[SuJu Fiction] One Word - Breath
posted on 22 Jul 2008 23:21 by kimyoonbe in FictionOne Word - 5 [Breath]
“นี่คือคำตอบของพี่ชายใช่ไหมครับ” เสียงหวานเอ่ยอย่างเจ็บปวดกับตัวเอง ทงเฮมองภาพเบื้องหน้าผ่านทางกระจกบนชั้นสองของคฤหาสน์ตระกูลอี
ตลอดทางเข้าจากประตูใหญ่ถึงตัวคฤหาสน์ รวมถึงในสวนดอกไม้นั้นถูกตกแต่งสวยงามรับกับงานมงคลที่กำลังจะมีขึ้นในค่ำคืนนี้
...งานเลี้ยงงานแต่งงานระหว่างพี่ชายกับควอนยูริ
มือเรียวบางทาบลงกับบานกระจกที่เย็นเฉียบ แม้ว่าวันนี้ฝนไม่ตก หากแต่ในตอนกลางคืนก็มีอากาศหนาวเย็นไม่แพ้หน้าหนาว ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจ้าของลืมเลือนไปแล้วว่ายังคงมีอยู่ตกกระทบบนบานหน้าต่างเกิดเป็นไอน้ำจางๆ
ผ่านมาได้หนึ่งอาทิตย์กว่าแล้วที่ทงเฮสารภาพรักกับพี่ชาย แต่ราวกับผ่านมานานนับปีที่ความรักของเขาถูกปฏิเสธด้วยความเงียบจากอีกฝ่าย
ในวันนั้น พี่ชายไม่พูดอะไรออกมาสักคำ เพียงแต่จับยึดมือของเขามาส่งที่คฤหาสน์ ไม่ว่าเขาจะโวยวายสักแค่ไหน พี่ชายก็ไม่สนใจ ซ้ำยังสั่งให้แม่บ้านมาพาตัวเขากลับเข้าไปด้านในและสั่งห้ามไม่ให้ใครอนุญาตให้ปล่อยเขาไปที่บ้านไม้สีขาวนั้นอีก
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันนั้น ทงเฮมั่นใจว่ามีไม่น้อยที่ได้ยินเขาตะโกนใส่พี่ชายว่ารัก รักอย่างที่น้องชายไม่สมควรมีให้กับคนเป็นพี่ แต่เรื่องนี้กลับไม่ไปถึงหูของคุณพ่อเลย ทุกคนไม่มีใครพูดถึงแม้แต่น้อย ราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
คงเป็นเพราะพี่ชายสั่งห้ามทุกคนไว้ ทงเฮคิดอย่างนั้น
“อ่ะ! คุณหนูมายืนอยู่ตรงนี้นานหรือยังคะเนี่ย! ทำไมไม่ใส่เสื้อคลุมออกมาด้วยล่ะคะ?” แม่บ้านโซอาดูจะตกใจไม่น้อยเมื่อเดินมาพบกับคุณหนูเล็กของบ้านออกมายืนอยู่ตรงทางเดินด้วยชุดนอนตัวบาง
ใบหน้าเรียวเล็กหันไปมองหญิงร่างท้วมแล้วส่ายศีรษะเบาๆ “ผมไม่เป็นอะไรแล้ว”
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้นะคะ คุณหนูเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมา ยังไงก็ต้องรักษาตัวให้เข้มงวดสิคะ” โซอานึกไปถึงเรื่องเมื่ออาทิตย์ก่อน ในวันที่คุณหนูเล็กร้องโวยวายใส่คุณชายใหญ่ พอตกดึก ตอนที่เธอจะเข้าไปตรวจความเรียบร้อยในห้องของคุณหนูทงเฮอีกครั้ง เธอกลับพบว่าคุณหนูของเธอนอนสลบอยู่บนพื้นข้างเตียง ลมหายใจก็อ่อนระรวยรินจนน่ากลัว พอรีบนำส่งโรงพยาบาลนายแพทย์ก็บอกกับเธอว่าเป็นเพราะคนไข้ไม่ได้ใช้เครื่องพ่นยาตอนที่อาการกำเริบ นั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกขนลุกไปทั้งกาย ก็ในเมื่อเธอเห็นว่าเครื่องพ่นยาอยู่ในมือคุณหนูแล้วอย่างนั้น มันหมายความว่าเจ้าตัวตั้งใจจะไม่ใช้มันอย่างนั้นใช่ไหม
คุณทงเฮตั้งใจจะปล่อยให้ร่างกายขาดอากาศหายใจไปตลอดกาล
“มาเถอะค่ะ โซอาจะพาคุณหนูไปแต่งตัวนะคะ เดี๋ยวอีกสองชั่วโมงงานก็จะเริ่มแล้ว” หญิงร่างท้วมสลัดความคิดที่ทำให้กังวลใจออกไป ยังดีที่ตอนนี้คุณทงเฮไม่ต้องไปมหาลัยให้เธอต้องคอยเป็นห่วงแล้ว เพราะหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลมา คุณท่านก็สั่งเด็ดขาดไม่ให้คุณทงเฮออกจากบ้านไปไหนเหมือนเช่นแต่ก่อน อีกทั้งยังทำเรื่องลาออกจากมหาลัยให้คุณหนูแล้วด้วย แม้ว่าการทำแบบนี้จะทำให้คุณหนูของเธอต้องอยู่คนเดียว แต่เธอก็คิดว่าการดูแลคุณหนูอย่างใกล้ชิดก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า
แต่ไม่ว่าเธอจะคิดอย่างไรก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะทุกสิ่งขึ้นอยู่กับคุณท่านเท่านั้น
ทงเฮถูกเหล่าแม่บ้านคอยจัดการเรื่องเสื้อผ้าตลอดตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า ไม่นานนักคุณหนูเล็กของตระกูลอีก็อยู่ในชุดสูทเข้ารูปสีน้ำตาลอ่อนรับกับสีผมและสีตาของเจ้าตัว ด้วยภาพลักษณ์นี่เองที่ทำให้อีทงเฮในวันนี้ดูอ่อนโยนน่าทะนุถนอมในสายตาของใครหลายคนในงานยิ่งนัก
และเพราะอย่างนั้น แม้ทงเฮจะตั้งใจยืนหลบอยู่เงียบๆ ที่ด้านมุมหนึ่งของสระน้ำที่ใช้จัดเลี้ยงนอกอาคารก็ยังหนีไม่พ้นกับการถูกคนแปลกหน้าเข้ามาทักทาย
ทงเฮไม่ใช่คนที่เข้าสังคมเหมือนอย่างพ่อกับพี่ชาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากไม่มีใครรู้จักเขา
สองสามคนแรกที่เข้ามาทัก ทงเฮพอจะรู้ว่าเป็นใคร เพราะว่าทั้งสามคนนั้นคือคนสนิทของคุณพ่อที่มาที่คฤหาสน์บ่อยๆ แต่ว่าชายหนุ่มตรงหน้านี่สิที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน
“สวัสดีครับ ผมโจคยูฮยอน คุณใช่อีทงเฮที่อยู่เอกจิตรกรรม มหาลัยอันโซลใช่หรือเปล่าครับ?”
ทงเฮขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด เขาจำได้ว่าตั้งแต่เปิดเรียนมาเขาไม่เคยเห็นคนคนนี้ในห้องเรียนสักครั้ง แม้จะแค่สองเดือนก็เถอะ แล้วฝ่ายนั้นมารู้จักแม้กระทั่งชื่อของเขาได้ยังไงกัน ทงเฮนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะปล่อยให้มันเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญอะไรต่อไปแล้วพยักหน้ารับเบาๆ “แต่ตอนนี้ผมลาออกจากมหาลัยแล้ว”
“อ้าว ทำไมล่ะครับ? หรือว่าย้ายที่เรียน?” ใบหน้าคมแสดงความสงสัยใคร่รู้ออกมา ชายหนุ่มร่างสูงมีท่าทางสบายๆ อย่างที่ทงเฮไม่คิดรำคาญ แต่ก็ไม่คิดอยากจะพูดคุยด้วยสักเท่าไหร่
...ไม่ว่ากับใครก็ตาม
เมื่อเห็นสีหน้าของคนถูกถาม คยูฮยอนก็ไม่รบเร้าที่จะเอาคำตอบ เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้นอนข้างสระ ช่วงขายาวงอพับยามที่เจ้าตัวนั่งลงไปแล้ว มือข้างหนึ่งของชายหนุ่มถือแก้วไวน์ที่หยิบมาจากเด็กเสิร์ฟเมื่อสักครู่ เขายกขึ้นจิบเล็กน้อยแล้วก็ต้องยิ้มพอใจกับรสชาติที่นุ่มคอ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้คนที่กำลังทยอยกันเดินเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงภายในคฤหาสน์ เนื่องจากใกล้ถึงเวลาที่จะดื่มอวยพรให้กับคู่บ่าวสาวแล้ว
“คนเยอะแบบนี้ ทำให้รู้สึกอยากหนีไปไกลๆ ที่ไร้ผู้คน ว่างั้นไหมครับ?” ท้ายประโยคชายหนุ่มหันไปมองคนร่างบางด้วยรอยยิ้มเล็กๆ
ทงเฮไม่ได้สนใจสายตาที่จ้องมองมา หากแต่คำพูดของชายหนุ่มก็ตรงกับใจของเขา
“ทงเฮไม่เข้าไปด้านในเหรอครับ?” เมื่อเห็นว่าบริเวณสระว่ายน้ำเหลือเพียงแค่พวกเขาสองคน คยูฮยอนก็เอ่ยถาม
เข้าไปเพื่อดูพี่ชายกับผู้หญิงคนนั้นดื่มฉลองกัน สู้เขากระโดดลงน้ำจมหายไปใต้สระตลอดไปเลยยังจะดีซะกว่า มือเล็กกำแน่นอยู่ข้างตัวยามที่นึกภาพของคนสองคนนั้น
ไม่ว่าอย่างไรแล้ว ทงเฮก็ทนเห็นพี่ชายแต่งงานไม่ได้จริงๆ
นัยน์ตาสวยทอดมองผืนน้ำสีฟ้าที่อยู่ตรงหน้า แสงไฟที่ส่องกระทบผิวน้ำตรงหน้าทำให้เกิดประกายระยิบในแววตาคู่สวยของคนที่กำลังจ้องมอง ขณะที่กำลังเหม่อลอยจ้องมองคลื่นน้ำเล็กๆ พลันเสียงร้องแห่งความยินดีก็แว่วออกมาให้ได้ยิน
โดยไม่รู้ตัว หยดน้ำตาเม็ดใสก็ร่วงลงผ่านผิวแก้มเนียนนุ่ม
ไม่มีเสียงสะอื้น แม้แต่ดวงตายังคงเรียบนิ่งราวกับไม่รู้สึกอะไร มีเพียงหยดน้ำตาหนึ่งหยดเท่านั้นที่ไหลออกมาอย่างเงียบๆ หากแต่ทงเฮกลับได้ยินเสียงร้องไห้ของตัวเองดังก้องอยู่ในหัวใจ
คยูฮยอนที่ไม่ทันได้เห็นว่าร่างบางร้องไห้ก็เกิดอาการงงที่จู่ๆ ทงเฮก็หันหลังเดินตรงไปยังทางออกของบริเวณสระน้ำที่ใช้จัดงาน ในระหว่างที่ตัดสินใจว่าจะเดินตามไปดีหรือไม่นั้น เขาก็เห็นว่าร่างบางมีอาการแปลกๆ เหมือนกับจะหมดแรงจึงรีบวางแก้วไวน์ลงกับพื้นแล้ววิ่งตรงเข้าไปหา และก็เป็นอย่างที่คิด ทงเฮเซเล็กน้อยก่อนที่ร่างทั้งร่างจะเอนไปทางสระน้ำ คยูฮยอนตวัดแขนคว้าเอาตรงบริเวณต้นคอกับช่วงเอวเล็กคอดไว้ได้ทันก่อนที่ร่างบางจะตกลงไปในสระน้ำ
“ทงเฮ! ทงเฮ!”
มือใหญ่ตบเบาๆ ที่ผิวแก้มเนียนของคนที่หมดสติ ในตอนนั้นเอง แม่บ้านโซอาที่เดินตามหาคุณหนูเล็กอยู่นานก็เพิ่งเห็นว่าเจ้านายของเธอสลบอยู่ในวงแขนของชายหนุ่มร่างสูง
โซอารีบวิ่งอ้อมสระน้ำมาหาทันที
“คุณทงเฮเป็นอะไรคะ!!” โซอาทำท่าจะดึงตัวคุณหนูเล็กมา แต่กลับถูกคยูฮยอนชิงอุ้มขึ้นเสียก่อน
“ทงเฮเป็นลมน่ะครับ ไม่ทราบว่าจะช่วยพาไปที่ห้องของทงเฮได้ไหมครับ เดี๋ยวผมอุ้มเค้าเองจะสะดวกกว่า”
แม่บ้านคนสนิทนึกวาดระแวงไม่น้อย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เด็กรับใช้อยู่ในคฤหาสน์กันหมด เธอเองก็แก่แล้วจะมีแรงอุ้มคุณหนูได้อย่างไร สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือรีบพาคุณหนูเล็กกลับขึ้นไปพักผ่อน เมื่อตัดสินใจได้อย่างนั้น โซอาก็ไม่รอช้ารีบเดินนำชายหนุ่มขึ้นไปบนห้องนอนของคุณหนูทงเฮทันที
++++++++++++++++++++++++++++++++
ปวดหัว...
ทงเฮตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัว เรียวคิ้วบางขมวดยุ่ง มือข้างหนึ่งยกขึ้นกดขมับเพื่อหวังบรรเทาอาการปวดที่แทบจะทำให้ศีรษะระเบิดอยู่รอมร่อ
ไม่ใช่แค่ปวดหัว ตามเนื้อตัวยังรู้สึกรุมๆ ร้อนๆ เสื้อที่ใส่ก็ชื้นอับด้วยเหงื่อของพิษไข้
เป็นไข้อีกแล้วงั้นเหรอ? ทงเฮนึกชิงชังร่างกายตัวเอง เขาค่อยๆ ขยับนั่งพิงหัวเตียง กระพริบตาสองสามทีเพื่อให้สายตาคุ้นชินกับแสงเพียงน้อยนิดในห้องนอน
งานเลี้ยงเลิกแล้ว เขารู้ได้จากความเงียบและไฟที่อ่อนแสงจากทางหน้าต่าง เมื่อหันมองนาฬิกาก็พบว่าล่วงเข้าวันใหม่ได้สองชั่วโมงแล้ว พลันในใจก็รู้สึกวูบโหวง
พี่ชายไม่อยู่ที่นี่แล้ว...
คุณพ่อบอกว่าหลังงานแต่งพี่ชายจะย้ายไปอยู่ที่เรือนหอในคืนนั้นเลย พี่ชายย้ายไปอยู่กับคนรัก อยู่กับครอบครัวที่สร้างขึ้นใหม่ อยู่ในที่ที่เขาไม่มีทางได้เอื้อมถึง
และแม้ว่าจะไปถึง เขาก็ไม่อาจเอื้อมไปคว้าไว้อีกแล้ว คำตอบของพี่ชายที่มีให้กับเขานั้นบอกให้เขารู้ว่า สิ่งที่เขาคาดหวังไว้ไม่มีทางเป็นจริงได้...ความรักของเขาไม่มีทางสมหวัง
ทำไมทรมานขนาดนี้? ร่างบางชันเข่าขึ้นกอดแล้วก้มหน้าซุกอย่างเจ็บปวด เป็นไปได้เขาก็ไม่อยากจะมีค่ำคืนที่แสนเจ็บปวดนี้เลย ไม่อยากอยู่ในงานแต่งของพี่ชาย ไม่อยากรับรู้เวลาที่ค่อยๆ ผ่านไปในคืนเข้าหอของพี่ชาย ทำไมเขาถึงไม่ตื่นเสียตอนเช้า ทำไมต้องมาตื่นเอาตอนนี้ด้วย พระเจ้าคิดจะทรมานเขาไปถึงไหนกัน...
ราวกับร่างกายรับรู้ถึงความอัดอั้นที่ไม่อาจระบายออกมาของเจ้าตัวได้ สิ่งที่ตามมาจึงเป็นอาการอึดอัดแถวหน้าอก ปอดเริ่มทำงานหนักเพื่อหาออกซิเจนเข้าสู่หลอดลม
เสียงหอบหายใจเริ่มดังขึ้นเมื่อยังไม่มีการใช้เครื่องพ่นยา มือเล็กทาบลงแถวหน้าอกเพื่อคว้าหาของสำคัญไว้อย่างเคยชิน แต่ทงเฮกลับพบเพียงแผ่นอกที่ว่างเปล่า ทั้งสร้อยและแหวนไม่อยู่ทีเดิมอย่างที่ควรเป็น
“หายไปไหน!” ทันทีที่สมองรับรู้ถึงสิ่งสำคัญที่หายไปความหวาดหวั่นก็แล่นริ้วก่อตัวขึ้นในหัวใจฉับพลัน ทงเฮกวาดของบนเตียงลงพื้นจนหมด รื้อลิ้นชักและโต๊ะข้างเตียงจนข้าวของกระจัดกระจ่ายไปจนทั่วถึงได้แน่ใจว่าสร้อยไม่ได้อยู่ในห้องนี้
ร่างบางยืนโงนเงนพลางสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอาการหอบ เวลาตีสองกว่าแล้วคงไม่มีใครตื่นมาให้เขาได้คาดคั้นถามหาของสำคัญ ขณะที่ยืนจับจังหวะหายใจทงเฮก็คิดถึงเมื่อตอนค่ำที่ตนเป็นลม บางทีเขาอาจจะทำตกไว้แถวสระน้ำตอนที่ถูกผู้ชายคนนั้นอุ้มก็เป็นได้ คิดอย่างนั้นร่างบางก็รีบวิ่งลงไปที่ด้านหลังคฤหาสน์ทันที
แสงไฟที่เปิดรอบสระช่วยให้นัยน์ตาสีอ่อนมองเห็นได้ชัดเจนพอสมควร ทงเฮรีบตรงไปยังฝั่งตรงข้ามเมื่อเห็นแสงสะท้อนจุดเล็กทอประกายระยิบอยู่ที่ริมขอบสระ ริมฝีปากสีแดงระบายยิ้มบางเมื่อพบว่ามันคือสายสร้อยที่ห้อยพาดบางส่วนอยู่ที่ขอบหินในขณะโดยมีอีกส่วนจมลงไปในน้ำ แต่แล้วรอยยิ้มสดใสนั้นก็จางหายไปจากใบหน้าหวานเกือบจะในทันทีที่พบว่าสายสร้อยได้ขาดจากกันและแหวนไม่อยู่ในที่ตรงนั้น
ทงเฮกวาดสายตาไปรอบๆ บริเวณเพื่อมองหาว่าแหวนที่อาจจะตกอยู่ไม่ไกล แต่ไม่ว่าจะหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ความคาดหวังเริ่มหมดลงเรื่อยๆ พร้อมกับที่ลมหายใจเริ่มขาดหายไปอีกครั้ง
หัวใจของร่างบางทำงานหนักจนเจ้าตัวรู้สึกได้จึงได้รีบยกมือกดลงไปที่บริเวณนั้น ในสายตาของคนอื่นแหวนสีทองลวดลายไม่สวยสะดุดตาอาจเป็นของไร้ค่าที่หาใหม่ได้ดีกว่านี้ก็ทำได้ แต่สำหรับเขา แหวนวงนั้นสำคัญยิ่งกว่าชีวิต สำคัญเทียบเท่ากับลมหายใจของอีทงเฮ สิ่งยึดเหนี่ยวสำหรับทงเฮเหลือเพียงสิ่งนี้สิ่งเดียวเท่านั้น และถ้าไม่มีมัน ทงเฮก็ไม่อาจอยู่ต่อไปได้
ไม่อาจอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ไม่อาจมีลมหายใจอย่างไร้ที่พักพิง
หัวใจของเขาไม่อาจเข็มแข็งไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว
เรือนร่างบอบบางทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่อากาศยามค่ำคืนก็ยิ่งเย็นมากขึ้นหลายเท่าตัว สายลมบางเบาพัดผ่านผิวน้ำใสเกิดเป็นระลอกคลื่นเล็กๆ กระทบแก้วตาคนมอง และก่อนที่สมองจะประมวลผลได้ทงเฮก็กระโจนลงไปในน้ำที่เย็นยะเยียบแล้ว
ทันทีที่ผิวเนื้อถูกโอบล้อมด้วยความเย็นของน้ำที่อุณหภูมิลดต่ำนั้นราวกับแท่งน้ำแข็งแหลมคมทิ่มแทงผิวเนื้อสีซีดขาวของทงเฮจนทั่วร่าง อาการชาเริ่มเกาะกินตามท่อนแขนและปลายขา หากแต่เจ้าตัวกลับยังมุ่งมั่นที่จะพาตัวเองลงไปที่ก้นสระอย่างไม่สนใจสิ่งอื่นใด นอกไปเสียจากวัตถุสีทองที่นอนนิ่งอยู่ที่สุดสายตาตรงนั้น
ทงเฮว่ายน้ำไม่เป็น ความจริงข้อนี้ไม่อยู่ในความสนใจของเจ้าตัวแม้แต่น้อย จะมีก็แต่ความหงุดหงิดและความโกรธเท่านั้นเมื่อเขาไม่อาจดำลงไปได้เกินครึ่งหนึ่งของตัวสระก็ต้องรีบดันตัวขึ้นมาหายใจ เสียงน้ำแตกกระจ่ายระลอกแล้วระลอกเล่าเท่าที่ร่างบางพยายามจะดำลงไปใต้น้ำซ้ำซากอยู่อย่างนั้น
ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ที่ทงเฮเอาแต่ว่ายเข้าออกข้างขอบสระอย่างไม่เป็นท่าอยู่อย่างนั้นจนในที่สุดเขากลั้นหายใจเฮือกสุดท้ายแล้วเอื้อมมือไปคว้าแหวนไว้ได้สำเร็จ ร่างบางรีบพลิกตัวทันทีเมื่อได้แหวนไว้ในกำมือ แต่แล้วทงเฮก็พบว่าร่างของเขาชาไปทั้งตัวจนไม่สามารถขยับได้อีกแล้ว ภาพประกายผิวน้ำเบื้องบนปรากฏแก่สายตา ก่อนจะค่อยๆ ลางเลือนไปในม่านตาสีน้ำตาลอ่อน ร่างของทงเฮจมลึกลงไปในสระมากขึ้นอย่างเชื่องช้า พร้อมกับภาพความทรงจำที่มีค่าหมุนวนอยู่ในความนึกคิด
และอาจรวมถึงหัวใจของทงเฮที่จมดิ่งลงไปในห้วงแห่งกาลเวลานั้นด้วย
.
.
.
“คุณยังไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่เลิกประชุมนะคะ”
“ผมไม่หิวจริงๆ”
“คิบอม ฉันรู้ว่าคุณเป็นห่วงน้องชายมาก แต่ถ้าไม่ทานอะไรเลยแบบนี้...”
“ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะยูริ อีกสักพักเราก็จะกลับแล้ว เรื่องนั้นค่อยทำหลังจากนี้นะ”
“แต่ว่า...”
“คุณเลือกไว้เลยแล้วกันว่าอยากทานร้านไหน”
“อ่า ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ อ่ะ ทงเฮลืมตาแล้วค่ะ!”
ทันทีที่ใบหน้าคมดูอิดโรยจากการโหมงานหนักหันไปมองร่างบนเตียง มือใหญ่ก็ทาบลงที่กลางหน้าผากมนทันทีพร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ทงเฮ เป็นยังไงบ้าง ปวดหัวหรือเปล่า?” ต่อจากนั้นก็เป็นการจับตามท่อนแขนเพื่อดูว่าตัวของน้องชายเย็นขึ้นบ้างหรือยัง “ยูริ ตามคุณหมอฮันให้ผมที” คิบอมหันกลับมามองคนที่ยังเงียบไม่เอ่ยตอบ เขาถอนหายใจเบา “ทำไมถึงไปอยู่ในสระน้ำตอนค่ำๆ แบบนั้นล่ะทงเฮ น้องว่ายน้ำไม่เป็นไม่ใช่เหรอ? ถ้าลุงยามไม่ได้ยินเสียงแปลกๆ แล้ววิ่งไปดูจะทำยังไง”
ก็คงไม่ได้ยินและไม่เห็นความเป็นห่วงระหว่างพี่ชายกับควอนยูริเมื่อครู่ ทงเฮตอบในใจอย่างฝืนทน ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงที่อ่อนลงเวลาพี่ชายพูดกับควอนยูริมันทำให้น้องคนนี้เจ็บปวดแค่ไหนพี่ชายไม่เคยรับรู้ และทงเฮก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะบอกพี่ชายว่าเขารู้สึกยังไงในเมื่อพูดไปอีกฝ่ายก็ไม่สนใจมันอยู่แล้ว
ทงเฮเบือนหน้าหลบสายตากร้าวคล้ายตำหนิของพี่ชายเพื่อมองไปรอบตัว ห้องนอนของเขาอยู่ในสภาพปกติเรียบร้อยดีทุกอย่างทั้งที่เมื่อคืนเขารื้อมันจนเละไปหมด เมื่อนึกถึงสาเหตุที่ทำแบบนั้นมือบางก็กระตุกเข้าหากันหวังจะเจอแหวนที่กำแน่นอยู่เมื่อคืน
“ไม่นะ!” เสียงหวานแหบพร่าตะโกนขึ้น เขาขยับตัวลุกขึ้นนั่งทันที แต่กลับถูกมือใหญ่ดันให้นอนราบลงไปตามเดิม
คิบอมรู้ว่าทงเฮหมายถึงอะไร เขาจับไหล่ทงเฮให้นอนไว้แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“พี่ทิ้งมันไปแล้ว ทั้งสร้อยทั้งแหวน”
ความวูบโหวงว่างเปล่าพัดผ่านสติให้หลุดลอยไปชั่ววินาที ก่อนจะรับรู้ความหมายจากคนที่คร่อมร่างของเขาด้วยวงแขนอยู่ด้านบน
“หมายความว่ายังไง พี่ชายทิ้งแหวนของผมเหรอ!!!”
“ไม่ใช่ของน้อง มันเป็นของพี่”
“แต่พี่ชายให้ผมแล้ว! มันเป็นของผม เป็นของทงเฮ พี่ชายทำแบบนี้ได้ยังไง!!” ร่างบางบิดตัวขืนแรงที่กดทับไหล่อย่างเดือดดาล ความโกรธแล่นริ้วเป็นทวีคูณนับไม่ถ้วนกับสิ่งที่คนตรงหน้าทำลงไป
“อีทงเฮ! ฟังพี่ให้ดี น้องกำลังสับสน ความรู้สึกของน้องเป็นแค่ความเข้าใจผิด ถ้าสิ่งที่พี่ให้น้องไปทำให้น้องเจ็บปวดและกลายเป็นแบบนี้พี่ก็ต้องทำลายมัน!” เสียงทุ้มแทบจะกลายเป็นตะโกนจนคนฟังหยุดขืนแรงแล้วจ้องมองด้วยสายตาสั่นไหว คิบอมสูดหายใจลึกแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “อย่าเอาชีวิตตัวเองทิ้งไปกับเรื่องงี่เง่าแบบนั้นอีกนะ สัญญากับพี่ว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีก”
นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนไม่หลบสายตาคมของคนตรงหน้าอีกต่อไป ทงเฮจ้องลึกเข้าไปในรัตติกาลไร้จุดสิ้นสุดแน่วแน่ในขณะที่ริมฝีปากซีดบางขยับเชื่องช้า พร้อมๆ กับหยดน้ำตาที่ไหลรินลงอาบสองข้างแก้มอย่างนิ่งสงบ
“พี่ชายรู้ไหม แหวนไม่ได้ทำให้ทงเฮเจ็บหรือสับสนอย่างที่พี่ชายคิด แหวนทำให้ทงเฮอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีพี่ชาย แหวนทำให้ทงเฮมีพี่ชายได้ในจินตนาการและความทรงจำเท่าที่ทงเฮอยากให้มี และถ้าทงเฮจะตายมันก็ไม่ใช่เพราะแหวน แต่เป็นเพราะพี่ชาย...”
“ทงเฮ...”
“เชิญค่ะคุณหมอฮัน ทงเฮเพิ่งจะฟื้นเมื่อสิบนาทีก่อ...น......เกิดอะไรขึ้นคะคิบอม?!” ยูริรีบปราดเข้ามาที่ข้างเตียงทันทีเมื่อเห็นว่าทงเฮร้องไห้และสามีของเธอก็ทำท่าจะกระชากน้องชายให้ลุกขึ้นจากเตียง
ทงเฮปาดหลังมือเช็ดน้ำตาลวกๆ แล้วสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม “ผมอยากพักผ่อน พวกพี่ออกไปได้ไหม” เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ต่อต้านดังเช่นตอนแรก ทงเฮก็พลิกตัวหันหลังให้บุคคลทั้งหมด
“คิบอม เราออกไปกันเถอะนะ คุณหมอฮันจะได้ตรวจทงเฮ”
แผ่นหลังบอบบางที่เห็นอยู่นี้ทำให้หัวใจของคนมองเจ็บปวดมากขึ้นจนยากจะอธิบาย ไม่ใช่ว่าคิดไปเอง แต่ทงเฮดูอ่อนแอลงทุกครั้งที่เขาได้เห็น ทำไมน้องชายของเขาที่เคยร่าเริงถึงได้เป็นแบบนี้ สิบปีที่ผ่านมาทงเฮมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกแบบไหน พบเจอกับเรื่องอะไร คนที่ทำให้ทงเฮเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกคือเขาใช่ไหม ทั้งหมดมันก็เพราะเขาเองทั้งนั้นใช่หรือเปล่า...ทำไมเขาถึงทำอะไรให้ดีไปกว่านี้ไม่ได้ ทำไม! คิบอมยั้งตัวเองไม่ให้เข้าไปดึงรั้งร่างของทงเฮเข้ามากอดแล้วตัดใจเดินตามแรงจูงของยูริออกไปจากห้อง
เมื่อประตูห้องปิดลงแพทย์ประจำตัวของทงเฮก็รีบเข้าไปพลิกร่างบางให้นอนหงายแล้วกดหน้าอกบางกระตุ้นให้เจ้าตัวหายใจสม่ำเสมอ ชายหนุ่มซึ่งเป็นแพทย์ประจำตัวของทงเฮมานานกว่าห้าปีรับรู้และเข้าใจดีว่าคนไข้คนนี้เป็นยังไง เพราะอย่างนั้นเขาถึงรู้ว่าทงเฮกำลังมีอาการกำเริบตั้งแต่ที่ตนเข้ามาในห้องเมื่อครู่แล้ว
“หายใจลึกๆ ครับคุณทงเฮ” มือเรียวยาวจับเครื่องพ่นยาจ่อให้คนไข้ได้ใช้ถนัดขึ้น ไม่นานนักร่างบนเตียงก็เริ่มหายใจเป็นปกติ แต่น้ำตากลับยิ่งไหลมากขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“คุณหมอฮัน ผม...ไม่ไหวแล้ว” ทงเฮเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดขัดแหบแห้งเมื่อลมหายใจเพิ่งจะเป็นปกติได้ไม่นาน “ทำไมผมไม่ตายไปเสียที ทำไมคุณพ่อจะต้องให้หมอมารักษาผม ทำไม ในเมื่อคุณพ่อก็ทำร้ายผม...” ร่างบางหลุดเสียงสะอื้นออกมาอย่างไม่แคร์สายตาชายหนุ่มผู้เป็นนายแพทย์
“ผมเจ็บไปหมดแล้วทั้งตัวทั้งหัวใจ ฮึก...ทำไมไม่มีใครอยากให้ผมตาย ทั้งที่ทุกคนทำร้ายผมทั้งนั้น...” ไม่ว่าคุณหมอจะนั่งกอดปลอบคอยเช็ดน้ำตาให้เท่าไหร่ ร่างบางก็ยังคงสะอึกสะอื้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ
ทั้งคุณพ่อ ทั้งพี่ชาย คนที่เคยรักเขาทั้งสองคนในเวลานี้กลับทำร้ายเขายิ่งกว่าใครทั้งหมด ความจริงที่ปรากฏอยู่นี้ผลักดันดึงความอ่อนแอของทงเฮให้แสดงออกมาจนหมดสิ้น
ร่างบอบบางปล่อยให้คุณหมอฮันเกิงโอบกอดและปลอบประโลมอย่างหาที่พึ่งที่ดีไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว คุณหมอรับรู้ว่าทงเฮถูกคุณแทวอนผู้เป็นพ่อขืนใจเพราะต้องคอยตรวจร่างกายของทงเฮในเรื่องแบบนั้นอยู่ทุกครั้ง และพักหลังที่อาการหอบกำเริบบ่อยจนน่าตกใจเมื่อถามถึงสาเหตุทงเฮก็ไม่ปิดบังในเรื่องของพี่ชาย
แต่ถึงกระนั้น ทงเฮกลับยังพบว่าตนเองยังคงโดดเดี่ยวและอ้างว้าง
สิ่งสำคัญทุกอย่างต่างหายไปจากชีวิตของเขา หัวใจของเขาไร้ที่พึ่งแล้วจริงๆ
การมีชีวิตไม่มีความหมายสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว
...เจ็บ จนไม่อยากจะหายใจให้ร่างกายได้รับรู้...
...เสียใจ จนมันจุกแน่นกดทับแถวหน้าอกจนคิดว่าหยุดหายใจไปเลยคงดี...
...ทรมาน จนอยากจะปล่อยให้พระเจ้าช่วงชิงลมหายใจของเขาไปตลอดกาล...
...ทำไมนะ ทั้งที่ยังมีชีวิต แต่ทงเฮกลับไม่รู้สึกถึงลมหายใจที่มันยังคงดำเนินต่อไปอยู่นี้เลย...