งความรักไปจากพ่อ เธอลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยชวนให้คิบอมไปที่ศาลาด้วยกันจะได้ทำความรู้จักกับน้องชายคนใหม่เสียเลย

                น่าแปลกที่คิบอมไม่มีความรู้สึกคิดอิจฉาเด็กตัวเล็กคนนี้เลยสักนิดทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าคนคนนี้คือลูกเมียน้อยของพ่อ เขาควรจะมีความรู้สึกแบบนั้นบ้างสักนิดไม่ใช่หรือ?

                “พี่ชาย...”

                ก็คงจะไม่แปลกหรอกมั้ง เรื่องอะไรที่เขาจะต้องคิดอิจฉาเด็กที่เป็นลูกเมียน้อยพ่อด้วยเล่า ในเมื่อตัวเขาน่าจะเป็นคนที่ถูกอิจฉามากว่า แล้วที่สำคัญ เด็กคนนี้ดูยังไงก็น่าเอ็นดูเป็นไหนๆ แววตาสีดำเป็นประกายที่แสดงออกถึงความใสซื่อนั่นก็ทำให้ดูน่าทะนุถนอมเสียเหลือเกิน แล้วเขาจะเกลียดเด็กคนนี้ไปเพื่ออะไรกัน?

                “พี่ชาย........”

                ทำไมแม่ถึงไม่ชอบเด็กคนนี้กันนะ? น่ารักออกขนาดนี้ อืม...ดูไปดูมา หน้าคล้ายพ่อยิ่งกว่าเขาซะอีก ริมฝีปากบางๆ นั่นคงได้แม่มาสินะถึงได้ดูบอบบางพอๆ กับร่างกายเล็กๆ ที่ถ้ากอดแรงๆ คงได้หักคามือเป็นแน่

                “ฮึก....ฮือ.....”

                “คุณหนูคิบอมคะ!

                “เอ๋? ครับ?? อ้าว! ร้องไห้ทำไมล่ะ??” คิบอมเบิกตาโตอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าร่างของคนตัวเล็กนั่งร้องไห้ตัวโยนไปมาบนเก้าอี้เหล็กดัดสีขาวตัวข้างๆ เขา

                “เธอร้องไห้เพราะคุณหนูไม่ขานรับน่ะสิคะ เธอถามว่าจะเรียกคุณหนูว่าพี่ชายได้ไหม แต่คุณหนูก็เอาแต่เงียบ” โซอารีบอธิบายอย่างร้อนรน ถ้าคุณท่านรู้ว่าคุณหนูคนเล็กร้องไห้อีกแล้วคงได้ลงโทษเธอเป็นแน่

                คิบอมพยักหน้ารับรู้แล้วหันไปมองใบหน้าเล็กที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา

                “หืม ร้องไห้ขี้แยแบบนี้พี่ไม่รับเป็นน้องหรอกนะ” คิบอมตีสีหน้าจริงจัง คนตัวเล็กค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสองมือยังขยี้ไปมาที่ตา ปากบางๆ ก็ยังเบะออกทำท่าจะร้องไห้อีกระลอก

                มืออุ่นสัมผัสลงบนเส้นผมนุ่มสีดำขลับเบาๆ “หยุดร้องนะเด็กดี เราอยากเป็นน้องพี่ไหม?” เมื่อตาสบกับเด็กน้อย คิบอมก็ยิ้มกว้าง

                “ฮึก...ไม่ร้องแล้ว...ทงเฮไม่ร้องแล้ว พี่ชายไม่โกรธนะ?” แววตากลมโตระรื้นไปด้วยหยาดน้ำใส เด็กน้อยเกร็งสุดตัวพยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอ

                “เด็กดี...แบบนี้สิถึงสมควรเป็นน้องชายของพี่” คิบอมยิ้มอบอุ่น เขาขยี้ผมนุ่มมือนั้นเบาๆ อย่างเอ็นดู โซอาเห็นแบบนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างเบาใจ

                “ทงเฮมีพี่ชาย...ทงเฮมีพ่อ แล้วทงเฮก็มีพี่ชายด้วย” ราวกับการร้องไห้เมื่อกี้จะเป็นภาพความฝันเมื่อบัดนี้เด็กน้อยไร้ซึ่งสีหน้าเศร้าสร้อยแต่แทนที่ด้วยรอยยิ้มสดใส

                ...อื้ม ผมนี่เก่งแหะ ทำให้เด็กหยุดร้องไห้ได้...

  

++++++++++++++++++++++++++++++++

  

                “พี่ชาย เมื่อไรผมจะตัวสูงสักที?”

                คำถามใสซื่อจากร่างเล็กเรียกให้ใบหน้าเด็กชายวัยสิบสองขวบหันไปมองอย่างเอ็นดู เขายกมือขึ้นลูบผมเด็กน้อยที่นั่งห้อยขาอยู่บนสะพานริมน้ำข้างๆ เขาเบาๆ

                “ทงเฮตัวเล็กแบบนี้ก็น่ารักดีแล้วนี่นา”

                คิบอมยิ้มบางเมื่อใบหน้าเรียวเล็กหันมาจ้องหน้าเขาพร้อมเรียวคิ้วที่ชนกันจนยุ่ง

                “ไม่ดีสักหน่อย! พี่ชายตัวสูงแต่ทงเฮตัวเล็กไม่เห็นดีเลย!!” ตีแก้มป่องอย่างขัดใจ

                “ก็เรายังเด็กอยู่เลยนี่นา พี่โตแล้วถึงได้สูงไง เดี๋ยวพอเราโตเท่าพี่เราก็สูงขึ้นเองละ” คิบอมเงยหน้าขึ้นเมื่อร่างเล็กลุกขึ้นยืนแล้วตีหน้าเครียดจนเขาอดยิ้มขำไม่ได้

                ...หน้าหวานแบบนั้นมันเหมาะกับรอยยิ้มมากกว่านี่นา...

                “ทงเฮอยากสูงเท่าพี่ชายตอนนี้เลย ทงเฮโต พี่ชายก็โต แล้วเมื่อไหร่ทงเฮจะสูงทันพี่ชายสักทีล่ะ!!” ร่างเล็กยังคงพูดเสียงสูงแสดงความเอาแต่ใจเล็กๆ ได้อย่างน่ารัก...อย่างน้อยก็ในสายตาของคิบอมล่ะนะ...

                ร่างสูงของเด็กชายกวักมือขึ้นลงแล้วตบเบาๆ ลงที่หน้าตักของตัวเอง

“มานี่ทงเฮ มาหาพี่มา”

                คนตัวเล็กมีสีหน้าลังเลก่อนจะสะบัดหัวไปมาจนเส้นผมสีดำกระจ่ายไปทั่วแล้วยิ้มกว้างเดินตรงไปหาร่างสูงอย่างว่าง่าย เมื่อเข้าไปใกล้ คิบอมก็รวบร่างเล็กๆ ให้นั่งลงที่หน้าตักของตัวเองทันที สองเท้าเล็กตกลู่ลงไปตามท่อนขายาว มือใหญ่กระชับรอบเอวเล็กไว้ให้มั่นคง ลมหายใจอุ่นๆ รดต้นคอเด็กน้อยเมื่อเจ้าของตักนุ่มเอ่ยคำพูดออกมา

                “ดูสิ เราชวนพี่มานั่งดูปลาแต่กลับมาชวนพี่คุยเรื่องอะไรก็ไม่รู้”

                “คิก...” ย่นคอหลบลมร้อนอย่างจั๊กกะจี้ มือเล็กยึดมือใหญ่ไว้แน่นเพราะกลัวจะตกลงไปในบ่อน้ำ

                ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่กันที่คิบอมชอบที่จะโอบกอดร่างนุ่มนิ่มนี้ เมื่อไหร่กันที่รอยยิ้มสดใสของทงเฮจะกลายเป็นตัวกำหนดอารมณ์ของเขา เห็นว่าคนในอ้อมกอดนี้มีความสุขเขาก็มีความสุข เมื่อไหร่ที่ร่างเล็กๆ นี้ร้องไห้เขาก็ร้อนรนไปหมด

                “พี่ชาย....”

                “ว่าไงทงเฮ...”

                หัวเล็กๆ เอนซบลงกับแผ่นอกผู้เป็นพี่

                “ทงเฮชอบพี่ชาย...ทงเฮคิดถึงแม่...ทงเฮอยากกลับบ้าน แต่ทงเฮก็ไม่อยากจากพี่ชายเลย”

                น้ำเสียงหวานใสสั่นเครือจนร่างสูงรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา ทงเฮมาอยู่ที่คฤหาสน์ของพ่อมาสองปีแล้ว แต่ไม่เคยได้ออกไปไหนสักครั้ง วันธรรมดาจะมีครูมาสอนที่บ้าน ต่างจากเขาที่ต้องไปอยู่โรงเรียนประจำชื่อดังที่มีแต่ลูกคนรวยไปเรียน จะกลับบ้านก็วันเสาร์อาทิตย์ และนี่ก็เป็นเหตุผลที่เขาจะยอมตามใจทงเฮในสองวันที่เขากลับบ้าน

                คฤหาสน์ที่ทงเฮอยู่นั้นทั้งเงียบทั้งใหญ่โตจนเขายังไม่คิดจะอยากอยู่ พ่อไม่ค่อยกลับบ้านซ้ำยังไปต่างประเทศก็ออกบ่อยเพราะเรื่องงาน ส่วนแม่ก็เอาแต่ออกงานสังคมกลับบ้านดึกดื่น เขารู้ดีว่าแม่กำลังประชดพ่อที่ทำเย็นชากับเธอ แต่พ่อกลับไม่สนใจสักเท่าไร พอได้มีโอกาสอยู่บ้านก็จะเข้าไปหาทงเฮบ่อยๆ และแน่นอน แม่ของเขาไม่ชอบทงเฮ

                “เหงาใช่ไหมทงเฮ?” คิบอมกอดร่างเล็กแน่นขึ้นอีกนิด

                “ทงเฮเหงา พี่ชายไม่อยู่ทงเฮก็อยู่คนเดียว ทงเฮคิดถึงแม่” ร่างเล็กๆ เริ่มสั่นเทิ้ม

                คิบอมลุกขึ้นยืนพร้อมกับรั้งให้ร่างของทงเฮยืนขึ้นด้วย เขานั่งคุกเข่าลงบนสะพานไม้ ยกมือขึ้นประคองดวงหน้าหวานแล้วใช้ปลายนิ้วเกลี่ยซับน้ำตาให้ร่างตรงหน้าเบาๆ

                “ร้องไห้อีกแล้ว พี่บอกแล้วไงว่าน้องชายของพี่ต้องเข้มแข็ง”

                “ฮึก ก็ทงเฮ คิดถึงแม่นี่นา ฮือๆ.....”

                พอเห็นร่างตรงหน้าร้องไห้หนักขึ้นคิบอมก็ยิ่งร้อนใจ เขาคว้าร่างนั้นให้เข้ามาแนบอกแล้วกอดปลอบ “ไม่ร้องนะเด็กดี ถ้าทงเฮคิดถึงแม่ก็อย่าร้องไห้แบบนี้สิ ถ้าแม่ทงเฮรู้ว่าทงเฮเอาแต่ร้องไห้แบบนี้จะสบายใจได้ยังไงกัน”

                “แต่ว่าทงเฮ.....” มือเล็กขยี้เปลือกตาตัวเองไปมาจนมือใหญ่ต้องจับให้หยุดนิ่งๆ เพราะกลัวว่าผิวบางๆ จะช้ำเสียก่อน

                “เย็นมากแล้ว ทงเฮหิวรึยัง? พี่พาไปส่งที่คฤหาสน์นะ” คิบอมเปลี่ยนเรื่องทันทีที่ร่างเล็กเริ่มหยุดร้องไห้ไปบ้างแล้ว

                “ไม่เอา ทงเฮจะไปบ้านพี่ชาย”

                “ตามบัญชาครับคุณหนู”

                ท่ามกลางแสงสีส้มอ่อนจากเสาไฟทรงโรมันที่อยู่ระนาบข้างทางเดินเม็ดกรวดสีดำส่องกระทบร่างของเด็กชายตัวสูงที่เดินฮัมเพลงเบาๆ โดยที่มือก็กุมมือนุ่มของคนตัวเล็กที่เดินอยู่ข้างๆ ไว้แน่น

                สองคนพี่น้องพากันเดินจูงมือกันไปจนถึงบ้านสีขาว บ้านหลังนี้ตั้งอยู่หลังสวนดอกไม้ แทวอนเป็นคนสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อให้คิบอมได้อยู่เป็นส่วนตัว ทั้งที่คิบอมไม่ได้เรียกร้องบ้านหลังนี้ แต่ในเมื่อพ่อต้องการให้เขาอยู่เขาก็อยู่ คนใช้ในบ้านนี้นั้นมีเพียงแค่สองสามคนเท่านั้นเพราะตัวคิบอมเองชอบที่จะทำอะไรเองมากกว่า

                ถึงตัวบ้านจะไม่ใหญ่โต ถ้าเทียบกับคฤหาสน์แล้วคงเป็นแค่เศษเสี้ยวเดียวของที่แห่งนั้นด้วยซ้ำ แต่ถึงมันจะไม่ใหญ่ ที่นี่ที่มีเพียงแต่เขาก็ยังให้ความรู้สึกเหงาได้เช่นกัน อยู่คนเดียวในบ้านนี้มาตลอดหลายปี จนเขาชินชาเสียแล้ว แต่พอมีทงเฮเข้ามาอยู่ที่คฤหาสน์ เขาถึงได้เข้าใจความรู้สึกของทงเฮดีว่าเหงาแค่ไหน

                ...เห็นทงเฮเป็นแบบนี้ก็เหมือนเห็นตัวเองในอดีต...

  

++++++++++++++++++++++++++++++++

  

                “ทงเฮ ทงเฮ...นอนที่นี่ไม่ได้นะ”

                หลังจากที่เจ้าตัวเล็กทานข้าวที่บ้านของคิบอมก็ไปนั่งเอกเขนกบนโซฟา อิดออดไม่ยอมกลับไปที่คฤหาน์สักที แล้วตอนนี้ก็ยังทำท่าว่าจะนอนบนโซฟาซะอย่างนั้น

                “อื้อ~~ ม่ายอาวว ทงเฮง่วงแล้ว ม่ายอยากลุกกก” หลบฝ่ามือใหญ่ด้วยการเบียดตัวเข้าชิดติดพนักพิงแล้วคว้าเอาหมอนหนุนหลังยกขึ้นปิดใบหน้า

                คิบอมถอนหายใจกับอาการง่วงดิบของเจ้าตัวเล็ก

                “อีทงเฮ ถ้าเราไม่ลุกพี่จะไม่ให้เรามาทานข้าวที่นี่อีกแล้วนะ”

                ได้ผลชะงัก เจ้าตัวเล็กกระเด้งลุกขึ้นนั่งทันที

                “พี่ชายใจร้าย! ทงเฮแค่อยากอยู่กับพี่ชายนานๆ นี่นา”

                “อะไรกัน วันนี้ทั้งวันเราก็อยู่ติดพี่ตลอดเลยไม่ใช่เหรอ?” มือใหญ่ยกขึ้นขยี้หัวน้องชายเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว เจ้าตัวเล็กก็โงนเงนไปมาตามแรงมืออยู่บนโซฟาด้วยสีหน้ายุ่งๆ

                “ก็พรุ่งนี้พี่ชายก็จะไปโรงเรียนแล้วนี่นา” ตีแก้มป่องจนหน้ากลมเป็นลูกบอล

                “พี่ไปเรียนแค่อาทิตย์เดียวก็กลับ กลับมาก็อยู่กับทงเฮตลอด แล้วเรายังต้องการอะไรอีกล่ะ หืม?” จับเจ้าตัวเล็กมานั่งบนตักตัวเองให้หันหน้าเข้าหากัน มืออุ่นๆ ก็ทาบลงบนแก้มยุ้ยๆ พลางเอ่ยถามเสียงนุ่ม

                “ว่าไง ทงเฮยังไม่พอใจอะไรพี่อีก?”

                “คืนนี้นอนกับพี่ชายได้ไหม?”

                ร่างสูงเงียบทันที ถ้าเป็นเมื่อสองปีก่อนเขาก็คงยิ้มแล้วพูดว่า ได้เลยเหมือนอย่างที่ผ่านมาไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมพักหลังๆ เขาถึงรู้สึกว่าใจตัวเองหวั่นไหวกับเจ้าตัวเล็กนี่เสียเหลือเกิน

                ...นายคิดอะไรอยู่เนี่ย อีคิบอม ทงเฮเป็นน้องของนายนะ!!...

                “โอเคๆ งั้นเราก็ไปอาบน้ำได้แล้วจะได้เข้านอนกัน”

                “รักพี่ชายที่สุดเลย!!

                กอดคอพี่ชายแน่นก่อนจะกระโดดลงจากตักอุ่นโดยมีสาวใช้ร่างเพรียวมาจูงคุณหนูคนเล็กของตระกูลอีไปอาบน้ำ

                คิบอมถอนหายใจยาวเอนหลังลงกับพนักโซฟา เปลือกตาค่อยๆ ปิดลงช้าๆ หัวสมองก็คิดไปเรื่อยเปื่อย

                ตอนนี้เขาอยู่ป.6 ปีหน้าพ่อก็บอกเป็นนัยๆ ว่าจะให้ไปต่อมัธยมที่อังกฤษ แล้วทงเฮจะอยู่กับใคร? ยิ่งเห็นว่าร่างเล็กติดเขาขนาดนี้ก็ยิ่งเป็นห่วง

                ครึ่งชั่วโมงต่อมาคิบอมก็นอนอยู่บนเตียงขนาดคิงไซด์ภายในห้องนอนโทนสีฟ้าอ่อนของตัวเองโดยมีเจ้าตัวเล็กนอนซุกอยู่ในอ้อมแขน

                ขนตายาวเรียงเป็นระเบียบสวยงามรับกับดวงหน้าหวานๆ ของคนที่นอนหลับตาพริ้มได้อย่างดี ผิวแก้มเนียนนุ่มน่าสัมผัส แขนเล็กๆ ที่โอบกอดร่างคนที่สูงกว่าไว้แน่น ริมฝีปากบางขยับพึมพำ พี่ชายออกมาหลายครั้งก่อนที่เจ้าตัวจะผล็อยหลับไปในที่สุด

                คิบอมยกผ้าห้มขึ้นคลุมให้สูงขึ้น เขาเกลี่ยปอยผมบางให้ทัดกับใบหูเล็กก่อนจะนิ่งค้างจ้องมองใบหน้าหวานราวกับต้องมนต์สะกดอย่างไม่รู้ตัว

                ...อีทงเฮ รู้ตัวไหมว่าเราน่ะน่ารักมากแค่ไหน...

                ดวงตาเรียวคมยังคงจ้องมองภูติตัวน้อยในอ้อมแขน อายุแค่นี้ยังน่ารักจนเขาใจสั่น ถ้าหากโตขึ้นไปคงมีทั้งหนุ่มทั้งสาวมาตามจีบแน่ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ในช่วงที่ทงเฮกำลังจะผลิบานอย่างสวยงามเขาก็คงไปอยู่ที่อังกฤษแล้วสินะ

                “ทำยังไงดีละ พี่ชายคนนี้เริ่มจะหวงน้องขึ้นมาเสียแล้ว”

                นิ้วเรียวลูบไล้ไปบนผิวหน้าเนียนนุ่ม เด็กชายค่อยๆ ก้มลงจุมพิตเบาๆ ที่หน้าผากมน “ราตรีสวัสดิ์ ทงเฮ...”

                ที่นอนนุ่มยวบลงเมื่อร่างสูงของเด็กชายเอนตัวลงนอนเต็มน้ำหนัก ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องลอดเข้ามา ร่างเล็กในอ้อมกอดอุ่นค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วยิ้มกับตัวเองสายตาก็มองใบหน้าของพี่ชายอย่างมีความสุข สัมผัสอุ่นที่หน้าผากยังรู้สึกได้

                “ฝันดีเช่นกันครับ พี่ชาย...” ก้มหน้าลงซุกอกอุ่นแล้วขยับเข้าหาร่างอีกฝ่ายมากขึ้นอีกนิด แค่อยากรู้สึกถึงหัวใจของอีกฝ่าย อยากเข้าใกล้มากกว่านี้

                อยากจะเข้าไปใกล้จนฟังเสียงหัวใจของอีกคนว่าร่ำร้องเหมือนหัวใจของตนรึเปล่า

 

                ...หัวใจของพี่รู้สึกเหมือนทงเฮไหมครับ?...

                ...ใจของพี่หวั่นไหวเหมือนทงเฮรึเปล่า?...

                ...การที่ทงเฮรู้สึกแบบนี้กับพี่มันหมายความว่ายังไงครับ?...

                ...พี่ชาย ช่วยบอกให้ทงเฮเข้าใจหน่อยได้ไหม?...

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ว๊าวววววววววววว !
น่ารักมากค่ะ เข้ามาแบบไม่ได้ตั้งใจ

แต่ว่าฟิคสนุกกว่าที่คิดไว้ค่ะ
5555555555555555555
ไม่ได้อ่านฟิค เนื้อหาซีเรียสๆมานานแล้ว

มาต่อไวๆนะคะ : )

#1 By EMTINESS on 2008-05-07 16:10

น่ารักดีแฮะ

แต่เผอิญเราไม่ใช่แฟนคู่นี้อ่ะ
แต่เพื่อนเราคงชอบ

เดี๋ยวบอกให้เพื่อนเข้ามาดูน๊าbig smile

#2 By ชนบท (Rural) on 2008-05-07 21:54

อ๊ากกกกกกกกกกกส์
อ่านแล้วต้องเป็นเรื่องเศร้าแน่เลย
T^T
แต่สนุก ๆ อิอิชอบบบบบ >v< ๆๆ
คู่โปรดเลย
แต่น้องทงเฮแอบเจ้าเล่ห์ตอนท้ายนะเนี่ย เอิ๊กๆๆๆๆๆ

#3 By vanila (61.90.152.30) on 2008-07-10 13:08