☆ KimYoonBe [KYB] ★ View my profile

[TVXQ Fiction] Contact Lens – Contact 10

posted on 26 Nov 2009 02:47 by kimyoonbe  in 06-ContactLens
ะอปๆ

 

 

 

TVXQ fanfiction No.6

 

 

 

Title :: Contact Lens

Author :: KimYoonBe [KYB]

Category :: Romantic Comedy

Pairing :: YunHo/JaeJoong , YooChun/JunSu

 

 

[Contact 10]

   

 

การถ่ายทำเอมวีเปิดตัวอัลบั้มที่สี่ของ MX Shine เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งฉาก นักร้องนักแสดง ตัวประกอบทุกตัว แสง สี เสียง ทุกอย่างล้วนเพอร์เฟ็คเป็นที่น่าพอใจสำหรับผู้กำกับชื่อดังของวงการอย่างที่สุด การถ่ายทำที่เป็นไปอย่างไร้ข้อผิดพลาดเป็นเรื่องยากมากที่จะเกิดขึ้นได้สักครั้งหนึ่ง และมันก็อาจจะยากเสียยิ่งกว่ายากเมื่อมีชื่อยองอุง แจจุงและ ยูโน ยุนโฮอยู่ในลิสต์ร่วมกัน แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาตินี้ทำเอาทีมงานต่างมึนงงแม้จะรู้สึกโล่งใจที่งานผ่านพ้นไปได้ด้วยดีก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคู่อริที่กัดกันได้ทุกเรื่องถึงได้ไร้การตอบโต้ชนิดที่ว่าสั่งให้ทำอะไรก็ทำกันอย่างไม่มีปริปากบ่น โดยเฉพาะกับขาวีนอย่างยองอุง แจจุงด้วยแล้ว รายนี้ยิ่งน่าแปลกกว่าใครเพื่อน นอกจากจะไม่เรื่องมากอย่างทุกที กลับยังเชื่อฟังผู้กำกับพร้อมให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจนแทบไม่ต้องถ่ายซ้ำให้เสียเวลา แต่ถึงแม้จะน่าสงสัยสักเพียงใด ทีมงานทุกคนก็ได้แต่เก็บไว้ในใจไม่กล้าเอ่ยถามเจ้าตัวออกไปตามตรง เมื่อผู้กำกับสั่งคัตฉากสุดท้ายพวกเขาก็ปิดกองอย่างราบรื่นท่ามกลางความยินดี ...ในบรรยากาศที่ออกจะเบี่ยงไปทางมาคุเล็กน้อย เพราะความเงียบที่มีมากเกินไปนั่นเอง

“วันนี้คุณแจจุงดูเงียบๆ นะคะ สีหน้าก็ดูไม่ค่อยสดใสเลย” สไตลิสต์สาวกระซิบถามนักร้องหนุ่มร่างสูงที่เหวี่ยงตัวเองลงนั่งพัก เขากระดกขวดน้ำขึ้นดื่มแล้วเหลือบมองเพื่อนสนิทซึ่งเดินตรงไปยังห้องแต่งตัวทันทีที่ถ่ายเสร็จ

ไม่ใช่แค่ทีมงานที่สงสัยในพฤติกรรมของแจจุง เพื่อนสนิทอย่างเขาก็สงสัยเช่นกัน วันนี้แจจุงดูเงียบเกินไป เรียกว่าว่านอนสอนง่ายจนน่ากลัวเลยด้วยซ้ำ วันนี้ทั้งวันก็ไม่มีช่องว่างให้เขาได้เข้าไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น ยูชอนตวัดสายตามาอีกทาง ห่างจากโต๊ะที่เขานั่งไปสองโต๊ะ ยุนโฮกำลังปล่อยให้สไตลิสต์เช็ดเครื่องสำอางค์ออกให้ ชายหนุ่มขมวดคิ้วพิจารณาอีกฝ่ายอย่างตั้งใจว่าสาเหตุที่ทำให้แจจุงเป็นอย่างนี้เป็นเพราะชองยุนโฮหรือเปล่า

สองคนนั้นทะเลาะกันงั้นเหรอ? ไม่น่าใช่ ก็สองคนนั้นมันทะเลาะกันทุกเวลาอยู่แล้วนี่ เจอหน้ากันเป็นต้องกัด ถึงชองยุนโฮจะไม่ใช่ฝ่ายเริ่มก่อนก็ตาม แต่ใครๆ ก็รู้ทั้งนั้นว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่สองคนนี้ต้องเผชิญหน้ากันมันต้องมีสักยกเป็นอย่างน้อย และในแต่ละครั้งก็ใช่ว่าชองยุนโฮจะไม่ตอบโต้กลับซะที่ไหนล่ะ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นทำไมทั้งสองคนถึงได้ทำเมินใส่กันอย่างนี้ เรียกว่าเมินคงไม่ถูกนัก น่าจะเรียกว่าไม่เห็นการมีอยู่ของอีกคนเลยดีกว่า ยุนโฮน่ะสังเกตไม่ค่อยออกหรอกเพราะฝ่ายนั้นก็เงียบขรึมเป็นนิสัย แต่แจจุงนี่สิที่สังเกตได้ง่ายเลยว่าเจ้าตัวทำเป็นมองไม่เห็นชองยุนโฮ

หรือว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับในอดีต? ยูชอนกดคิ้วลงมากกว่าเดิม เขาพยายามเค้นสมองหาสาเหตุอย่างสุดความสามารถ ตอนแรกก็คิดว่าแจจุงมันเกลียดชองยุนโฮมาตั้งแต่เป็นเด็กฝึกหัดที่ไม่ชอบหน้ากันทั่วไป หรือหมั่นไส้กันอะไรแบบนั้น แต่ที่ไหนได้ ความจริงกลับเป็นเรื่องราวในอดีตที่สองคนนั้นเคยคบกันซะอย่างนั้น แถมแจจุงก็ดูจะยังมีใจให้ชองยุนโฮอยู่ด้วย ถึงจะมีทีท่าตั้งตัวเป็นศัตรูก็เถอะ แต่ไอ้การเมาหัวราน้ำเพราะชองยุนโฮนี่มันก็บอกอยู่โต้งๆ ว่าเพื่อนเขามันยังอาลัยอาวรชองยุนโฮอยู่ ยูชอนนึกไปถึงเรื่องที่ชางมินเล่าให้ฟังในคืนที่คิมฮยอนจุงพาแจจุงมาส่งที่ห้อง อืม จะว่าไป เขายังไม่รู้เลยว่าเพราะอะไร ทำไมแจจุงมันถึงได้แสดงตัวว่าเกลียดชองยุนโฮนัก ถ้าหากว่าในอดีตรักกันแล้วมันเรื่องอะไรที่จะต้องเลิกกันด้วย

คิดไม่ออกวุ้ย! ยูชอนสะบัดหัวแรงๆ

“จะไปไหนน่ะ” พอละสายตาจากคนในความคิด ยูชอนก็เงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าคนตัวเล็กเปลี่ยนชุดเก็บของลงเป้เตรียมพาดหลังเรียบร้อยแล้ว

จุนซูดูจะตกใจไม่น้อยที่ถูกทักกะทันหัน ใบหน้ากลมก้มลงมองคนถามแล้วเอ่ยเสียงเบา “กลับ”

คิ้วเข้มเลิกขึ้นข้างหนึ่ง “แล้วไหนนายบอกว่าอยากไปเช่าหนังดูไง?”

ดวงตาเรียวรีเบิกกว้างกว่าปกติประมาณสองมิล “ยูชอนจะไปกับฉันเหรอ?!

“ก็นายบอกว่าอยากดูด้วยกันนี่? ถ้าจะดูด้วยกันก็ต้องไปเลือกด้วยกันสิ”

ก็เห็นยูชอนไม่สนใจ เอาแต่มองคิมแจจุงตอนที่ชวน แล้วยังมองตลอดทั้งวันเลยด้วย แล้วยิ่งหลังเลิกงานที่ทำด้วยกันแบบนี้ยูชอนก็คงกลับพร้อมคิมแจจุงแน่ๆ จุนซูคิดคำตอบในใจ ก่อนจะพูดออกมาสั้นๆ “ยูชอนไม่ได้อยากไปกับคิมแจจุงมากกว่าเหรอ?”

“อยากให้ฉันไปกับแจจุงมากกว่าหรือไง”

ศีรษะกลมส่ายดิ๊ก

“ถ้างั้นก็หยุดถามแล้วนั่งลง แฟนตัวเองยังไม่ทันจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจะรีบไปไหน” บ่นเสียงหล่อแล้วก็ลุกขึ้นยืน “นั่งนิ่งๆ กดเกมรอไปก่อน เข้าใจไหม”

“อื้อ” พยักหน้ารับคำแล้วควัก PSP ขึ้นมาตามคำสั่งทันที

ยูชอนหยุดเดินแล้วเหลือบหันมองคนเป็นแฟนได้สองวัน เขาเห็นคนตัวเล็กอมยิ้มทั้งที่ตายังจ้องเกมและนิ้วก็กดยิกๆ ไม่หยุด ก็คิดมาตั้งนานแล้วว่าคิมจุนซูเป็นคนที่ยิ้มสวย ใครได้เห็นก็รู้สึกเหมือนว่าโลกจะสดใสขึ้นมาทันที แต่พอมาเห็นรอยยิ้มที่เกิดขึ้นเพราะเขาแบบนี้แล้วมันยิ่งรู้สึกมากกว่าโลกสดใส มันเป็นความรู้สึกที่ยินดียิ่งกว่านั้น เฮ้อ มีความสุขจนตัวจะลอยเลยเว้ย

แจจุง ขอโทษนะที่ฉันต้องหยุดคิดเรื่องของแกไว้เพียงเท่านี้ ตอนนี้สัญชาตญาณความเป็นลูกผู้ชายของฉันกำลังร้องเรียกเพรียกหาอยู่ ถ้าไม่ได้รับการตอบสนองเกรงว่าจะขาดใจเป็นแน่แท้ เพิ่งรู้ว่าการมีแฟนมันรู้สึกดีอย่างนี้นี่เอง โอ๊ย เคยแต่เมาเหล้า เวลาเมารักเค้าแก้เมากันยังไงวะ ยูชอนแทบจะลอยเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำตัวเหมือนวัยรุ่นเพิ่งเคยมีรัก ซึ่งมันก็เป็นความจริงยูชอนไม่ขอแก้ แต่จะเรียกว่ารักคงเร็วเกินไป เอาเป็นตอนนี้เขากำลังรู้สึกป็อปปี้เลิฟกับแฟนคนแรกก็แล้วกัน ...แต่อย่าวกเข้าเรื่องผู้ชายด้วยกันล่ะ เพราะเขาบายพาสช็อตนั้นไปแล้ว อย่าให้ต้องหวนกลับไปคิดทบทวนเพราะมันจะทำให้เสียเวลานะครับขอบอก

ผิวปากครึ้มอกครึ้มใจจนเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ นักร้องหนุ่มสุดหล่อก็จัดการเสยผมทิ้งท้ายสำรวจคนหน้าตาดีจากบานกระจกเงาตรงหน้าเพื่อความชัวส์ อืม หล่อเลิศไม่มีใครเกินจริงๆ ปาร์คยูคนนี้ หลงตัวเองจนพอใจแล้วก็คว้ากระเป๋าผลักบานประตูห้องแต่งตัวออกไป ทางเดินแคบๆ ในส่วนของสตูดิโอด้านในที่แบ่งห้องไว้ใช้สำหรับให้นักแสดงแต่งตัวนั้นเงียบเฉียบ ยูชอนเห็นทีมงานคนหนึ่งหอบกระเป๋าออกมาจากห้องตรงข้าม

“พวกพี่ไม่เก็บของกันก่อนเหรอ?”

“พรุ่งนี้นายกับจุนซูต้องมาถ่ายอีกเซทหนึ่ง ทีมงานก็เลยยังไม่เก็บฉากตอนนี้ แล้วนี่ก็ดึกแล้วด้วย พรุ่งนี้ยังต้องเหนื่อยกันอีก ก็ดีแล้วล่ะที่กองสั่งเลิกเร็วแบบนี้ ทุกคนก็เลยรีบกลับกันไปน่ะ นายเองก็รีบหน่อย เดี๋ยวจะมีคนมาปิดสตูดิโอแล้วนะ”

เออนั่นสิเนอะ ยูชอนเพิ่งนึกได้ว่าต้องมาถ่ายอีกวัน ก่อนจะสังเกตเห็นว่าไฟเริ่มดับไล่หลังมาแล้วตอนนี้

“จะว่าไปก็เกือบสามทุ่มแล้วนี่นะ” ยูชอนก้มดูนาฬิกาข้อมือ เขาพยักหน้าให้ทีมงานที่เดินจากไปก่อนจะก้มดูนาฬิกาอีกครั้งแล้วก็ต้องขมวดคิ้วยุ่งเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นรองเท้าที่ตัวเองใส่อยู่ โง่จริงเมิง รองเท้ายังไม่ได้เปลี่ยน ฮึ่ย หงุดหงิด

ยูชอนเปลี่ยนรองเท้าเป็นของตัวเองแล้วเดินออกมาจากห้องอีกครั้ง ทางเดินแคบๆ กับแสงไฟที่น้อยลงทำเอาชายหนุ่มรีบจ้ำเท้าด้วยบรรยากาศมันวังเวงเกินรับได้

“อย่ามายุ่งกับฉัน!

เสียงคุ้นหูดังขึ้นตอนที่ยูชอนเลี้ยวซ้ายออกมาตามทางเดิน เขาขยับเท้าไปใกล้ประตูห้องที่ติดชื่อ ยองอุง แจจุง ซึ่งเปิดแง้มอยู่

แจจุงมันยังไม่กลับอีกเหรอ?

มือใหญ่กำลังจะผลักบานประตูเข้าไปหาเพื่อน แต่ก็ต้องชักมือกลับทันทีเมื่อได้ยินเสียงทุ้มอีกเสียงดังลอดออกมา เขารีบงับปากแล้วพยายามดันประตูให้ง้างออกมากขึ้นเพื่อมองเข้าไปในห้องนั้น ร่างสูงที่เห็นแต่เพียงด้านหลังไม่บอกก็รู้ว่าคือชองยุนโฮ

“จะไม่ให้ยุ่งได้ยังไงก็นายตัวร้อนขนาดนี้!” ยูชอนเห็นยุนโฮกระชากแขนของเพื่อนที่พยายามจะผละหนีให้ขยับเข้ามาใกล้ สีหน้าของแจจุงดูแย่จริงๆ เมื่อไม่มีเครื่องสำอางค์มาปกปิด นี่คงจะติดไข้ไอ้หน้าหล่อนั่นล่ะสิ

“ก็บอกให้ปล่อยไงวะ” แจจุงขืนมืออีกครั้ง เขาผลักอีกฝ่ายจนเซไปชนกับเก้าอี้ที่วางระเกะระกะ แต่ไม่ทันไรยุนโฮก็คว้าข้อมือขาวมารวบไว้ได้อีกครั้ง

“ปล่อย!

“อย่าดื้อนักได้ไหม! ดูเหมือนร่างสูงจะเริ่มทนไม่ไหวที่อีกฝ่ายเอาแต่หนี เขากระชากร่างบางเข้ามาใกล้ขึ้นแล้วรวบมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน

“ฉันจะเป็นอะไรมันก็เรื่องของฉัน โธ่เว้ย ปล่อยสิวะ!!” แจจุงพยายามสู้แรงแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ซ้ำจะยิ่งทำให้ตัวเองหน้ามืดไปเสียอีก เขาสบถออกมาเสียงดังเมื่อเสียการทรงตัวจนต้องปล่อยให้อีกคนพยุงตัวให้

“ยิ่งนายออกแรงมากเท่าไหร่ร่างกายนายก็จะยิ่งแย่ เชื่อฟังฉันดีๆเถอะน่า มากับฉัน”

“ก็บอกแล้วไงว่าฉันจะไม่กลับห้องไปกับนาย พูดไม่รู้เรื่องหรือไง!” แม้จะสิ้นฤทธิ์ แต่แจจุงก็ยังเหวี่ยงไม่เลิก

ยุนโฮเห็นอาการต่อต้านแบบคนที่ดื้อรั้นไม่ยอมฟังก็เหนื่อยใจจะเกลี่ยกล่อมด้วยการใช้คำพูด เขาออกแรงบีบท่อนแขนที่มีมัดกล้ามเล็กๆ จับหมุนตัวแล้วดันร่างของแจจุงลงไปนั่งบนเก้าอี้ด้านหลังด้วยความเร็วจนอีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว

คนถูกบังคับจับให้นั่งเงยหน้าขึ้นหมายจะต่อว่า แต่กลับทำได้เพียงแค่จ้องสายตาด้วยหัวใจที่สั่นคลอนเมื่อระยะห่างของใบหน้าระหว่างกันนั้นมีเพียงแค่ลมหายใจกั้น

และก่อนที่แจจุงจะได้ทำอะไร ริมฝีปากก็ถูกนาบประกบลงมาแนบสนิท

ความรู้สึกที่ห่างหายมานานถูกกระตุ้นให้หวนกลับมาตั้งแต่การสัมผัสกันครั้งที่แล้ว แล้วจะแปลกอะไรหากการสัมผัสครั้งนี้จะทำให้หัวใจของคิมแจจุงหวั่นไหวจนไม่อาจควบคุมได้ จะแปลกอะไรที่ความรู้สึกในส่วนลึกถูกกระชากออกมาอีกครั้งด้วยคนคนเดิม

...จะแปลกอะไร ที่เขาอยากโหยหาหัวใจดวงเดิมตรงหน้านี้อีกครั้ง

นัยน์ตากลมหรี่ปรือลงเชื่องช้าราวกับเจ้าตัวต้องการตัดความเป็นจริงรอบตัวออกไป แล้วปล่อยให้หัวใจแล่นไปตามความรู้สึกที่ถูกชักนำ แจจุงตอบสนองรสจูบของยุนโฮอย่างยอมจำนนในที่สุด

เมื่อมองจากคนที่พยายามแอบดูจากช่องว่างของประตู แม้จะมองเห็นแค่ด้านหลังของคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โดยมีร่างสูงก้มตัวลงเข้าหาแต่มันก็มากพอจะทำให้รู้ได้ว่าคนทั้งสองนั้นกำลังจูบกันอยู่ไม่ผิดแน่ และยูชอนก็ยังกล้าเอาหัวเป็นประกันด้วยว่าเขาไม่ได้ตาฝาดที่เห็นว่าเพื่อนตัวดีของเขามันกำลังคล้อยตาม!

มาเห็นช็อตเด็ดคนดังเข้าให้แล้วไงกู ยูชอนเกือบจะห้ามใจไม่ให้กระเสือกกระสนชะโงกตัวเข้าไปเสือกเรื่องชาวบ้านไม่ได้อยู่แล้วถ้าไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าดังแว่วใกล้เข้ามา ชายหนุ่มรีบดึงบานประตูให้ปิดลงอย่างเบามือที่สุดแล้วเดินเข้าไปหาเจ้าของเสียงฝีเท้าที่รีบเร่ง

“พี่จินอีกลับเข้ามาทำไมอ่ะครับ?”

“มาตามแจจุงกับยุนโฮน่ะสิ ตั้งนานแล้วไม่กลับไปที่รถเสียที เค้าจะปิดสตูดิโอกันอยู่แล้ว”

ยูชอนเลิกคิ้วขึ้น เขากรอกตาทำท่าคิดเล็กน้อยก่อนจะรีบยื่นมือออกไปกันไม่ให้ผู้จัดการหนุ่มได้เดินต่อ “พี่จินอีไม่ต้องไปตามหรอกครับ เมื่อกี๊แจจุงโทรมาบอกว่าจะกลับเองแล้วหมอนั่นก็ออกไปแล้วด้วย ส่วนยุนโฮผมเห็นเค้าออกไปตั้งนานแล้วนะ”

จินอีย่นคิ้ว “ทำไมพี่ไม่เห็นรู้เรื่องเลยล่ะ สองคนนั้นไม่เห็นบอกอะไรพี่เลยนะ” จินอีล้วงมือควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าเพื่อโทรถามเด็กในความดูแล ยูชอนเลิ่กลั่กขึ้นมาทันที

“เอ้อ จริงสิ แจจุงบอกว่าไม่ต้องโทรตามนะเพราะเขาอยากพักผ่อนตามลำพัง ส่วนยุนโฮเห็นบอกว่าจะกลับห้องเลย เพราะงั้นพี่จินอีไม่ต้องโทรหรอกครับ วันนี้เหนื่อยกันมาทั้งวันแล้วด้วยให้พวกเขาพักผ่อนกันไปก่อนเถอะ พี่ก็ด้วย รีบกลับไปหาภรรยาดีกว่านะ เพิ่งจะแต่งงานกันนี่ครับ” ยูชอนจี้จุดสำคัญได้ตรงเป๊ะ

“เออ นั่นสิเนอะ สองคนนั้นก็เป็นงี้ประจำ ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง พี่ว่าพี่กลับบ้านเลยก็ดี เหนื่อยจริงๆ นั่นแหละ” ยูชอนยิ้มเห็นด้วย เขารู้ดีว่าผู้จัดการคนนี้กำลังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามันกับภรรยาคนสวย “นายก็ด้วยยูชอน รีบกลับได้แล้วนะ”

“ครับ ผมก็กำลังจะกลับนี่แหละ ไปครับไป กลับกันเถอะ” เด็กหนุ่มวาดวงแขนอีกฝ่ายแล้วพาเดินออกไปจากสตูดิโอพร้อมกัน โดยที่ยูชอนเป็นคนตอบเสียงหนักแน่นว่าไม่มีคนอยู่ด้านในแล้วให้ทีมงานปิดสตูดิโอได้เลย

จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้แหละ แต่ยูชอนก็ยอมเสี่ยงทิ้งให้สองคนนั้นอยู่ที่นี่ตามลำพังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

...ลองว่าไม่มีใครไปขัดจังหวะ ดูสิพวกนั้นจะเคลียร์กันได้สักทีไหม

 

 

 

 

==+==+==+==+==+==

 

 

               

                ในทีแรกริมฝีปากบางยังไม่ยอมเปิดทางให้ลิ้นร้อนได้รุกล้ำ หากแต่การเรียกร้องซ้ำๆ ด้วยสัมผัสนุ่มนวลผะแผ่วหลายต่อหลายครั้งก็ทำให้กลีบปากสีสดยอมเผยอออกเล็กน้อย คนที่เฝ้ารอจังหวะนี้มานานแทรกปลายลิ้นเข้าหาในทันที สัมผัสแรกที่ได้รับจากโพรงปากตรงหน้าคือความร้อนที่เกิดจากพิษไข้ เขารู้สึกได้ถึงรสขมเล็กๆ จากหยาดน้ำใสของคนป่วย

ทว่าช่างเป็นความขมที่เจือด้วยความหวานอย่างน่าประหลาด

มือหนาทั้งสองข้างเลื่อนจากท่อนแขนเล็กขึ้นกอบกุมใบหน้าอุ่นร้อนให้เงยรับสัมผัสได้ถนัดขึ้น เขากดเรียวลิ้นไล่ต้อนลิ้นเล็กที่ผละหนีให้ตอบรับการเกี่ยวพันลึกล้ำ ไม่นานนักคนที่มีใจให้ไปกว่าครึ่งก็ยอมถูกชักนำแต่โดยดี อาการขัดขืนแปรเปลี่ยนเป็นการไขว่คว้าโหยหา เพียงแค่อีกฝายทำท่าจะถอยห่างก็รีบไล่ตามยื้อไว้

อาการของคนตัวเล็กที่ยื่นปลายลิ้นออกมารั้งไว้ไม่ให้ผละออกทำเอายุนโฮแทบคลั่ง เขากดจูบบดเบียดกลีบปากแดงนั้นทันที เต็มใจดูดดื่มหยาดน้ำขมฝาดของคนเป็นไข้อย่างไม่สนใจแล้วว่าอีกฝ่ายจะหายใจออกหรือไม่ เขาไม่อยากผละจากไปแม้เพียงเสี้ยววินาทีอีกแล้ว คิดแม้กระทั่งว่าหากเขาจะทำให้แจจุงต้องหมดลมหายใจไปจริงๆ เขาก็ยินดีจะขาดใจไปพร้อมกัน ถ้าเพียงแต่มันจะทำให้เขาได้เป็นเจ้าของคนคนนี้ ได้มีสิทธิ์เฝ้ามองแตะต้องแต่เพียงผู้เดียว เขาก็ยินดี

แจจุง นายจะรู้ไหมว่าฉันสามารถฆ่านายด้วยมือคู่นี้ได้

นายจะรู้ไหมว่าฉันยอมฆ่าทุกคนบนโลกนี้เพื่อที่นายจะเหลือเพียงฉันคนเดียวที่ยืนอยู่ตรงหน้า

นานเกินจะทนไหว ทรมานกับการไม่มีนายอยู่เคียงข้าง ฉันจะต้องทำยังไงเพื่อให้นายเป็นแจจุงของฉันคนเดียว ฉันจะต้องทำยังไงเพื่อหยุดความเจ็บปวดนี้โดยไม่ทำร้ายนาย บอกฉันได้ไหมแจจุง บอกฉันว่าต้องทำยังไง

 

เสียงจูบดังสะท้อนอยู่ภายในห้องแต่งตัวเล็กๆ หยาดน้ำใสที่กักเก็บไว้ไม่ได้ไหลเยิ้มออกมาตามช่องว่างของริมฝีปากระหว่างกันยิ่งทำให้เกิดเสียงฉ่ำแฉะน่าอายมากยิ่งขึ้น อุณหภูมิรอบกายดูเหมือนจะสูงขึ้นเมื่อการจูบนั้นมีแต่จะเพิ่มความเร่าร้อนไม่สิ้นสุด

ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ กว่าที่คนทั้งสองจะละริมฝีปากห่างออกจากกันได้ในที่สุด

นัยน์ตาคมที่ยังมีความโหยหาอยู่ในนั้นทอดมองเปลือกตาบางค่อยๆ ปรือปรอยขึ้นมา สองสายตาสบประสาน ยุนโฮหวังเหลือเกินให้แจจุงได้เห็นความหมายที่เขาสื่อออกไป ไม่ใช่การผลักไสกันเช่นที่เจ้าตัวทำอยู่นี้

“ฉันเกลียดนาย” ริมฝีปากแดงบวมช้ำยามที่เอ่ยคำนั้นออกมาใส่หน้าคนฟัง

ยุนโฮไม่ตอบโต้ด้วยคำพูดในทันที เขาเลื่อนมือช้อนท้ายทอยขาวขึ้นมอบจูบให้อีกครั้ง รุกรานไม่มากมายนักก่อนจะผละออก แล้วค่อยก้มลงกระซิบใกล้

“แต่ฉันชอบนาย”

หัวใจคนฟังไหววูบจนรู้สึกปวดร้าว ฝืนก็เจ็บ ไม่ฝืนก็เจ็บ ไม่มีทางเลือกไหนที่แจจุงจะเห็นถึงทางออก ไม่ว่าเขาจะยอมรับความรู้สึกตัวเองหรือไม่ก็มีค่าเท่ากัน ไม่ว่าทางใดเขาก็ต้องเสียใจอยู่ดี

แจจุงหลบสายตาคม เขาหันใบหน้าไปทางอื่นพลางยกมือขึ้นดันอกกว้างให้ขยับห่าง แจจุงรู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองคงแสดงสีหน้าออกไปจนหมดแล้ว เขาปิดชองยุนโฮไม่ได้อีกแล้วว่าหัวใจดวงนี้ต้องการอีกฝ่ายมากแค่ไหน

เมื่อถูกต้อนให้จนมุม ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหนีอีก

“นายสนุกนักหรือไงที่เห็นฉันเป็นอย่างนี้”

“นายต่างหากแจจุง นายสนุกที่เห็นฉันทรมาน” ยุนโฮไม่ได้จับใบหน้าขาวให้หันกลับมา แต่เขาก็ยังไม่ขยับตัวเองไปไหน เขาวางมือทั้งสองข้างไว้กับที่วางแขนราวกับอยากจะทำให้แน่ใจว่าร่างบางจะไม่หนีไปไหนได้อีก

คำที่สวนกลับมาทำให้แจจุงพ่นเสียงหัวเราะคล้ายเห็นเป็นเรื่องตลกร้าย

“นายน่ะเหรอทรมาน?” แจจุงเค้นยิ้มก่อนหันมาจ้องสบสายตา “นายจะบอกว่านายทรมานที่ฉันหนีไปทั้งที่นายเองก็มีคนรักอยู่แล้วงั้นเหรอ มันไม่ดูเห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือไงชองยุนโฮ”

“นายรู้...”

“อ๋อ ใช่สิฉันรู้!” แจจุงแทรกขึ้นเสียงดัง “นายคิดว่าฉันโง่หรือไง อ้อ ไม่สิ เพราะว่าฉันมันโง่ถึงได้ถูกนายหลอกอยู่ได้ตั้งนาน!” เพิ่งจะสำนึกได้ว่ามีไข้ก็ตอนที่ตะโกนจนปวดหัวจี๊ดขึ้นมา แต่แจจุงก็ยังไม่ยอมหยุดต่อว่า มือเล็กยกขึ้นทุบอกกว้างปัดป่าย “ที่นายเข้ามายุ่งวุ่นวายกับฉันตั้งแต่แรกก็เพราะเห็นว่ามันเป็นเรื่องสนุกใช่ไหม! มาเล่นสนุกกับความรู้สึกของคนอื่น นายมันแย่ที่สุดชองยุนโฮ!

แรงทุบตีไม่ได้เบาเลย แต่ยุนโฮก็ไม่คิดจะปัดป้อง

“ตอนนี้นายเบื่ออะไรมาล่ะ คิดจะมาเล่นสนุกอะไรกับฉันอีก ทั้งที่ฉันไม่อยากจะยุ่งกับนายอีกแล้วแท้ๆ!

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะแจจุง”

“ไม่ใช่เหรอ! นายคบอยู่กับอีกคนแล้วก็มาให้ความหวังกับอีกคนนั่นน่ะเหรอที่ไม่ใช่!

“ฉันไม่ได้ให้ความหวังนายนะแจจุง!

มือที่ทุบตีหยุดลง ริมฝีปากสวยยกยิ้มประชด “นายกำลังจะบอกว่าฉันเพ้อเจ้อไปเอง นายไม่เคยให้ความหวังฉันเลยแม้แต่นิดเดียวสินะ?” แจจุงพ่นลมหายใจแรงอย่างคนที่กำลังโกรธจัด หากแต่หยาดน้ำตาที่ไหลอาบลงสองข้างแก้มนั้นบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวเสียใจมากกว่า “ก็ได้ ฉันคิดไปเอง ฉันหนีนายมาด้วยเหตุผลงี่เง่าของคนหลงตัวเอง แล้วยังไงล่ะ ตอนนี้นายมายุ่งกับฉันทำไม บอกไว้ก่อนเลยนะชองยุนโฮ ว่าแม้แต่คำว่าเพื่อนฉันก็ไม่มีวันจะให้นาย!

แจจุงทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ทั้งไข้ ทั้งความรู้สึก เขาผลักคนตรงหน้าสุดแรงที่มีแล้วลุกขึ้นยืน เซเล็กน้อยก่อนจะหันไปคว้ากระเป๋าขึ้นพาดไหล่ แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวไปไหนแรงฉุดวูบหนึ่งก็ทำให้เจ้าตัวลงไปนั่งที่เก้าอี้อีกครั้ง ตามด้วยร่างสูงที่คร่อมแขนลงมากักขัง

“นายคิดแบบนั้นมาตลอดเลยงั้นเหรอ นายคิดว่าฉันล้อเล่นกับนายงั้นเหรอแจจุง!” คราวนี้กลายเป็นยุนโฮที่ตะโกนเสียงดัง

“แล้วมันไม่จริงหรือไง! นายมีแฟนแล้ว แต่นายก็มายุ่งวุ่นวายกับฉัน!

“ฉันยอมรับว่าฉันเคยมีแฟนก่อนที่จะมาเจอนาย แต่นั่นมันก็แค่อดีต! ตั้งแต่ได้เจอกับนายฉันก็ไม่เคยมองใครอีกเลย แล้วคนที่น่าจะบอกว่าถูกเล่นสนุกด้วยน่ะมันน่าจะเป็นฉันมากกว่า! ฉันเคยถามนายว่าเราคบกันได้ไหม แต่นายก็ไม่เคยให้คำตอบฉันเลยจนกระทั่งนายหนีฉันไป!!

ยุนโฮเคยคิดว่าจะรอคำตอบจากแจจุงไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ ตราบใดที่เขายังมีแจจุงอยู่ข้างๆ เขาก็ยินดีที่จะรอคำตอบ แต่แล้วหัวใจของเขาก็แตกสลายเมื่อจู่ๆ แจจุงก็ย้ายบ้านไปโดยไม่บอกเขาสักคำ ฮันแจจุงหายไปจากชีวิตของเขาโดยไม่มีการติดต่อหากันเลย จนวันนั้น วันที่คิมแจจุงมาปรากฏตัวเป็นเด็กฝึกหัดในค่ายเดียวกัน

“ฉันเฝ้ารอนายมาตลอดแจจุง รอว่าสักวันนายจะติดต่อกลับมาหาฉัน ฉันยอมเป็นเด็กฝึกหัดที่ต้องเดินทางไกลอยู่หนึ่งปีเต็มเพราะไม่อยากย้ายไปโซลถาวร แต่นายก็ไม่เคยติดต่อมาเลยสักวัน แม่นายก็ย้ายบ้านหายไปในปีนั้นด้วย ฉันที่ถูกทิ้งไว้กับความรู้สึกแบบนั้นน่ะเหรอที่นายเรียกว่าฉันสนุก!

คำพูดของยุนโฮไหลผ่านสมองของแจจุงไปอย่างรวดเร็ว จริงอยู่ว่าข้อแก้ตัวของยุนโฮแบบนี้เขาเคยคิดมาแล้วเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ใช่ว่าเขาอยากจะหนีจากยุนโฮ เขาเคยคิดปลอบใจตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่ายุนโฮต้องการเขา อยากจะคิดว่ายุนโฮเฝ้ารอให้เขากลับไปหา แต่เขาก็ต้องหยุดความคิดพวกนั้นแล้วโยนทิ้งไปเมื่อภาพของยุนโฮที่จูบกับโซอึนซึมแทรกผ่านเข้ามาในม่านความคิด ต่อให้เธอเป็นอดีตรักแล้วยังไง ความจริงที่ยุนโฮจูบเธอก็ยังเป็นความจริง

ไม่ใช่แค่จูบ แต่ยุนโฮยังปฏิเสธความสัมพันธ์ที่มีกับเขาให้เธอคนนั้นฟังอีกด้วย

เพราะไม่อยากรับรู้ความจริงที่จะทำให้เจ็บปวดเขาถึงได้หนีมาตลอด แล้วตอนนี้ล่ะจะทำยังไง เขายังจะหนีอีกไหม ไม่ล่ะ เขาหนีมาพอแล้ว ถ้าจะต้องพูดเรื่องนี้ก็ควรจะพูดให้มันจบๆ ไปเสียเลย นายควรจะให้โอกาสยุนโฮได้อธิบาย และนายก็ควรจะให้โอกาสกับตัวเองได้ตัดสินใจด้วย ใช่ แค่ฟังแล้วก็ตัดสินใจเท่านั้นเองคิมแจจุง

“นายบอกว่าไม่ได้ให้ความหวังฉัน” แจจุงไม่ได้สบตาตอนที่พูด

“นั่นเพราะฉันจริงใจกับนาย ยิ่งกว่าความหวังฉันให้หัวใจกับนายไปแล้ว แต่นายเองที่ไม่คิดจะตอบรับ...”

“คนโกหก!

ใบหน้าชื้นเหงื่อด้วยอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นจากพิษไข้เงยขึ้นสบสายตารัตติกาล “วันที่ฉันจะตอบรับ นายกลับไปจูบกับเธอ เนี่ยน่ะเหรอที่เรียกว่าให้หัวใจ” เสียงหวานแหบแห้งอย่างเห็นได้ชัดหลังจากผ่านการตะโกนเมื่อครู่ “อดีตรักของนายก็ยังคงเป็นปัจจุบัน ไม่ว่าตอนนี้หรือเมื่อก่อน นายก็ยังไม่ได้เลิกกับเธอ!

แจจุงไม่ได้ร้องไห้ แต่แววตาบอกชัดว่าเสียใจเพียงใด

และมันก็ทำให้ใจของอีกคนเจ็บเหลือเกิน

ยุนโฮบีบไหล่ทั้งสองข้างของแจจุงเบาๆ “ฉันเลิกกับโซอึนแล้วแจจุง ฉันเลิกกับเขาตั้งแต่ที่รู้ว่านายจากฉันไป” แจจุงทำท่าเหมือนจะหัวเราะออกมาแทนการประชดที่ตนเข้าใจถูกเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ยุนโฮไม่สนใจท่าทางนั้นแล้วพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “แต่มันเป็นความจริงที่ฉันหมดรักโซอึนมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ฉันไม่รู้ว่าทำไม เพราะอย่างนั้นฉันถึงอยากค้นหาคำตอบ แล้วฉันก็ได้รู้ในที่สุด เหตุผลที่ฉันมองใครอีกไม่ได้ก็เพราะหัวใจฉันมีแต่นาย และฉันก็คิดว่าหัวใจของฉันเป็นของนายมาตั้งแต่วินาทีแรกที่เราได้สบตากันแล้ว ...แจจุง ตอนนั้นเราสองคนยังเด็ก ฉันอาจจะทำอะไรไม่ชัดเจนนัก แต่ฉันก็มั่นใจว่าฉันต้องการนาย”

ยุนโฮรู้ใจตัวเองก่อนจะเข้าไปคัดตัวประกวดการแข่งขันของทางค่ายเพลงเพียงแค่สามเดือน เขายอมรับว่าตอนนั้นยังไม่แน่ใจตัวเองดีนักเพราะความที่ยังเด็ก แต่เขาก็เลือกจะทำตามความรู้สึก และวันที่เขาไปแข่งรอบแรกเขาก็ได้สารภาพกับแจจุง ยุนโฮรู้ดีว่าแจจุงไม่เคยคิดอะไรเกินเลยกับเขามากไปกว่าเพื่อน แจจุงในตอนนั้นใสซื่อเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องของผู้ชายกับผู้ชาย ดังนั้นเขาถึงให้เวลากับแจจุง เขารอคำตอบจากแจจุงได้ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ของพวกเขาสนิทสนมกันมากกว่าใครจะเข้าใจ เขาใช้วิธีเข้าหาอย่างนุ่มนวลไม่เร่งเร้า พยายามสร้างความคุ้นเคยให้แจจุงด้วยการสัมผัสเล็กๆ น้อยๆ อย่างการจับมือ หรือจูบเบาๆ ผ่านริมฝีปาก เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานยุนโฮก็รู้ว่าแจจุงเริ่มจะโอนอ่อนให้กับเขาบ้างแล้ว ...ทั้งที่เป็นอย่างนั้นแล้วแท้ๆ แจจุงก็มาหนีจากเขาไป

“นายจูบเธอ แล้วต้องให้ฉันเตือนความจำด้วยไหมว่านายพูดอะไรกับเธอในวันนั้น”

แจจุงยังคงไม่ยอมรับคำแก้ตัวง่ายๆ ความเจ็บปวดที่เขาต้องทนกับมันมาตลอดไม่ใช่แค่คำสารภาพเห็นแก่ตัวแบบนี้ ถ้ายุนโฮไม่มั่นใจว่าจะคบกันได้แล้วจะเริ่มทั้งหมดขึ้นมาทำไม เขาไม่ต้องการความหวังที่ไม่มีวันเป็นจริง ความรู้สึกของเขาไม่เข้มแข็งพอจะทนรับความเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้หรอกนะ แล้วยิ่งกับคนที่บอกว่าจะดูแลปกป้องกลับเป็นคนที่มาทำให้เสียใจด้วยแล้ว ยุนโฮจะรู้บ้างไหมว่าเขาเจ็บปวดเพียงใดตอนที่เห็นทั้งสองจูบกันในฐานะคนที่คบกันอยู่

“แจจุง” ยุนโฮทอดเสียงอ่อน เขาเปลี่ยนจากท่ายืนคร่อมแขนเป็นคุกเข่าลงแล้วรวมมือนุ่มสองข้างเข้ากอบกุม ไม่ต้องให้เตือนยุนโฮก็รู้แล้วว่าตัวเองทำเรื่องผิดพลาดอะไรลงไป วันนั้นที่แจจุงพูดถึงคือวันสุดท้ายที่เขาได้เห็นแจจุง หากเพียงเขาจะรู้ว่าวันนั้นแจจุงจะตอบรับความรู้สึก หากเขารู้ว่าแจจุงจะมาเห็นภาพเขากับโซอึน ถ้าเพียงเขาได้รู้ เรื่องแบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ “ฉันขอรับผิดทุกอย่าง ฉันน่าจะบอกเลิกกับโซอึนตั้งแต่ที่รู้หัวใจตัวเอง แต่ฉันอยากให้นายรู้ว่าทุกอย่างที่ฉันทำก็เพื่อนาย นายยังไม่ตอบรับฉัน แล้วฉันจะกล้าเอานายมาพูดถึงในทางนั้นได้ยังไง จริงอยู่ว่าฉันไม่สนใจว่าผู้ชายคบกันจะเป็นเรื่องเสียหาย แต่กับสายตาคนอื่นที่มองนาย คำวิพากษ์วิจารณ์มากมายที่จะตามมา” ยุนโฮบีบมือเล็กแน่นขึ้น “ในทางกลับกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่นายตอบรับฉัน ไม่ว่าใครหน้าไหนฉันต้องบอกพวกนั้นแน่ว่านายเป็นคนของใคร ...แจจุง ฉันแคร์ความรู้สึกของนายเสมอ ความผิดพลาดของฉันในเรื่องของโซอึลยกโทษให้ได้ไหม ให้โอกาสฉันอีกครั้งเถอะนะ”

แววตาจริงใจที่สื่อออกมาแจจุงเห็นแล้ว แต่ความรู้สึกที่เสียไปจะทำให้ดีขึ้นได้ยังไง ถึงจะถูกต้อนให้จนมุมว่าเขายังต้องการยุนโฮ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะให้อภัยกับเรื่องทั้งหมด อาจจะใช่ที่เข้าใจผิดในสิ่งที่ยุนโฮพูดเพื่อปกป้องเขา แต่ความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายมีให้ทั้งเขาและเธอคนนั้นในเวลาเดียวกันไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด แจจุงยอมรับว่าตัวเองมีทิฐิ แต่ใครจะมาเข้าใจ แต่ละวันที่มีแต่การถูกกลั่นแกล้ง เลิกหวังจะยุ่งเกี่ยวกับใครแต่ก็มีนายเข้ามา แล้วสุดท้าย ทุกอย่างก็เป็นเหมือนเดิม ความรู้สึกที่ถูกหักหลังไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำใจยอมรับ

ชองยุนโฮบอกว่าทรมาน เขาเองก็ทรมานเหมือนกัน

แจจุงดึงมือกลับออกมาจากฝ่ามืออุ่น เขารู้สึกเวียนหัวนิดๆ แล้วตอนนี้ “ชองยุนโฮ โอกาสของนายฉันไม่มีให้ ไม่ว่าตอนนี้หรือวันข้างหน้า ฉันพอแล้ว”

คำตอบของร่างบางราวกับเป็นเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงหัวใจคนฟัง ยุนโฮคว้าข้อมือขาวมากุมไว้แน่น สีหน้าฉายชัดถึงความผิดหวัง

“ทำไมล่ะแจจุง! นายเองก็ชอบฉันไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงบอกว่าพอแล้ว ทำไมไม่ให้โอกาสฉัน!

“ฉันเกลียดนาย และฉันก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับนายอีกแล้ว!

“ไม่จริง ร่างกายของเราเข้ากันได้ดี จูบของเราเมื่อกี๊...แจจุง ทำไมนายไม่ยอมรับความจริงล่ะ” ชายหนุ่มทอดเสียงวิงวอน สายตาจ้องลึกลงไปในลูกแก้วสีนิล “ยอมรับเถอะว่านายต้องการฉัน ได้โปรดยอมรับความรู้สึกของเรา”

“ร่างกายฉันอาจจะต้องการนาย หัวใจฉันอาจจะเรียกร้องหานาย แต่จิตสำนึกของฉันปฏิเสธตัวตนของนาย ชองยุนโฮ” แจจุงไม่รอเวลาอีก เขาลุกขึ้นยืนทั้งที่ภายในศีรษะปวดหนึบไปหมด อยากจะหนีออกไปจากที่ตรงนี้ หากแต่ท่อนแขนยังถูกยึดไว้ไม่ยอมปล่อย

“ปล่อย”

“ไม่ เราต้องคุยกันให้รู้เรื่อง ถ้าฉันปล่อยให้นายไปทั้งอย่างนี้ นายก็จะบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับฟังฉันเหมือนที่ผ่านมาอีก ฉันยอมให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้อีกแล้ว”

มือซ้ายที่ไม่ถูกจับยึดยกขึ้นกดศีรษะ เปลือกตาบางหลับแน่น “พูดไม่รู้เรื่องหรือไง บอกให้ปล่อย! ...!

จู่ๆ ไฟในห้องก็ดับสนิท ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดกะทันหัน รวมถึงไฟฟ้าทั้งหมดก็ถูกตัด

“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงแหบแห้งเอ่ยถามขึ้นทันที ก่อนจะต้องนิ่วหน้าด้วยความปวดศีรษะเล่นงานอย่างรุนแรง “โอ๊ย” แจจุงทรุดตัวลงนั่งทั้งที่มืออีกข้างยังถูกกอบกุม ยุนโฮจึงจำต้องคุกเข่าลงตามแล้วโอบไหล่บางเข้าหาอก

“เป็นอะไรแจจุง?”

“ปวดหัว ปวดมากๆ”

ยุนโฮคลำมือไปตามศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมนุ่มลื่น ก่อนจะกดฝ่ามือทาบลงบนหลังมือเล็กที่กอบกุมศีรษะของเจ้าตัวอยู่ก่อนหน้า “ฉันจะพานายไปหาหมอเดี๋ยวนี้แหละ อดทนหน่อยนะ” ชายหนุ่มเพิ่งมาสำนึกเอาตอนนี้ว่าร่างบางกำลังมีไข้ ตัวของแจจุงร้อนจนเขานึกก่นด่าตัวเองที่ทำอะไรไม่คิด

มือใหญ่ควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงหวังใช้แสงไฟจากหน้าจอเล็กๆ ก่อนจะพบว่าเขาทิ้งมันไว้ในห้องแต่งตัวของเขาที่อยู่ถัดไปจากห้องนี้ถึงสามห้อง

“โทรศัพท์นายอยู่ไหนแจจุง”

“กระเป๋า” น้ำเสียงของร่างบางฟังแย่มากจนยุนโฮแทบใจหาย เขากดศีรษะกลมเข้าแนบอกแน่นขึ้นเพื่อปลอมประโลมอีกฝ่ายว่าจะไม่เป็นไร มืออีกข้างก็ควานหากระเป๋าหนังที่เขาเห็นเจ้าตัวสะพายมันอยู่เมื่อครู่

“ไม่ไหวแล้ว อึก ยุนโฮ ฉันทนไม่ไหวแล้ว”

“ได้แล้วๆ” สัมผัสเป็นมันเงาที่จับต้องได้ทำให้ชายหนุ่มรีบหยิบมันออกมาจากกระเป๋าข้างตัว แสงไฟสีเงินส่องวาบขึ้นมาทันทีที่เขาเปิดฝาพับโทรศัพท์เครื่องเล็ก รอยยิ้มของนักร้องหนุ่มที่ระบายออกมาด้วยความดีใจพลันหายวับไปในทันทีเมื่อแสงไฟเรืองรองนั้นส่องกระทบใบหน้าของคนในอ้อมแขน

ภาพที่สะท้อนในม่านตาของยุนโฮคือเลือดสีแดงข้นกำลังไหลออกมาจากปลายจมูกโด่งรั้นอย่างน่ากลัว และยิ่งเห็นว่าคนร่างบางหมดสติไปแล้ว ความหวาดกลัวก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณมากขึ้น

 

“แจจุง!

 

 

 

==+==+==+==+==+==

Please Wait Our Next Contact!

 

 

 

*แจจุง นายเป็นอาร๊ายยยยยยยยยยย????!!!!

**ชี้แจงเรื่องงดลงฟิค(ทำเสียงเครียด) >กดเสียจะได้เข้าใจ<

***ลืมบอก ใครยังไม่กด F5 กดด้วย(ยังทำเสียงเครียด)

****จกซ.จะจบแล้ว ชิส์!

 

 

 

 

Jaejoong