☆ KimYoonBe [KYB] ★ View my profile

[TVXQ Fiction] Contact Lens – Contact 08

posted on 04 Nov 2009 03:49 by kimyoonbe  in 06-ContactLens
ะอปๆ

 

 

 

TVXQ fanfiction No.6

 

 

 

Title :: Contact Lens

Author :: KimYoonBe [KYB]

Category :: Romantic Comedy

Pairing :: YunHo/JaeJoong , YooChun/JunSu

 

 

[Contact 08]

   

 


 

ชาวเน็ทต่างตกตื่นเมื่อทราบข่าวว่ามิคกี้ ยูชอนถูกหามส่งโรงพยาบาลกะทันหัน

หามส่งอาจจะฟังเกินจริงไปประมาณเก้าจุดเก้าเก้าในสิบส่วน แต่ถึงอย่างนั้นในโลกของอินเตอร์เน็ทกลับเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถืออย่างช่วยไม่ได้เมื่อไม่มีรูปภาพยืนยันนอกจากข่าววงในที่ได้รู้มาเท่านั้น ตามข่าวบอกว่าเมื่อตอนบ่ายของวันนี้ มิคกี้ ยูชอนถูกผู้จัดการประคองตัวส่งโรงพยาบาล เลือดสีแดงไหลซึมออกมาจากผ้าที่ใช้ปิดใบหน้าทำเอาพนักงานในบริษัทตกใจไม่น้อย ในข่าวยังบอกอีกว่าเซีย จุนซูและอีฮยอคแจจากวงซุปเปอร์จูเนียร์ตามขึ้นรถโรงพยาบาลไปด้วยกัน สาเหตุการบาดเจ็บของมิคกี้ ยูชอนยังไม่มีใครทราบแน่ชัด

แม้แต่เจ้าตัวเองก็ตาม ยูชอนยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าที่เขาต้องมาเจ็บตัวอย่างนี้มันเพราะสาเหตุอะไร!

“เส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตกครับ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง พักสักวันก็จะดีขึ้นครับ”

“ขอบคุณครับหมอ” มินจูโค้งกายให้นายแพทย์วัยกลางคน ก่อนจะหันไปหาเด็กหนุ่มทั้งสามคนด้วยสีหน้าเหลือจะอดทน เขากวาดสายตาไล่จากอีฮยอคแจ หรืออึนฮยอคไปยังจุนซู และยูชอน

“ไม่ก่อเรื่องสักวันพวกนายจะเฉาตายหรือไงห๊ะ!

“อย่ามามองหน้าผมนะ ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมผมต้องมาเจ็บตัวอย่างนี้ด้วย!” คนที่นั่งห้อยขาอยู่บนเตียงตรวจผู้ป่วยชักสายตาใส่ผู้จัดการ ก่อนจะตวัดสายตาไปหาคู่กรณีทำร้ายร่างกาย กะว่าพอสบตาคงทำให้อีกฝ่ายสำนึกผิด แต่เปล่าเลย เพื่อนซี้คู่หูของดูโอ้เขากลับตอกย้ำคำพูดอีกรอบ

“นายสมควรโดนแล้ว ปาร์คยูชอน”

“ว่าไงนะ!

“ก็มันจริงนี่ นายมีสิทธิ์อะไรมารังแกเพื่อนของฉัน”

“แกมีตาหรือเปล่าวะ ไม่เห็นหรือไงว่าใครกันแน่ที่โดนรังแกน่ะ!!

“ก็เพราะมีตาน่ะสิถึงได้เห็น อย่าคิดว่าเป็นนักร้องวงเดียวกันแล้วจะแกล้งเพื่อนฉันยังไงก็ได้น่ะ  ต่อไปนี้ฉันจะจับตาดูนายไว้ ระวังไว้ให้ดีเถอะ”

อ๊ากกก ยูชอนอยากจะตะโกนดังๆ แล้วกระโจนเข้าไปซัดหน้าไก่ๆ นั่นสักที อันที่จริงตัวเขาก็พุ่งออกไปคว้าคอเสื้ออีกฝ่ายแล้วล่ะนะ แต่ติดตรงที่มีร่างเล็กๆ ตัวกลมๆ มาสอดแทรกเป็นไส้แยมกลางขนมปังคู่เสียนี่ กำปั้นที่เตรียมเหวี่ยงก็เลยได้แต่ยกค้างกลางอากาศ

“แยกๆ หยุดทั้งสองคนเลยนะ!” มินจูดึงคอเสื้อของอึนฮยอคออกมา “ต้องให้ฉันจับไปนั่งเคลียร์เรียงตัวใช่ไหมพวกนายถึงจะหยุดกัน ถ้าไม่อยากก็อย่าก่อเรื่อง มีอะไรก็คุยกันดีๆ อย่าใช้กำลัง ให้ตายเถอะ! พวกนายรู้ตัวบ้างไหมว่าเป็นดาราน่ะ ห๊ะ! คิดจะทำอะไรก็ทำแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน หัดทำตัวเป็นผู้ใหญ่กันได้แล้ว อะไรกันน่ะ เดบิวท์จากเด็กฝึกหัดกันมาตั้งหลายปีไม่ได้ช่วยให้พวกนายเป็นมืออาชีพขึ้นเลยหรือไง พอแค่นี้แหละ วันนี้แยกย้ายกันกลับไปได้แล้ว” ยังจัดการได้ไม่เสร็จดีเสียงโทรศัพท์ของมินจูก็ดังขึ้น ปลายสายบอกว่าเขาเข้าประชุมเลทไปเกือบสิบนาทีแล้วให้รีบไปด่วน เขาตอบรับอย่างคนที่เพิ่งนึกเรื่องสำคัญได้แล้วหันไปกำชับกับเด็กหนุ่มสามคนในห้องทิ้งท้ายก่อนไปจัดการเรื่องค่ารักษาให้ยูชอน

“กลับไปสำนึกผิดทั้งสามคนซะ จุนซู ยูชอน พี่จะเลื่อนการอัดเสียงเป็นพรุ่งนี้ อย่าทำให้งานมันยุ่งยากไปกว่านี้อีกล่ะ ส่วนนายอึนฮยอค อีกไม่กี่วันก็จะบินไปประเทศไทยแล้ว อย่าทำให้ตัวเองต้องโดนแบนเสียก่อนล่ะ เข้าใจไหม ไปๆ แยกย้ายๆ”

ลับหลังมินจูที่รีบเร่งไปยังเค้าท์เตอร์จ่ายยา อึนฮยอคก็คว้าไหล่ของยูชอนไว้ จุนซูเห็นอย่างนั้นก็หน้าเสียทันที

“อึนฮยอคพอเถอะ ฉันผิดเอง ไม่ใช่ยูชอนสักหน่อย”

“อ้อ! รู้ตัวด้วยเหรอ!!” ยูชอนปัดมือนักร้องร่วมสังกัดออกพลางหันไปมองหน้าร่างเล็กด้วยสายตาโกรธเคือง ทำเอาจุนซูต้องรีบก้มหน้าหลบสายตา

อึนฮยอคเองที่เห็นเพื่อนรักเป็นอย่างนั้นก็เดือดจัดขึ้นมาอีกรอบ

“นี่! ให้มันน้อยๆ หน่อยปาร์คยูชอน พูดจาอะไรหัดให้เกียรติกันบ้าง ตะคอกใส่แบบนี้ไม่แย่ไปหน่อยเหรอ”

“หุบปากไปเลยอีฮยอคแจ ฉันไม่สนหรอกนะว่านายจะเป็นเพื่อนหมอนี่มานานแค่ไหน แต่เรื่องระหว่างฉันกับจุนซูเป็นเรื่องภายในวง คนนอกอย่างนายไม่เกี่ยว! มานี่เลยจุนซู!!” มือใหญ่คว้าข้อมือเล็กได้ก็จับลากไปยังประตูหน้าโรงพยาบาลทันที แต่มีหรือที่อึนฮยอคจะยอมง่ายๆ เขาจ้ำเท้าตามทั้งสองคนไปติดๆ

“ยูชอน ฉันเจ็บ” จุนซูคราง ข้อมือถูกกำแน่นจนเหมือนกระดูกจะร้าวเสียให้ได้

“ปล่อยมือจุนซูเดี๋ยวนี้นะ” อึนฮยอคตามไปคว้าแขนจุนซูที่ถูกยึดไว้ได้ ยูชอนหยุดเดิน คนทั้งสามหยุดยืนอยู่หน้าประตูกระจกพอดี สายตาอยากรู้อยากเห็นของคนรอบข้างเริ่มทำให้พวกเขารู้สึกตัวว่าอยู่ผิดที่ผิดทางเกินไป ไม่ใช่แค่ผิดที่เท่านั้น แต่สภาพของพวกเขาต่างหากที่ยิ่งแล้วใหญ่

 

...ดูยังไงก็เหมือนผู้ชายสองคนกำลังยื้อแย่งคนรักที่ยืนอยู่ระหว่างกลางพวกเขาอย่างนั้นแหละ!...

 

“วันนี้ฉันไม่กลับห้อง” ยูชอนพูดทิ้งท้ายตัดบททุกอย่างแล้วปล่อยมือจุนซู เขาผลักบานประตูออกไปเกือบจะพอดีกับผู้จัดการหนุ่มวิ่งกระหืดกระหอบมาเพื่อที่จะขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่ด้านหน้ากลับบริษัทไปพร้อมกัน

 

 

 

 

==+==+==+==+==+==

 

 

 

บนผ้าแพรผืนบางสีกุหลาบ ร่างของชายหนุ่มผู้มีรูปร่างน่าหลงใหลต่อทุกเพศทุกวัยกำลังบิดตัวน้อยๆ ท่ามกลางสายลมอ่อนๆ ผิวสีสว่างดูเด่นสะดุดตาด้วยการสวมเสื้อผ้าสีดำตั้งแต่เสื้อเชิ้ตตัวบางตลอดจนยีนส์เข้ารูป ดวงหน้าขาวอมชมพูถูกกล้องแพนเข้ามาใกล้มากขึ้น ริมฝีปากสีสดเผยอขึ้นเล็กน้อยเพื่อรับเอาก้อนชอกโกแลตสี่เหลี่ยมพอดีคำเข้าไป ปลายนิ้วเรียวยาวปาดริมฝีปากล่างด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงการยั่วเย้าเล็กๆ ที่มีต่อรสชาติที่ได้สัมผัสจากปลายลิ้น แววตาเป็นประกายมองสบกับเลนส์กล้อง

 

“รสชาติของผม ที่คุณก็สัมผัสได้”

 

ตาย...

นั่นคือคำนิยามที่เหล่าแฟนคลับของยองอุง แจจุงพิมพ์กระหน่ำใส่หน้าเวปเพจเมื่อได้เห็นโฆษณาชอกโกแลตยี่ห้อดังในจอโทรทัศน์ และไม่ถึงสองชั่วโมงดีหลังจากมีการปล่อยออนแอร์ ไฟล์วีดีโอแบบโคตรเอชดีก็ถูกปล่อยเกลื่อนกลาดในหมู่แฟนคลับเป็นน้ำท่วมทุ่ง ไม่ต่างจากร้านค้าที่แทบจะยิ้มหน้าบานไปตามๆ กันเมื่อชอกโกแลตเปิดตัวใหม่วางขายวันเดียวกับที่โฆษณาออนแอร์นั้นหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว

ความน่าหลงใหลชวนให้เคลิ้มตามของยองอุง แจจุงนั้นกลายเป็นที่จับตามองของสื่ออย่างที่สุด แต่จะมีใครบ้างจะรู้ว่าตัวจริงนั้นมีสภาพอย่างไรเมื่อเห็นโฆษณานี้ครั้งแรก

วันนี้แจจุงออฟทั้งวัน ดังนั้นเขาจึงมุ่งมั่นที่จะพักผ่อนอยู่กับห้องเพราะเหนื่อยกับงานที่ช่วงหลังดูจะเยอะเหลือเกินหลังจากที่เขาพ้นช่วงเวลาแบนงานไปพักนึง และที่สำคัญ วันนี้หมอนั่นเข้าบริษัทจนถึงค่ำ วันสบายๆ อย่างนี้ไม่ได้หากันง่ายๆ ต้องใช้ให้คุ้ม

แจจุงถือมาม่าต้มมานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าโซฟา ระหว่างที่ซูดเส้นเข้าปากด้วยความเอร็ดอร่อย ภาพโฆษณาตัวใหม่ล่าสุดของตนเองก็ฉายขึ้นมาบนหน้าจอพลาสม่าขนาดใหญ่ ศีรษะที่ถูกมัดจุกน้ำพุผงกขึ้นดูทันที ถึงใครต่อใครจะดูแล้วหลงใหลไปกับคนในจอ แต่แจจุงกลับนึกทึ่งเสียจนไม่สนใจว่ามาม่าจะยังค้างคาอยู่ระหว่างปากกับถ้วยในมือ

โอ้โหเว้ย แค่เขาลงไปนอนกลิ้งๆ ยัดก้อนชอกโกแลตเข้าปาก ทำไมมันถึงได้ดูเพ้อฝันขนาดนี้ได้วะ นับถือโลกมายายุคสมัยนี้จริงๆ เลยให้ตาย ทำภาพออกมาซะจนตัวเขาเองยังไม่คิดว่าเป็นตัวเองเลยด้วยซ้ำ

“ถ่ายออกมาได้ดีนี่” ไม่ใช่เสียงเขา แจจุงหันควับไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง

“มาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วงานนายล่ะ?”

“เหมือนจะเป็นไข้เลยกลับมาพัก นอกจากซ้อมเต้นวันนี้ก็ไม่มีงานอะไรอย่างอื่นอีก” แจจุงพอจะรู้มาว่าตอนนี้ยุนโฮกำลังเก็บตัวซ้อมหนักเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับคอนเสิร์ทที่จะมีในปลายปีนี้ ชิ งั้นวันที่แสนสุขกายสบายใจของเขาก็พังไม่เป็นท่าน่ะสิ

เหมือนร่างสูงที่กำลังถอดเสื้อนอกออกจะล่วงรู้ความคิดของคนที่นั่งเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้น จึงพูดออกมาว่า “ฉันไม่รบกวนเวลาของนายหรอก เชิญตามสบาย” แล้วก็เดิ่นลิ่วเข้าห้องนอนไปอย่างไม่คิดเหลียวหลัง

สงสัยจะเป็นไข้จริงๆ แจจุงขมวดคิ้วเล็กน้อยให้แผ่นหลังกว้างที่หายลับไปหลังบานประตูห้องนอน จะว่าไปแล้ว หลังจากในห้องประชุมวันนั้น ยุนโฮก็ดูจะไม่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับเขาเหมือนตอนที่ย้ายมาอยู่ด้วยกันใหม่ๆ

...ก็ดีแล้วนี่ ต่างคนต่างอยู่แบบนี้แหละดีที่สุด

แผ่นหนังดีวีดีที่รื้อออกมากองหวังจะดูตลอดช่วงบ่ายถูกเก็บเข้าที่ ไม่รู้ทำไมและไม่อยากจะคิดด้วยว่าทำไม เขาถึงรู้สึกกังวลใจกับช่องว่างระหว่างเขากับยุนโฮที่เป็นแบบนี้ จะต้องเป็นเพราะเขาย้ายมาอยู่ห้องเดียวกันแบบนี้แน่ๆ ภูมิต้านทานที่อุตส่าห์ก่อร่างสร้างมาถึงได้อ่อนแอลง แค่ถูกแตะต้องนิดหน่อยก็พลอยจะทนไม่ไหว ได้ฟังคำหวานหูก็ชวนให้หัวใจอยากจะคล้อยตาม ร่างกายพาลจะเรียกร้องโหยหาจนน่าหงุดหงิด

“นอนๆ!” ราวกับเจ้าตัวจะตะโกนบอกตัวเองเป็นการสั่ง แจจุงปิดสัญญาณการรับรู้ทุกอย่างของร่างกายแล้วล้มตัวลงนอนบนโซฟา หมอนและผ้าห่มที่เตรียมพร้อมไว้นอนดูหนังถูกใช้เป็นอุปกรณ์การนอนกลางวันโดยปริยาย

 

 

 

 

แจจุงตื่นขึ้นมาตอนหกโมงเย็น ภายในห้องมืดสลัว เขายันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วโคลงศีรษะเบาๆ ด้วยอาการความง่วงยังไม่จางหาย จุกน้ำพุหลุดร่วงตอนเจ้าตัวยกมือขึ้นเกาศีรษะ เส้นผมบางกระจายตัวลงมาไม่เป็นทรง

หิว... ท้องร้องหาอาหารเสียงดัง คนยังตื่นไม่เต็มตาดีจำต้องลุกขึ้นงัวเงีย

ระหว่างที่เดินไปยังห้องครัว ท่อนขาขาวภายใต้กางเกงผ้ายืดขายาวก็หยุดลงหน้าประตูห้องของรูมเมท ขมวดคิ้วอยู่หลายอึดใจ ก่อนจะค่อยๆ ย่องเบาไปแง้มประตูเปิดออก

แค่จะดูว่าตายหรือยังเท่านั้นแหละ...

ภายในห้องมืดสนิทจนมองอะไรแทบไม่เห็น แจจุงจึงดันร่างของตัวเองเข้าไปแล้วเอื้อมมือควานหาสวิตซ์ไฟบนกำแพง ในขณะที่ขาข้างหนึ่งยังยืนหยัดอยู่ด้านนอกตัวห้อง เผื่อเกิดกรณีฉุกเฉิกเขาก็พร้อมจะพลิกพริ้วตัวเองออกมาจากห้องของปีศาจได้ทัน

ทว่าทันทีที่ไฟสว่าง แจจุงก็เห็นปีศาจที่ว่านอนซมเหงื่ออยู่บนเตียงอย่างสิ้นฤทธิ์

“ตายยังวะ?” เสียงหวานพึมพำ ใช้เวลาไปอีกหลายอึดใจก่อนจะตัดสินใจได้ว่าควรจะเข้าไปดูสักหน่อย เกิดอีกฝ่ายเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ คงได้เดือดร้อนกันเป็นเรื่องใหญ่โตแน่

“ชองยุนโฮ...” แจจุงแตะมือเบาๆ บนไหล่ชื้นเหงื่อ

“นี่ เป็นอะไรมากหรือเปล่า จะไปโรงพยาบาลไหม” แน่นอนว่าแกหอบหิ้วตัวเองไปเองนะไอ้อีที แอบต่อประโยคในใจแล้วเขย่าไหล่กว้างอีกครั้ง “ถ้านายยังโอเคก็ตอบรับมาสักคำ ฉันจะได้รู้ว่าจะไม่มีใครตายในห้องนี้”

เงียบ

กำลังลังเลว่าจะเอายังไง มือร้อนระอุราวกับเตาไฟก็กอบกุมข้อมือขาวไว้

“ปล่อยเลยนะ” แจจุงยื้อมือกลับ แต่ถูกคนที่ยังหลับตายึดไว้แน่น

เสียงทุ่มงึมงำฟังไม่ได้ศัพท์ ก่อนจะจับใจความได้ตอนท้าย “...ข้าว”

“ข้าวใช่ไหม ได้ ปล่อยแขนฉันสิ ฉันจะได้ไปเอามาให้นายกิน” นักแสดงหนุ่มรีบพยักหน้ารัวรับคำทันทีหวังให้มือเป็นอิสระโดยเร็ว เขายื้อแรงฉุดของคนป่วยอีกครั้ง แต่ก็ไร้ผล เฮ้ย จะมากไปแล้วนะ มันป่วยจริงหรือแกล้งวะ ทำไม่สู้แรงไม่ได้ล่ะเฟ้ยยยย

“...หนาว”

“เออ ก็เปิดแอร์คงจะร้อนหรอกนะ” ว่าแล้วก็หันไปใช้มือข้างที่ว่างเอื้อมหยิบรีโมทปิดแอร์แล้วเปลี่ยนเป็นเปิดฮีทเตอร์แทน ไอ้หมอนี่คงจะรีบนอนจัดถึงได้เปิดแอร์แทนที่จะเปิดเครื่องทำความร้อน

“จะเอาอะไรอีก”

“ยา...ในกระเป๋า”

“ได้ เดี๋ยวหยิบให้ แล้วอะไรอีก” เห็นว่าวันนี้ป่วยนะเว้ย เลยยอมฟัง หาข้ออ้างไปเรื่อยทั้งที่ตอนนี้สีหน้าไม่ได้แสดงอารมณ์หงุดหงิดแต่อย่างใด บางทีเจ้าตัวอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตนเองกำลังแสดงความเป็นห่วงอีกฝ่ายจากใจจริง แต่ทิฐิมันยังค้ำคออยู่ทำให้ไม่อยากยอมรับก็เท่านั้นเอง

“...แจจุง”

ทั้งที่หลับตาพูดมาตลอด แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้ลืมตาจ้องเขาได้ล่ะ!

“อะ ...อะไร เอาอะไรอีก” แจจุงลืมไปแล้วว่าต้องขืนแรงมือ เขาปล่อยให้ยุนโฮกอบกุมข้อมืออยู่อย่างนั้น

“เอาแจจุง”

“นอนตายไปเถอะแก!

หลังเสียงหวานตวาดดังลั่นห้อง แจจุงก็สะบัดมือตัวเองอีกครั้ง และครั้งนี้ยุนโฮก็ยอมปล่อยแต่โดยดี ชายหนุ่มมองคนตัวเล็กเดินตึงตังออกไปจากห้อง เขาระบายรอยยิ้มบางเมื่อแน่ใจว่าเมื่อครู่เขาเห็นแก้มขาวๆ นั้นระเรื่อสีแดงด้วยความเขินอาย

ถึงจะทำเป็นไม่สนใจยังไง แต่นิสัยน่ารักแบบนี้ของแจจุงก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ยุนโฮยังจำได้ว่าเมื่อก่อนตอนที่เขาชอบไปนอนเล่นบ้านแจจุง ฝ่ายนั้นมักจะเอาแต่เขินไม่กล้าสบตาเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง มันทำให้เขาชอบแกล้งมากยิ่งขึ้น เขาหนุนตักของแจจุงแล้วหลับไปทั้งอย่างนั้นเป็นประจำทั้งที่รู้ว่าเจ้าของตักจะไม่มีทางขยับเขยื้อนตัวไปไหนด้วยความที่กลัวว่าเขาจะตื่น ทั้งที่หากเขาหลับก็แค่หาหมอนมาหนุนหัวให้เขาแค่นั้นก็ได้ แต่แจจุงก็ยังนั่งนิ่งปล่อยให้เขานอนอยู่อย่างนั้นจนเขาตื่นขึ้นมาเอง แจจุงในตอนนั้นมักจะใสซื่ออย่างนั้นเสมอล่ะ

และเขาก็หวังให้ในตอนนี้ แจจุงยังจะเป็นอย่างนั้น

 

 

ข้าวต้มร้อนส่งกลิ่นหอมจนคนที่เลิกหวังถึงอาหารเย็นรีบขยับพลิกตัวหันมาทางที่มาของกลิ่นชวนน้ำลายสอนั้นทันที ยุนโฮฝืนเปลือกตาหนักอึ้งขึ้นมองคนร่างบางยกถาดอาหารมาวางลงบนเตียง

“บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่ได้เต็มใจเลยสักนิด ฉันทำกินเองแล้วมันเยอะไปก็เท่านั้นแหละ” คนอมยิ้มในดวงตาพยักหน้าเข้าใจ

“ของเหลือน่ะ เข้าใจไหม” แจจุงทำเป็นไม่สนใจความรู้สึกของคนตัวใหญ่บนเตียง เขาโยนถุงยาลงข้างถาดอาหาร “กินข้าวแล้วก็กินยาซะ อย่ามาตายให้ฉันต้องเดือดร้อนล่ะ”

ดวงตาคมเหลือบขึ้นมอง “เกือบคิดไปว่านายเป็นห่วงฉันจริงๆ แล้วนะเนี่ย”

“คนอย่างนายฉันไม่สนใจหรอกว่าจะเป็นยังไง” แจจุงสวนกลับทันควัน แต่คนป่วยที่แค่คิดว่าจะได้ทานข้าวต้มฝีมือคนตัวเล็กก็แทบจะหายไข้ในทันทีไม่เสียเวลาที่จะต่อคำ

“แต่ถ้านายป่วย ฉันจะเป็นห่วงนายมากๆ เลยล่ะ”

ไม่ได้ตั้งใจเลยจริงๆ แต่แจจุงก็เผลอสบตากับอีกฝ่ายเข้าจนได้ ความรู้สึกที่ตกตะกอนอยู่ก้นบึ้งของหัวใจคล้ายจะถูกทำให้ลอยตัวขึ้นมาเกิดเป็นความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับคำว่า หวั่นไหว

แจจุงหันหน้าหนี “มัวแต่พูดพร่ำอยู่นั่น รีบๆ กินก่อนที่มันจะหายร้อนสิ” จากนั้นก็เดินลงส้นตึงตังออกไปจากห้อง

นักร้องหนุ่มดันตัวเองขึ้นนั่ง เขายิ้มน้อยๆ ให้กับถ้วยข้าวต้มที่วางอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเริ่มทานแต่ละคำราวกับเป็นอาหารแสนแพงที่ต้องละเลียดชิมรสอย่างพิถีพิถัน ในสายตาของยุนโฮ ถึงข้าวต้มจะเป็นอาหารเรียบง่ายแค่ไหน แต่ข้ามต้มถ้วยนี้ไม่อาจตีราคาได้เลย เพราะมันมีค่าทางความรู้สึกสำหรับเขามากมายนัก

...สงสัยไม่ต้องกินยา เขาก็อาจจะหายไข้ก็เป็นได้

ยุนโฮแอบคิดอย่างนั้นขณะตักข้าวต้มแสนอร่อยเข้าปาก

 

 

 

==+==+==+==+==+==

 

 

 

ทันทีที่เปิดประตูบ้าน อะไรบางอย่างที่สายตายังจับไม่ทันก็พุ่งเข้าใส่จนล้มลงไปกับพื้น ก่อนที่เสียงทุ้มนุ่มๆ จะดังขึ้น พร้อมกับคว้าสิ่งมีชีวิตตัวเป็นขนออกจากร่างของเขา

“ฮารัง! หยุดเดี๋ยวนี้นะ แกจะฆ่าพี่ยูชอนหรือไง” คนพูดรั้งปลอคคอของสุนัขตัวใหญ่ออกห่างจากร่างของผู้เป็นพี่ เมื่อเห็นว่าฮารังไม่ทันได้เลีย หรือยื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าของพี่ชายเกินระยะอันตรายก็ถอนหายใจยาว

“เป็นเพราะพี่ไม่กลับมาบ้านเป็นเดือน ฮารังมันถึงได้จู่โจมแบบเนี้ย”

คนนอนกลิ้งบนพื้นยังหอบหายใจได้ไม่ปกติ กวักมือเรียกให้น้องชายช่วยพยุง เมื่อลุกขึ้นยืนได้แล้วยูชอนก็ใช้ชายแขนเสื้อถูไปตามช่วงคอที่โดนขนสุนัข “ช่วงนี้งานเยอะน่ะ แม่อยู่หรือเปล่า”

“แม่ออกไปห้างฯ ตั้งแต่เย็นแล้วยังไม่กลับเลย น่าจะกลับประมาณสองทุ่มแหละมั้ง” เด็กหนุ่มเดินไปเอาน้ำเย็นในครัวแล้วกลับออกมาหาพี่ชายในห้องรับแขก “แล้วทำไมถึงกลับมาบ้านได้ล่ะถ้ามีงานเยอะ?”

“คิดถึงบ้าน”

ปาร์คยูฮวานแทบจะทำแก้วน้ำในมือตก ยูชอนย่นคิ้วแล้วรีบคว้าแก้วน้ำมาถือไว้เอง

ลูกชายคนเล็กของบ้านยกมือขึ้นป้องสายตาทำท่าเหมือนหลบแดดแล้วมองไปยังหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ “หิมะจะตกไหมเนี่ย!

“อยากตายหรือไงปาร์คยูฮวาน”

“ล้อเล่นนาาาา...” ยูฮวานลากเสียงยาวแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับพี่ชาย “พี่กับคิมจุนซูยังเข้ากันไม่ได้อีกเหรอ?” ยูฮวานรู้ว่าพี่ชายของเขากับนักร้องดูโอ้ในวงไม่ค่อยจะเป็นมิตรกันเท่าไหร่ รู้สึกว่าพี่ชายของเขาจะถูกเมินอะไรประมาณนั้นตามที่เขาได้ฟังจากเจ้าตัวมาอ่ะนะ บ่อยครั้งที่พี่ยูชอนทนความอึดอัดไม่ไหวแล้วมานอนที่บ้านทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงงานล้นตาราง คราวนี้ก็คงจะเหมือนกัน

“ผมเห็นเค้าลือกันว่าพี่กับคิมจุนซูแล้วก็อีฮยอคแจมีเรื่องกันเหรอ?” คนอายุน้อยกว่าหรี่ตามองจมูกแดงช้ำของคนเป็นพี่

“อืม” เป็นเรื่องธรรมดาที่ยูฮวานจะรู้ว่าเขาเพิ่งไปมีเรื่องมาทั้งที่ยังไม่พ้นวัน ก็อินเตอร์เนทมันไวกว่าไฟลามทุ่งซะอีก

“จริงดิ ผมไม่เคยเห็นพี่มีเรื่องกับใครเลยนะ ถ้าเป็นพี่แจจุงล่ะก็ว่าไปอย่าง” เด็กหนุ่มปิดทีวีที่เปิดค้างแล้วหันทั้งตัวมาหาพี่ชาย “มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ? เล่าให้ฟังหน่อยสิ”

น้ำเปล่าครึ่งแก้วถูกกระดกรวดเดียวจนหมด แค่นึกถึงเรื่องวุ่นวายพวกนั้นยูชอนก็โกรธจนแทบจะบีบแก้วให้แตกคามืออยู่แล้ว ความจริงเขาก็อยากจะเล่าอยู่หรอก แต่มันไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนน่ะสิ

เห็นว่าเอาแต่เงียบ คนตั้งตารอฟังก็เบิกตากว้างขึ้นมา “อ๊ะ อย่าบอกนะว่าพวกพี่ทะเลาะกันเพราะแย่งคิมจุนซู โอ๊ย” ยูฮวานรีบยกมือขึ้นคลำหัวป้อย

ยูชอนส่งแก้วน้ำที่เพิ่งใช้เขกหัวน้องให้อีกฝ่ายรับไปวางที่โต๊ะข้างโซฟา “แกจะบ้าหรือไง ใครจะไปทำอะไรอย่างนั้น"

“เอ้า ใครจะไปรู้ล่ะ ก็เห็นพี่ทำหน้าเหมือนโดนใครแย่งแฟน”

“ประสาท ฉันไปทำหน้าแบบนั้นตอนไหน”

ก็ตอนนี้ไง โง่ป่าวเนี่ย! อยากจะพูดแต่ใจไม่กล้าพอ ยูฮวานยื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าของพี่ชายเพื่อสำรวจจมูกของฝ่ายนั้นอย่างละเอียด "โห รับรอง พรุ่งนี้เขียวแน่”

มือหนาดันหน้ายูฮวานออกไป “ยูฮวาน ทำไมนายถึงคิดว่าฉันจะไปแย่งคิมจุนซูกับใครที่ไหน?”

ถามอะไรโง่ๆ อีกและ “ก็ไม่รู้สิ ผมเห็นคิมจุนซูชอบพี่มาตั้งนานแล้ว นึกว่าพวกพี่คบกันแล้วก็ถูกอีฮยอคแจเข้ามาแทรก อะไรเงี้ย”

“อะไรนะ?” ยูชอนขึ้นเสียงสูงไม่รู้ตัว “พี่กับหมอนั่นเนี่ยนะคบกัน? ไม่สิ นายว่าอะไรนะ คิมจุนซูชอบพี่มาตั้งนานแล้ว? แกจะบ้าเหรอ”

“พี่น่ะสิบ้า ใครๆ เค้าก็ดูออกทั้งนั้นแหละว่าคิมจุนซูชอบพี่ มีแต่พี่เท่านั้นแหละที่ไม่รู้ตัว” ยูฮวานเอ่ยออกมาเรียบง่ายราวกับพูดถึงดินฟ้าอากาศ ไม่สนใจว่าพี่ชายจะทำตาโตเท่าความกว้างของหน้าผาก หรือปากจะขยับพะงาบๆ แข่งกับฮารังที่นั่งน้ำลายย้อย และเพื่อความบันเทิงส่วนตัว ปาร์คยูฮวานจึงจัดไปอีกประโยค

 

“พูดจริงๆ นะพี่ยูชอน อย่าว่างั้นงี้เลยนะ ผมว่าพี่อาจจะเป็นพวก ตายด้าน ก็ได้นะถึงไม่เคยรับรู้ความรักอันร้อนแรงของเซีย จุนซูเค้าอ่ะ”

 

 

 

 

==+==+==+==+==+==

 

 

 

ประมาณตีสามที่เสียงปลุกจากโทรศัพท์เครื่องเล็กใต้หมอนดังขึ้น ยุนโฮควานมือหาแล้วปิดมันอย่างเคยชิน เขาพลิกตัวไปมาสองครั้ง ก่อนจะยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง ศีรษะมึนเล็กน้อยแต่อาการปวดหัวหายไปแล้ว รวมทั้งอาการอ่อนเพลียตัวร้อนก็ลดลงไปมากด้วยเช่นกัน ดวงตาคมปรับแสงสลัวภายในห้องพักใหญ่ ในตอนที่กำลังจะลุกจากเตียงนั่นเองที่มือของเขาไปโดนกับมือของใครอีกคน

โคมไฟถูกเปิดอย่างรวดเร็ว แสงไฟสีส้มอ่อนสะท้อนให้เห็นใครบางคนมานอนซบอยู่ที่ข้างเตียงของเขา ในมือของเจ้าตัวมีผ้าชื้นน้ำถูกกำอยู่ ที่ข้างตัวก็มีอ่างน้ำวางไว้ เมื่อหันมองข้างหมอนก็เห็นผ้าชื้นน้ำอีกผืนที่พับเป็นสี่เหลี่ยมตกอยู่ เพียงเท่านั้นยุนโฮก็รู้แล้วว่าเพราะอะไรเขาถึงไข้ลดเร็วกว่าที่คิด ถ้าไม่มีใครบางคนคอยเปลี่ยนผ้าให้อยู่ตลอดอย่างนี้

ยุนโฮสลัดผ้าห่มออกจากตัวโยนมันลงที่พื้น เขาค่อยๆ ดึงผ้าเปียกชื้นออกจากมือเล็ก ระมัดระวังที่จะสอดวงแขนช้อนร่างคนหลับขึ้นอุ้มแล้ววางลงบนเตียงอีกฝั่งที่เขาไม่ได้นอน เขาคุ้ยหาผ้าห่มผืนใหม่ในตู้แล้วจัดการห่มให้ร่างบางจนชิดปลายคาง แสงไฟจากโคมหัวเตียงทำให้เห็นผิวแก้มขาวเป็นสีนวลน่าสัมผัส ยุนโฮไล้มือลงไปแผ่วเบาอย่างห้ามใจไม่อยู่ สัมผัสนุ่มมือทำให้เขายิ้มออกมากับตัวเอง

อีกครั้งแล้วที่เขาหวนคิดถึงอดีต เป็นอีกครั้งที่เขาคิดถึงแจจุงในตอนเด็กอย่างที่สุด

ดีเหลือเกิน ที่ฉันได้อยู่ห้องพักเดียวกับนาย ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ได้ใกล้ชิดนายอย่างนี้ ทำไมกันนะแจจุง ทำไมนายถึงเปลี่ยนไป ทำไมถึงหนีฉันไป...

“ฉันชอบนายนะแจจุง” เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเบา ก่อนที่ริมฝีปากนั้นจะจรดลงบนหน้าผากมน

 

 

 

บานประตูห้องนอนปิดลง ท่ามกลางความมืด เปลือกตาบางขยับเปิดขึ้นเชื่องช้า ในความมืดที่แม้แต่แสงจันทร์ก็ไม่อาจลอดผ่านเข้ามาได้ทำให้ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าแก้วตาสีนิลคู่นั้นแสดงความรู้สึกเช่นไรออกมา

 

 

 

==+==+==+==+==+==

Please Wait Our Next Contact!

 

 

 

*I'm so sorry , but i love u (มาเนียนๆ และไปเนียนๆ วาฮ่าๆ)


 

 

 

Jaejoong